วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ฟุตบอลโลกเปิดฉากไปเมื่อคืนวันที่ 11 มิถุนายนวานนี้ สำหรับคนไทยต้องออกแรงลุ้นตั้งแต่แรกว่าจะได้ชมการถ่ายทอดสดหรือไม่ ซึ่งในที่สุด“บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล มหาชน” (JAS) ก็สามารถคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขัน“ฟุตบอลโลก 2026” ซึ่งประเทศสหรัฐฯ, เม็กซิโก และ แคนาดา เป็นเจ้าภาพร่วมกัน มาได้
โดย “JAS”ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์จาก“FIFA”แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้มีการถ่ายสอดสดจากสนาม“เอสตาดิโอ อัซเตก้า” กรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงประเทศเม็กซิโก ผ่านทางแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ “MONOMAX”ตั้งแต่เมื่อคืนวานเป็นนัดแรก และจะมีการถ่ายทอดสดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในรอบชิงชนะเลิศ ณ “เมตไลฟ์ สเตเดี้ยม” ในมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
พิธีเปิด “ฟุตบอลโลก 2026” ที่มี 48 ชาติเข้าร่วมเมื่อคืนวานที่สนาม“เอสตาดิโอ อัซเตก้า”สุดอลังการตามที่มีการเตรียมการไว้ มีการแสดงแสงสีเสียงผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเม็กซิโก ผนวกเข้ากับความทันสมัยเพื่อต้อนรับทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยศิลปินระดับโลก อย่าง“ชากีรา” (Shakira) มาร่วมโชว์การแสดงสุดพิเศษ และเปิดสนามคู่แรกในกลุ่ม A ระหว่างทีมชาติเม็กซิโก-เจ้าภาพ ฟาดแข้งกับทีมชาติแอฟริกาใต้
อย่างไรก็ตาม สนาม“เอสตาดิโอ อัซเตก้า”ที่ใช้เป็นพิธีเปิดการแข่งขัน“FIFA World Cup 2026” ในครั้งนี้นั้น แฟนบอลชาวไทยและทั่วโลกทราบกันดีว่า สนามแห่งนี้มีตำนานให้กล่าวถึง เพราะนอกจากจะเคยใช้จัดรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกมาแล้ว 2 ครั้ง ก็ยังเป็นตำนานของ“ราชาลูกหนังโลก” 2 คน
คนแรก คือ“เปเล่” (Pelé) ที่พาทีมชาติบราซิลคว้าแชมฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ในปี พ.ศ.2513 (ค.ศ.1970) โดยเอาชนะทีมชาติอิตาลี 4:1 ประตู และอีกคนหนึ่ง คือ“ดิเอโก มาราโดนา” (Diego Maradona) คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 2 ในปี พ.ศ.2529 (ค.ศ.1986) ให้แก่ทีมชาติอาร์เจนตินา จากการแข่งขันกับทีมชาติเยอรมนีตะวันตก 3 : 2 ประตู
และจากตำนานดังกล่าว ในวันเปิดสนามเมื่อคืนที่ผ่านมา จึงมีพิธีรำลึกถึง“เปเล่” ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วในวัย 82 ปี เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2565 รวมถึงพิธีรำลึกถึง “ดีเอโก้ มาราโดนา” ที่เสียชีวิตไปแล้วเช่นกันด้วยวัย 60 ปี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563
นอกเหนือจากนั้น ทั้ง “เปเล่”เจ้าของฉายา“ไข่มุกดำ” (The Black Pearl) และ“ดิเอโก มาราโดนา” เจ้าของฉายา“เสือเตี้ย”และ“หัตถ์พระเจ้า” ต่างก็สวมเสื้อ“หมายเลข 10” พาทีมชาติของตนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกด้วยกันทั้งคู่
เฉพาะ“เปเล่”นั้น เสื้อ“หมายเลข 10”ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังโลก โดยที่“เปเล่”โด่งดังจากการใส่เสื้อเบอร์นี้พาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกถึง 3 สมัย คือสมัยแรกในปี พ.ศ.2501 (ค.ศ.1958) ตอนนั้น“เปเล่”เพิ่งอายุ 17 ปี พาทีมชาติบราซิลชนะทีมชาติสวีเดน 5 : 2 ประตู และในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ.1962) เอาชนะทีมชาติชิลี เจ้าภาพ 3 : 1 ประตู
สำหรับ“FIFA World Cup 2026”ในยุคนี้ ต้องบอกว่าจาก“กิจกรรมบันเทิงและนันทนาการ” อันหมายถึง“กีฬา” ซึ่งนอกจากเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบด้านทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษน์แล้ว อีกนัยหนึ่งก็เพื่อยกระดับศักยภาพของมนุษย์ให้พร้อมอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีวินัยมีคุณธรรม และเคารพในกฎแลกติกา อันจะนำไปสู่“สันติภาพ”ที่ยั่งยืนของมมนุษยชาติ ก็กลับกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจ และยังมีเรื่องสงครามเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย
เคยดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี พ.ศ.2513 ซึ่งสมัยนั้นบ้านเรามีสถานีโทศทัศน์ที่ออกอากาศเพียงช่องเดียว คือ ทีวี.ขาวดำ“ช่อง 4 บางขุนพรหม” เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระหว่างทีมชาติบราซิล กับทีมชาติอิตาลี ถ่ายทอดมาจากสนาม“เอสตาดิโอ อัซเตก้า” กรุงเม็กซิโก ซิตี้ ในช่วงดึกของคืนวันที่ 21 มิถุนายน 2513 และนัดนี้ทำให้ทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3
ย้อนกลับไปในวันนั้นแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่า จากในยุคที่โลกยังล้าหลังเรื่องเทคโนโลยี ยังมีโอกาสได้ดูถ่ายทอดสุดฟุตบอลโลกในรอบชิงชนะเลิศข้ามทวีปข้ามขอบฟ้ามาจากอีกซีกโลกหนึ่ง แต่มาถึงยุคปัจจุบันในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคดิจิทัล ความเจริญทางเทคโนโลยีของมนุษย์ไม่มีพรมแดนใดขวางกั้น กลับปรากฏว่ากว่าจะได้ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ก็ต้องลุ้นกันจนวินาทีสุดท้าย
สำคัญที่สุด ถ้าจะดูให้ครบทุกแมตช์ก็ยังต้องเสียเงิน แบบตีตั๋วจ่ายซื้อแพ็กเกจ“สปอร์ต พรีเมียม” (Sports Premium) ในราคา 5,999 บาท/ปี ให้แก่บริษัท“JAS”ที่คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด“ฟุตบอลโลก 2026”มาได้ จากการทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ถึง 2.3 พันล้านบาท หรือ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการซื้อลิขสิทธิ์ของ“JAS”ที่คลุมไปถึง“ฟุตบอลโลก 2030”ในปี 2573 และรวมทั้งทัวร์นาเมนต์ทั้งหมดของฟีฟ่า
บรรทัดนี้ก็ต้องบอกว่าดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกมาตั้งแต่ปี 2513 จนถึง พ.ศ.นี้นับเป็นครั้งที่ 15 รู้สึกงั้นๆ หมดอารมณ์อยากไปเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นพฤติกรรมของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าภาพร่วมที่ใช้“มาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ”ในลักษณะกีดกันและกลั่นแกล้งกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสตาฟฟ์โค้ช ผู้บริหารทีม ของทีมชาติอิหร่าน หรือ “โอมาร์ อับดุลกาดิร์ อาร์ตัน” ผู้ตัดสินฟุตบอลของฟีฟ่าชาวโซมาเลีย ที่ถูกปฏิเสธวีซ่าเข้าสหรัฐฯ
ภาษาชาวบ้านบอกว่า-อเมริกันนั้น“ระยำสัสสส”จริงๆ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

พริษฐ์ไม่ขัดภูมิใจไทย เตรียมชงแก้ รธน.รายมาตรา แต่ขอดูเนื้อหาก่อน
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระราชทานลายพระหัตถ์ ทรงขอบใจคณะแพทย์-พยาบาล รพ. จุฬาฯ ดูแลคุณย่าและพี่เป็นอย่างดี
ชาวเน็ตขุดไม่หยุด ย้อนโพสต์เก่า ฟารีดา อ้างเป็นหลานดาราดังยุค 80
ปลดล็อกกุ้งไทย สุริยะ เตรียมยกระดับเจรจาผู้นำมาเลเซีย มุ่งเน้นผลประโยชน์เกษตรกรสองประเทศ
พิพากษาลูกหนังโลก ตัดสินโดย บี แหลมสิงห์ วันที่ 18 มิ.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี