วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำคณะชุดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน เยือนประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม“ASEAN Future Forum” (AFF) ครั้งที่ 3 ณ กรุงฮานอย ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนาม และภาคเอกชน รวมทั้งสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการร่วมมือในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
คณะที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ นอกจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะ ในส่วนของรัฐมนตรีก็ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระททรวงการต่างประเทศ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตีว่าการกระทรวงพาณิชย์, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
นอกจากนั้น ก็ยังมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและภาคเอกชน ระหว่างไทยและเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ประเทศเวียดนามนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียนที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง รวมถึงศักยภาพของรัฐบาล และความเข้มแข็งของภาคเอกชนที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน จนทำให้ประเทศเวียดนามกลายเป็นประเทศที่นักลงทุนทั่วโลกต้องการเข้าไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาธุรกิจภาคบริการ เทคโนโลยี การศึกษา และระบบโลจิสติกส์
เมื่อเทียบกับประเทศไทยในปัจจุบันนี้ พูดได้ว่าประเทศเวียดนามเจริญรุดหน้ากว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ครอบคลุมตลาดใหญ่ทั่วโลก อันส่งผลทำให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตและส่งออกสำคัญของภูมิภาค
มีคนไทยจำนวนหนึ่งที่ชอบด้อยค่าประเทศของตนเอง และนำไปเปรียบเทียบกับเวียดนาม ว่าเวียดนามสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้ในระดับสูง อยู่ที่ร้อยละ 5-8 ต่อปี ขณะที่ไทยมีแต่ดิ่งหัวลง เช่นในปี 2568 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยขยายตัวเพียงแค่ร้อยละ 2.4 และไตรมาสแรกของปีนี้ขยับมาเป็นร้อะ 2.8 เป็นต้น
นอกจากนั้น ก็ยังนำไปเปรียบเทียบว่า ประเทศเวียดนามสามรถทำข้อตกลงการค้าเสรีกับนานาชาติได้มากกว่าไทย โดยเฉพาะข้อตกลงกับสหภาพยุโรป (EVFTA) รวมทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ ที่เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตระดับโลก สามารถดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Apple, Samsung, Intel และ LG ให้เข้าไปตั้งโรงงานและศูนย์วิจัยขนาดใหญ่ ที่ช่วยยกระดับเทคโนโลยีและสร้างงานได้เป็นจำนวนมาก ฯลฯ
สุดท้าย ก็มาลงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าตลอด 8 ปีภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้เวียดนามแซงหน้าไทยอย่างก้าวกระโดด อันเป็นสูตรสำเร็จที่กล่าวหารัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ และก็ท่อง“คาถา”นี้มาตั้งแต่รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร รวมทั้งฝ่ายค้านอย่าง“พรรคส้ม” โดยไม่ได้กล่าวถึงบริบทอื่นๆ ที่ควรต้องนำมาเปรียบเทียบว่า ทำไมประเทศเวียดนามถึงแซงหน้าไทย
อย่างไรก็ดี ในข้อเท็จจริงนั้น การที่ประเทศเวียดนามแซงหน้าไทย ประการสำคัญก็เพราะ ประเทศเวียดนามมุ่ง“สร้างคน”เพื่อพัฒนาประเทศ จากการยกระดับการศึกษา ด้วยการอัดฉีดงบประมาณสูงถึงร้อยละ 20 ของงบประมาณร่ายจ่ายของรัฐในแต่ละปี และควบคุมคุณภาพการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ โดยใช้หลักสูตรและตำราเรียนเดียวกัน จึงทำให้เด็กทุกคนในประเทศเวียดนามไม่ว่าจะอยู่เมืองหลวงหรือชนบท มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในมาตรฐานเดียวกัน
ทั้งนี้ ภายในปี 2573 เวียดนามประกาศจะเพิ่มการเข้าถึงตำราเรียนฟรีได้ทั้งประเทศ โดยมุ่งเน้นการสอนทักษะความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปการศึกษาให้เท่าทันกับโลกยุคใหม่ ซึ่งเน้นทักษะทางด้านดิจิทัล ความสามารถทางภาษาอังกฤษ และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย พร้อมผลักดันผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมร้อยละ 74 ศึกษาต่อระดับหลังมัธยมปลาย โดยร้อยละ 35 ต้องศึกษาต่อสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี ฯลฯ
จะเห็นได้ว่า เข็มมุ่งในด้านการศึกษาของเวียดนาม จากมติของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในปี 2588 หรืออีกไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า เวียดนามจะมีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก รวมทั้งมหาวิทยาลัยทุกแห่งในเวียดนามจะต้องได้มาตรฐานระดับชาติ และผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยที่อย่างน้อยภายในอีก 4 ปีข้างหน้า คือปี 2573 มหาวิทยาของเวียดนาม 1 แห่ง จะต้องอยู่ใน 100 อันดับแรกของโลก
กลับมาดูที่บ้านเรา ซึ่งเวลานี้มาตรฐานการศึกษาถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลกจากทั้งหมด 203 ประเทศ และอยู่ในอันดับ 8 ของอาเซียน ตามรายงานของ“World Population Review” ประจำปี 2568 ขณะที่เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 53 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียนนั้น กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ของไทย ถือว่าไม่ใช่กระทรวง“เกรด A” คนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็เข้ามาแบบถูก“จับยัด”ตามโคตาพรรค ความรู้ความสามารถกลายเป็นเรื่องรอง
สำคัญที่สุด คนเวียดนามมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ยาวนาน ตั้งแต่การต่อสู้กับฝรั่งเศส จีน และต่อสู้กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเวียดนามมีการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม ทำให้คนเวียดนามมีความกล้าหาญ เสียสละ อดทน และรักชาติ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ยังมีผู้นำประเทศในอดีต เช่น“ลุงโฮ” หรือ“โฮจิมินห์”รัฐบุรุษของชาวเวียดนาม เป็นต้นแบบจนกลายเป็น“จิตวิญญาณของคนเวียดนาม”อีกด้วย
แล้วไทยล่ะ, ภาษาชาวบ้านบอกว่า“กัดกันอย่างกับหมา” เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัชันโกงบ้านกินเมือง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อิตาลีรับไม้ต่อไทย โซเชียลแฉเป็น ลูกเจ้าหน้าที่ ใช้งบประกันสังคมเที่ยว
ถนอม สวนกลับ อภิสิทธิ์ หลังติงปมลดค่าการกลั่นน้อย เหน็บ ถ้าทำได้อย่าง เอกนัฏ จะยอมกลับไปเลือกอีกครั้ง
พบศพอดีตนักเทนนิสทีมชาติไทย เสียชีวิตปริศนาคาห้องนอน ตำรวจเร่งเช็กวงจรปิด
สธ. แจงแอปฯ หมอพร้อม ทำงานปกติ ปมข้อมูลการรักษาไม่ตรง
มาแล้ว!! ผลเลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด อย่างไม่เป็นทางการ เศกสิทธิ์ นายกเก่าชนะขาด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี