คดี“ฮั้ว สว.”ที่พรรคภูมิใจไทยตกเป็นเป้าโจมตีจาก“ฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น” และกลายเป็นคดีความที่ยาวข้ามปี ล่าสุด ก็ได้ขยายวงจากคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กลายมาเป็นข้อพิพาทระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) หรือ“ไอลอว์”
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้นายศุภชัย ใจสมุทร ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ยื่นฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ อันเนื่องมาจากการที่นายยิ่งชีพได้กล่าวหานักการเมืองและรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย 9 คน ว่าอยู่เบื้องหลัง“ขบวนการฮั้ว สว.” และรวบรวมหลักฐานส่งให้พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านตรวสอบ โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วย
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ตนเองยืนยันชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ“ขบวนการฮั้วเลือก สว.” และจะไม่มีการยอมความโดยเด็ดขาด โดยนายอนุทินให้เหตุผลว่า เนื่องจากการกล่าวหาแบบนี้ทำให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยเกิดความเสียหาย พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวลในเรื่องนี้ ด้วยเหตุที่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
ปรากฏว่าเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เล่นบทไม้แข็ง บรรดา สส.พรรคสีส้มซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเคลื่อนไหวสอดประสานกับ“ไอลอว์”อันเป็นองค์กรที่มีสถานภาพเป็น“เอ็นจีโอ”ได้รับเงินสนับสนุนจากชาติตะวันตก ก็ได้ดาหน้ากันออกมา“ตีปลาหน้าไซ” ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังใช้วิธี“ฟ้องปิดปาก” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นหลัก หนึ่งในนั้นก็มี“ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ”
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ผู้ซึ่งเป็นคนรับเรื่องจากนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ กล่าวว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะเป็นบุคคลสาธารณะ และเป็นผู้มีอำนาจรัฐ เมื่อถูกตั้งคำถามควรที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาหรือตอบคำถามนั้น ไม่ใช่ไปฟ้องร้องบุคคลผู้ตั้งคำถาม
รองหัวหน้าพรรคประชาชนผู้นี้ยังกล่าวด้วยว่า “การที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง หากท่านไม่เกี่ยวข้องจริงก็แค่ออกมายืนยันว่า วันที่ท่านถูกกล่าวหานั้นท่านไม่ได้อยู่ที่โรงแรมพลูแมนฯ ท่านไม่เคยไปประชุมร่วมกับ สว. ตามข้อกล่าวหา และต้องเรียกร้องไปยังหน่วยงานตรวจสอบให้พิสูจน์ด้วยว่าหากข้อมูลที่แต่ละฝ่ายให้มันขัดแย้งกันนั้น ก็ต้องถามหน่วยงานตรวจสอบว่าได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่ ท่านต้องไปที่โรงแรมที่เกี่ยวข้องแล้วขอกล้องวงจรปิดเพื่อนำมาตรวจสอบข้อเท็จจริง”
ขณะที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้กล่าวหาที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาในฐานะต้นเรื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยบอกว่า ถ้าหากถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท จะมอบหมายให้นายอานนท์ นำภา จำเลยคดีมาตรา 112 ที่ยังติดคุกอยู่ในเรือนจำเป็นทนายแก้ต่างให้นั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมวานนี้ นายยิ่งชีพได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “ขอเขียนยืนยันไว้ตรงนี้อีกครั้งนึงนะครับ ผมขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผม ผมไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลย เพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเอง”
พร้อมกันนี้ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยังพูดทำนองขู่แบบปากกล้าขาไม่สั่นว่า “หากท่านทบทวนแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทจริง เพราะท่านเห็นว่ามีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างไร และทำให้ท่านเสียหายโดยไม่สามารถเยียวยาความเสียหายของท่านได้โดยวิธีการชี้แจงต่อสาธารณะ ผมก็พร้อมที่จะนำข้อเท็จจริงที่มี อยู่ในมือมากมายในวันนี้ และที่จะเพิ่มเติมอีกได้ในอนาคต เอาขึ้นพิสูจน์ในชั้นศาลครับ หากท่านตัดสินใจจะต้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผมก็จะขอร้องท่านอีกด้วยว่า มาสร้างบรรทัดฐานการดำเนินคดีที่ดีด้วยกันครับ”
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ“ไอลอว์” ซึ่งเป็นองค์กร“เอ็นจีโอ”ที่รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ อาทิ “OSF” ของ“จอร์จ โซรอส” (George Soros)“พ่อมดการเงิน”ชาวอเมริกัน, “HBF” หรือ“มูลนิธิไฮน์ริช เบิลล์” ของประเทศเยอรมนีที่มีความใกล้ชิดกับ“พรรคกรีน”, “AJWS” องค์กรพัฒนาเอกชนและสิทธิมนุษยชนของชาวอเมริกันเชื้อสายยิว และ“Google”บริษัทในเครือ“Alphabet”ที่เป็นบริษัทโฮลดิ้งกลุ่มเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน มีอิทธิพลในเรื่องข้อมูลข่าวสารของโลกในยุคปัจจุบัน ที่สามารถ“ล้วงตับ”ข้อมูลส่วนตัวไปจนถึงข้อมูลลับทางการเมืองของทุกประเทศ, ได้ตั้งบรรทัดฐานไว้ 4 ประการ เหมือนออกอาวุธลับสยบนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไว้ก่อน-ดังนี้ :-
“1) อย่าใช้ตำรวจและกลไกของรัฐ เป็นเครื่องมือ ท่านนักการเมืองทั้งหลายมีต้นทุนทางสังคม และมีทรัพยากรด้านการเงินอยู่แล้ว ขอให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเอง ออกค่าใช้จ่ายเองหรือพรรคออกให้ เพราะตอนนี้ท่านมีอำนาจเป็นรัฐบาลอยู่การแจ้งความต่อตำรวจหรืออัยการเพื่อให้ดำเนินคดีแทนท่าน โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้ก็เป็นข้าราชการทำงานภายใต้รัฐบาลนี้ เป็นการใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนเรื่องชื่อเสียงส่วนตัวของท่านเองครับ เพราะผมในฐานะฝ่ายจำเลย ก็ต้องใช้ทรัพยากรของผมเองครับ”
“2) อย่าฟ้องแยกเป็นหลายคดี เพราะการกระทำของผมทั้งหมดเกิดขึ้นครั้งเดียว ถ้าหากบุคคลที่ผมกล่าวถึงทั้งเก้าท่านรู้สึกว่าเสียหายก็สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร่วมกันได้ ในเมื่อชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจจะฟ้องเป็นการตัดสินใจร่วมของพรรค ก็รวมกันมาเรื่องเดียวนะครับ ว่ากันทีเดียว เพราะการมีหลายคดีทำให้ต้องจัดการพยานหลักฐานซ้ำกันหลายชุด พยานแต่ละคนต้องเดินทางไปขึ้นศาลหลายครั้ง เสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ความสับสนที่จะตามมาว่าเอกสารฉบับไหนของคดีไหนยื่นไปครบแล้วหรือยัง มารวมที่เดียวกันแล้วพูดทีเดียวกันเลยครับ”
“3) อย่าฟ้องคดีทางไกล ผมทราบว่าทะเบียนบ้านของคนที่ผมกล่าวถึงหลายท่านไม่ได้อยู่กรุงเทพ แต่ท่านก็ทำงานกันที่นี่แหละมีหน้าที่การงานอยู่ที่รัฐสภาซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ท่านยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาลอาญาเป็นคดีเดียวกัน เพราะการดำเนินคดีในจังหวัดอื่นมีแต่เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยต้องเดินทาง สุดท้ายผมอาจชนะคดีได้ไม่ยากเพราะผมมีข้อเท็จจริงที่ใช้พิสูจน์ แต่ต้นทุนที่อาจต้องใช้ในการเดินทางมันเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาครับ”
“4) ท่านมาเบิกความเองด้วยนะครับ เพราะข้อมูลที่ผมได้ยื่นขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ หลายเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคล ว่าได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จุดนั้นจุดนี้ หรือไม่ คนที่รู้เห็นและตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องเป็นตัวท่านเองเท่านั้น ถ้าท่านใช้วิธีมอบอำนาจให้ท่านศุภชัยหรือทนายความมาเป็นผู้เบิกความแทน ฝ่ายจำเลยก็ไม่สามารถถามค้านเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ฝ่ายจำเลยก็จะยิ่งเสียเปรียบอีก”
นอกจากนั้น นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยังได้สำทับทิ้งท้ายว่า “ย้ำอีกครั้งว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าตัวท่านเองไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนก็ไม่ต้องดำเนินคดีครับ แต่ถ้าตัวท่านเองรู้สึกว่าต้องดำเนินคดีจริงๆ มันก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของเราทั้งสองฝ่ายที่ต้องพิสูจน์กันบนเวทีที่เป็นกลาง ถ้าต้องเอาผมติดคุกให้ได้ ก็ขอให้กระบวนการที่เกิดขึ้นชัดเจนตรงไปตรงมา ท่านรักษาศักดิ์ศรีของท่านได้ ถ้าผมจะถูกตัดสินว่าผิดก็ขอให้ผมถูกตัดสินแบบแฟร์เกม ที่เป็นธรรมกับผมด้วยครับ”
สรุปเป็นว่า การที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทิ้งหมัดเข้ามุมเป็นการทิ้งท้ายแบบนั้น เดาไม่ยากสำหรับคนรุ่นใหม่พรรค์นี้ ถ้าหากวันข้างหน้าแพ้คดี ก็คงจะอ้างว่าเพราะมีการตัดสินแบบ“ไม่แฟร์เกม” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี