วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
คดี“ฮั้ว สว.”ที่พรรคภูมิใจไทยตกเป็นเป้าโจมตีจาก“ฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น” และกลายเป็นคดีความที่ยาวข้ามปี ล่าสุด ก็ได้ขยายวงจากคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กลายมาเป็นข้อพิพาทระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) หรือ“ไอลอว์”
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้นายศุภชัย ใจสมุทร ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ยื่นฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ อันเนื่องมาจากการที่นายยิ่งชีพได้กล่าวหานักการเมืองและรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย 9 คน ว่าอยู่เบื้องหลัง“ขบวนการฮั้ว สว.” และรวบรวมหลักฐานส่งให้พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านตรวสอบ โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วย
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ตนเองยืนยันชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ“ขบวนการฮั้วเลือก สว.” และจะไม่มีการยอมความโดยเด็ดขาด โดยนายอนุทินให้เหตุผลว่า เนื่องจากการกล่าวหาแบบนี้ทำให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยเกิดความเสียหาย พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวลในเรื่องนี้ ด้วยเหตุที่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
ปรากฏว่าเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เล่นบทไม้แข็ง บรรดา สส.พรรคสีส้มซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเคลื่อนไหวสอดประสานกับ“ไอลอว์”อันเป็นองค์กรที่มีสถานภาพเป็น“เอ็นจีโอ”ได้รับเงินสนับสนุนจากชาติตะวันตก ก็ได้ดาหน้ากันออกมา“ตีปลาหน้าไซ” ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังใช้วิธี“ฟ้องปิดปาก” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นหลัก หนึ่งในนั้นก็มี“ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ”
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ผู้ซึ่งเป็นคนรับเรื่องจากนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ กล่าวว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะเป็นบุคคลสาธารณะ และเป็นผู้มีอำนาจรัฐ เมื่อถูกตั้งคำถามควรที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาหรือตอบคำถามนั้น ไม่ใช่ไปฟ้องร้องบุคคลผู้ตั้งคำถาม
รองหัวหน้าพรรคประชาชนผู้นี้ยังกล่าวด้วยว่า “การที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง หากท่านไม่เกี่ยวข้องจริงก็แค่ออกมายืนยันว่า วันที่ท่านถูกกล่าวหานั้นท่านไม่ได้อยู่ที่โรงแรมพลูแมนฯ ท่านไม่เคยไปประชุมร่วมกับ สว. ตามข้อกล่าวหา และต้องเรียกร้องไปยังหน่วยงานตรวจสอบให้พิสูจน์ด้วยว่าหากข้อมูลที่แต่ละฝ่ายให้มันขัดแย้งกันนั้น ก็ต้องถามหน่วยงานตรวจสอบว่าได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่ ท่านต้องไปที่โรงแรมที่เกี่ยวข้องแล้วขอกล้องวงจรปิดเพื่อนำมาตรวจสอบข้อเท็จจริง”
ขณะที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้กล่าวหาที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาในฐานะต้นเรื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยบอกว่า ถ้าหากถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท จะมอบหมายให้นายอานนท์ นำภา จำเลยคดีมาตรา 112 ที่ยังติดคุกอยู่ในเรือนจำเป็นทนายแก้ต่างให้นั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมวานนี้ นายยิ่งชีพได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “ขอเขียนยืนยันไว้ตรงนี้อีกครั้งนึงนะครับ ผมขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผม ผมไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลย เพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเอง”
พร้อมกันนี้ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยังพูดทำนองขู่แบบปากกล้าขาไม่สั่นว่า “หากท่านทบทวนแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทจริง เพราะท่านเห็นว่ามีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างไร และทำให้ท่านเสียหายโดยไม่สามารถเยียวยาความเสียหายของท่านได้โดยวิธีการชี้แจงต่อสาธารณะ ผมก็พร้อมที่จะนำข้อเท็จจริงที่มี อยู่ในมือมากมายในวันนี้ และที่จะเพิ่มเติมอีกได้ในอนาคต เอาขึ้นพิสูจน์ในชั้นศาลครับ หากท่านตัดสินใจจะต้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผมก็จะขอร้องท่านอีกด้วยว่า มาสร้างบรรทัดฐานการดำเนินคดีที่ดีด้วยกันครับ”
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ“ไอลอว์” ซึ่งเป็นองค์กร“เอ็นจีโอ”ที่รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ อาทิ “OSF” ของ“จอร์จ โซรอส” (George Soros)“พ่อมดการเงิน”ชาวอเมริกัน, “HBF” หรือ“มูลนิธิไฮน์ริช เบิลล์” ของประเทศเยอรมนีที่มีความใกล้ชิดกับ“พรรคกรีน”, “AJWS” องค์กรพัฒนาเอกชนและสิทธิมนุษยชนของชาวอเมริกันเชื้อสายยิว และ“Google”บริษัทในเครือ“Alphabet”ที่เป็นบริษัทโฮลดิ้งกลุ่มเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน อันมีสิทธิในเรื่องในข้อมูลข่าวสารของโลกในยุคปัจจุบัน ที่สามารถ“ล้วงตับ”ข้อมูลส่วนตัวไปจนถึงข้อมูลลับทางการเมืองของทุกประเทศ, ได้ตั้งบรรทัดฐานไว้ 4 ประการ เหมือนออกอาวุธลับสยบนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไว้ก่อน-ดังนี้ :-
“1) อย่าใช้ตำรวจและกลไกของรัฐ เป็นเครื่องมือ ท่านนักการเมืองทั้งหลายมีต้นทุนทางสังคม และมีทรัพยากรด้านการเงินอยู่แล้ว ขอให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเอง ออกค่าใช้จ่ายเองหรือพรรคออกให้ เพราะตอนนี้ท่านมีอำนาจเป็นรัฐบาลอยู่การแจ้งความต่อตำรวจหรืออัยการเพื่อให้ดำเนินคดีแทนท่าน โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้ก็เป็นข้าราชการทำงานภายใต้รัฐบาลนี้ เป็นการใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนเรื่องชื่อเสียงส่วนตัวของท่านเองครับ เพราะผมในฐานะฝ่ายจำเลย ก็ต้องใช้ทรัพยากรของผมเองครับ”
“2) อย่าฟ้องแยกเป็นหลายคดี เพราะการกระทำของผมทั้งหมดเกิดขึ้นครั้งเดียว ถ้าหากบุคคลที่ผมกล่าวถึงทั้งเก้าท่านรู้สึกว่าเสียหายก็สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร่วมกันได้ ในเมื่อชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจจะฟ้องเป็นการตัดสินใจร่วมของพรรค ก็รวมกันมาเรื่องเดียวนะครับ ว่ากันทีเดียว เพราะการมีหลายคดีทำให้ต้องจัดการพยานหลักฐานซ้ำกันหลายชุด พยานแต่ละคนต้องเดินทางไปขึ้นศาลหลายครั้ง เสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ความสับสนที่จะตามมาว่าเอกสารฉบับไหนของคดีไหนยื่นไปครบแล้วหรือยัง มารวมที่เดียวกันแล้วพูดทีเดียวกันเลยครับ”
“3) อย่าฟ้องคดีทางไกล ผมทราบว่าทะเบียนบ้านของคนที่ผมกล่าวถึงหลายท่านไม่ได้อยู่กรุงเทพ แต่ท่านก็ทำงานกันที่นี่แหละมีหน้าที่การงานอยู่ที่รัฐสภาซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ท่านยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาลอาญาเป็นคดีเดียวกัน เพราะการดำเนินคดีในจังหวัดอื่นมีแต่เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยต้องเดินทาง สุดท้ายผมอาจชนะคดีได้ไม่ยากเพราะผมมีข้อเท็จจริงที่ใช้พิสูจน์ แต่ต้นทุนที่อาจต้องใช้ในการเดินทางมันเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาครับ”
“4) ท่านมาเบิกความเองด้วยนะครับ เพราะข้อมูลที่ผมได้ยื่นขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ หลายเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคล ว่าได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จุดนั้นจุดนี้ หรือไม่ คนที่รู้เห็นและตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องเป็นตัวท่านเองเท่านั้น ถ้าท่านใช้วิธีมอบอำนาจให้ท่านศุภชัยหรือทนายความมาเป็นผู้เบิกความแทน ฝ่ายจำเลยก็ไม่สามารถถามค้านเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ฝ่ายจำเลยก็จะยิ่งเสียเปรียบอีก”
นอกจากนั้น นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยังได้สำทับทิ้งท้ายว่า “ย้ำอีกครั้งว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าตัวท่านเองไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนก็ไม่ต้องดำเนินคดีครับ แต่ถ้าตัวท่านเองรู้สึกว่าต้องดำเนินคดีจริงๆ มันก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของเราทั้งสองฝ่ายที่ต้องพิสูจน์กันบนเวทีที่เป็นกลาง ถ้าต้องเอาผมติดคุกให้ได้ ก็ขอให้กระบวนการที่เกิดขึ้นชัดเจนตรงไปตรงมา ท่านรักษาศักดิ์ศรีของท่านได้ ถ้าผมจะถูกตัดสินว่าผิดก็ขอให้ผมถูกตัดสินแบบแฟร์เกม ที่เป็นธรรมกับผมด้วยครับ”
สรุปเป็นว่า การที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทิ้งหมัดเข้ามุมเป็นการทิ้งท้ายแบบนั้น เดาไม่ยากสำหรับคนรุ่นใหม่พรรค์นี้ ถ้าหากวันข้างหน้าแพ้คดี ก็คงจะอ้างว่าเพราะมีการตัดสินแบบ“ไม่แฟร์เกม” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ประชดเจ็บ! บอกทหารวางปืน ตั้งโต๊ะเจรจา หลัง'กลาโหมห้ามใช้คำว่าไล่ล่า
เสียงจากชาวเตหะราน ยอมแลกชีวิตหยุดวงจรสงคราม ซัดสหรัฐซื้อเวลาค่อยๆทำลายอิหร่าน
ลีเดีย ทำไอจีแทบลุกเป็นไฟ ปล่อยแฟชั่นเซ็ตสุดแซ่บฉลองวัย 39 ปี
Bitkub แจงปม ‘ก.ล.ต.’ กล่าวโทษ ชี้เป็นเหตุการณ์ปี 64 ย้ำทรัพย์สินลูกค้าครบถ้วน-ปลอดภัย
‘มท.2’ บุกกวาดล้างโรงแรมเถื่อน-นอมินีภูเก็ต ปัดสายตรงผู้มีอิทธิพลขอเคลียร์ ย้ำชัด ‘ทำผิดต้องจับ ไม่มีเคลียร์’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี