วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
1.ผลศึกษาชี้ “แลนด์บริดจ์” ไม่คุ้มเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมเสี่ยง ธุรกิจไม่คุ้มลงทุน
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)
ระบุว่า จากที่นายกฯ มอบหมายให้ดำเนินการศึกษา ขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จก่อนกำหนด 90 วัน โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 คณะ ได้แก่ 1. ศึกษาความเป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจและการลงทุน 2. ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และ3. ศึกษาการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน
รองนายกฯ เอกนิติ ระบุว่า ผลสรุปจากคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด เห็นตรงกันว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีความเป็นไปได้ในระดับต่ำ และอาจก่อให้เกิดภาระงบประมาณที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะจากการศึกษา พบว่า
- เมื่อเกิดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การค้าโลกลดลง ทำให้โครงการมีความเสี่ยงสูง
- มีความเสี่ยงจากการแข่งขันและการบริหารจัดการ เนื่องจากเดิมคาดว่าจะมีสายการเดินเรือย้ายมาใช้เส้นทางของไทย แต่จากการศึกษาพบว่า มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย เพราะสายการเดินเรือส่วนใหญ่มีพันธมิตรทางธุรกิจอยู่แล้ว
-ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ โดยเฉพาะความเร็วในการเคลื่อนย้ายสินค้าที่ค่อนข้างช้า ส่งผลให้โครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ และมีความเสี่ยงสูง
-ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องดูแลผลกระทบในภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้ อีกทั้งยังขาดการบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นเอกภาพ โดยเฉพาะประเด็นระบบนิเวศทางทะเล วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง ความมั่นคงทางอาหาร และผืนป่า
-ผลการรับฟังความคิดเห็นยังมีความเห็นแตกต่างกันโดยกลุ่มที่สนับสนุนส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความกังวลและยังไม่ได้ตัดสินใจ ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวล คือ เรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใส รวมถึงมีกลุ่มอนุรักษ์ทางทะเลออกมาคัดค้าน จึงมีข้อเสนอแนะให้สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อโครงการให้มากขึ้น
“...คณะกรรมการจึงมีมติว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจในระดับต่ำ มีความเสี่ยงด้านผลกระทบค่อนข้างสูง และยังมีความเห็นต่างในสังคม...
อย่างไรก็ตาม เมื่อภาคเอกชนยังมีความต้องการใช้ประโยชน์จากท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือระนองรองรับอยู่ จึงเสนอให้พัฒนาท่าเรือระนองให้ใช้ศักยภาพได้เต็มที่พร้อมทั้งพิจารณาเชื่อมโยงโครงข่ายทางรถไฟเข้าสู่ท่าเรือระนอง และพัฒนาระบบขนส่งทางราง หรือ Missing Link เพื่อเชื่อมโยงภาคใต้ไปยังภาคเหนือและประเทศจีน รวมถึงเชื่อมต่อกับท่าเรือฝั่งตะวันออก...” – รองนายกฯเอกนิติกล่าว
หลังจากนี้ จะจัดทำรายงานสรุปเสนอต่อนายกฯ หากนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ตามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ต่อไป
2.ลบข้อครหาตรายาง
มติของคณะกรรมการฯ ที่มี ดร.เอกนิติเป็นประธาน (รวมถึงอนุฯ ทั้ง 3 ชุด) เป็นการลบล้างข้อครหา สาดโคลน โจมตีก่อนหน้านี้ ที่เคยถูกคนบางกลุ่มกล่าวหาว่า ตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาเพียงเพื่อยื้อเวลา เป็นตรายางให้โครงการมีธงอยู่แล้ว ฯลฯ
ตรงกันข้าม สะท้อนว่า มีการพิจารณารับฟังบนพื้นฐานของเหตุและผล เมื่อไม่คุ้มความเสี่ยง การดูแลสิ่งแวดล้อมยังไม่พร้อม ก็เสนอให้ยุติโครงการและเลือกแนวทางอื่น เพื่อ “เชื่อมโยงโครงข่ายทางรถไฟเข้าสู่ท่าเรือระนอง และพัฒนาระบบขนส่งทางราง หรือ Missing Link เพื่อเชื่อมโยงภาคใต้ไปยังภาคเหนือและประเทศจีน รวมถึงเชื่อมต่อกับท่าเรือฝั่งตะวันออก” ตอบโจทย์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่อไป
.png)
.png)
.png)
.png)
.png)
3.“แลนด์บริดจ์” มีโอกาส-ความเสี่ยง มีประโยชน์-ผลกระทบ มีคนสนับสนุน-คัดค้าน
โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เป็นโครงการขนาดใหญ่ ริเริ่มมาในยุครัฐบาลลุงตู่ หวังดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ผ่านมาหลายรัฐบาล มีการศึกษาเตรียมการ และเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา (แต่ยังไม่ผ่าน) ท่ามกลางความกังวลด้านความคุ้มค่า และผลกระทบสิ่งแวดล้อม
มีทั้งคนสนับสนุน และคัดค้านโครงการ
กระทั่งรัฐบาลอนุทิน 2 ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง (ดร.เอกนิติ เป็นประธานฯ)
ผมเคยนำเสนอเกี่ยวกับโครงการนี้หลายครั้ง เน้นย้ำถึงที่มา-ที่ไปของโครงการ
และย้ำทุกครั้งว่า ท่ามกลางความห่วงใยเรื่องสิ่งแวดล้อมและที่ดินทำกินของชาวบ้าน สังคมจำเป็นต้องมองภาพใหญ่ให้ครบถ้วน เนื่องจากแลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างทางรถไฟหรือท่าเรือทั่วไป แต่สถานะที่แท้จริงคือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการค้าโลก “โครงการนี้ มีทั้งมิติของผลกระทบ โอกาส และความเสี่ยงควบคู่กันไป สิ่งสำคัญ คือคนไทยต้องร่วมกันพิจารณาและตัดสินใจจากข้อเท็จจริง เพราะนี่คือผลประโยชน์ของบ้านเมือง” - พูดเมื่อ 23 พ.ค. 2569
ให้รอพิจารณาข้อมูล คำชี้แจง ของคณะกรรมการฯ(ที่มี ดร.เอกนิติ เป็นประธาน)
หากจะสร้าง ก็ต้องมีคำตอบต่อข้อกังวลทุกมิติ เช่น จะดูแลชาวบ้านในพื้นที่อย่างไร? งบเวนคืนที่ดินจะใช้ 14,000 ล้านบาท เพียงพอหรือไม่? จะลงทุนป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมแบบ “เกรทแบร์ริเออร์” ที่ออสเตรเลียหรือไม่? ฯลฯ
หรือถ้าไม่สร้าง ก็ต้องมีคำตอบเช่นกัน? จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานประตูเรือสินค้าฝั่งมหาสมุทรอินเดียอย่างไร? เงินลงทุนจะเอามาจากไหน (เพราะแลนด์บริดจ์วางแผนใช้เงินเอกชนลงทุน 1 ล้านล้านบาท) ฯลฯ
ผมย้ำมาตลอดว่า การตัดสินใจว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม ต้องรวมเอาต้นทุนการดูแลประชาชนและผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งหมดเข้าไปด้วย แล้วตัดสินใจว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม?
ลองถาม AI ล่าสุด กูเกิลเอไอ ปรากฏว่า “สรุปมุมมองของ สันติสุข มะโรงศรี เกี่ยวกับการวิเคราะห์และอ่านระหว่างบรรทัดในโครงการ แลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง)” ระบุว่า
“...คือ การมองเห็นศักยภาพอันมหาศาลในการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นประตูการค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก (Gateway ใหม่ของเอเชีย) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ความท้าทายรอบด้านที่ภาครัฐต้องโปร่งใสและรับฟังอย่างจริงจัง
ประเด็นสำคัญจากการวิเคราะห์ “แลนด์บริดจ์”
มิติทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์: โครงการนี้ไม่ใช่แค่เส้นทางขนส่งสินค้าในภูมิภาค แต่เป็นการเชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยใช้ระบบราง (รถไฟทางคู่ 1.435 เมตร) เชื่อมท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรือแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ช่วยร่นระยะเวลาและลดความจำเป็นในการเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกา
การต่อยอดการลงทุน: ช่วยดึงดูดทุนขนาดใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ศูนย์กระจายสินค้า อุตสาหกรรมแปรรูป และธุรกิจบริการในภาคใต้
ความกังวลและข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ: ภาครัฐต้องเร่งเปิดเผยข้อมูลที่รอบด้านและโปร่งใส ทั้งในแง่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (ระบบนิเวศ ป่าชายเลน ทะเล) และความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ (การเวนคืนที่ดิน ประมงพื้นบ้าน)
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “จะสร้างหรือไม่สร้าง” แต่คือ“ทำอย่างไรให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ..... ฯลฯ
.png)
4.สุดท้าย หวังว่า นายกฯ อนุทิน จะพิจารณาข้อสรุปของคณะกรรมการฯ อย่างตรงไปตรงมา
ก่อนหน้านี้ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เคยกล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ได้ให้มีการศึกษารวบรวมข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เพราะบริบทเปลี่ยนไป การศึกษาที่เคยมีในอดีตก็อยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ตอนนี้เราก็ต้องมาหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้า และสามารถยืนอยู่บนขาตัวเองได้
“...โครงการยังไม่เริ่มเลย ต้องศึกษา ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หากผลการศึกษาโดยนายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดนี้ ซึ่งมีเลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นเลขานุการฯอยู่ หากผลศึกษาออกมา เราก็ตัดสินใจ บนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ไม่ได้มีอะไรแปลก... ...ฟังเสียงประชาชน ผมได้กำชับให้คณะกรรมการมีภาคประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งนายเอกนิติก็เห็นชอบด้วย...” - นายกฯ อนุทินเคยกล่าวไว้
สันติสุข มะโรงศรี

อิตาลีรับไม้ต่อไทย โซเชียลแฉเป็น ลูกเจ้าหน้าที่ ใช้งบประกันสังคมเที่ยว
ถนอม สวนกลับ อภิสิทธิ์ หลังติงปมลดค่าการกลั่นน้อย เหน็บ ถ้าทำได้อย่าง เอกนัฏ จะยอมกลับไปเลือกอีกครั้ง
พบศพอดีตนักเทนนิสทีมชาติไทย เสียชีวิตปริศนาคาห้องนอน ตำรวจเร่งเช็กวงจรปิด
สธ. แจงแอปฯ หมอพร้อม ทำงานปกติ ปมข้อมูลการรักษาไม่ตรง
มาแล้ว!! ผลเลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด อย่างไม่เป็นทางการ เศกสิทธิ์ นายกเก่าชนะขาด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี