วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569
การฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation : SLAPP) คืออะไร?
และทำไมการฟ้องหมิ่นประมาททุกกรณี ก็ไม่ใช่ว่าจะอ้างเป็นการฟ้องปิดปากได้ทั้งหมด ?
1. กรณีศาลอาญายกฟ้องชั้นตรวจคำฟ้อง คดีที่อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตเป็นโจทก์ ฟ้องเจ้าของที่ดินใน จ.ภูเก็ต เป็นจำเลยกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท-แจ้งความเท็จ หาว่าตนทุจริตเรียกรับเงิน 1 ล้านบาท แลกกับแก้ไขเอกสารครอบครองที่ดิน
ศาลอาญาพิเคราะห์คำฟ้องประกอบพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว เห็นว่า ข้อความที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง ว่าจำเลยร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับโจทก์ในความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบขณะโจทก์ดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดภูเก็ต โดยอ้างว่าโจทก์เรียกร้องเงินจำนวน 1 ล้านบาทจากจำเลย ซึ่งโจทก์ยอมรับว่าจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากบุคคล คือ น.ส.สุภาวดี สมัครกิจ ที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าเป็นการกู้ยืมเงิน แต่โจทก์กลับไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินตามกฎหมายที่ชัดเจนมาแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์อ้าง
ในชั้นนี้ การฟ้องคดีมีข้อบ่งชี้ว่า เป็นเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือประพฤติมิชอบตามกฎหมายต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงมีลักษณะเป็นคดีราษฎรเป็นโจทก์ ที่มีพยานหลักฐานในเบื้องต้นว่า โจทก์ฟ้องคดีไม่สุจริต โดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1
พิพากษายกฟ้อง
2. น่าคิดว่า ศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุผลเรื่อง “ฟ้องคดีไม่สุจริต โดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ”
มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลสามารถยกฟ้องได้ หากเห็นว่าคดีถูกนำมาฟ้องโดยไม่สุจริต หรือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งจำเลย หรือหวังผลอย่างอื่นที่มิใช่เพื่อคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย
คดีนี้ ถือเป็นคดีแรกของศาลอาญา ที่ปรากฏเป็นข่าวว่า ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องเลย โดยที่ยังไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องโจทก์เลย ภายหลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่นายอดิศักดิ์ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 โดยมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อสกัดกั้นไม่ให้บุคคลใดนำสถาบันศาลไปใช้เป็นเครื่องมือในการบิดเบือน กลั่นแกล้ง หรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน
3. หมดยุคการรับฟ้องไปก่อน แล้วให้จำเลยไปต่อสู้ในชั้นพิจารณาคดี
เพราะมันสร้างภาระ ต้นทุน ผลกระทบ แก่ผู้ที่ถูกฟ้องปิดปาก และเกิดคดีรกโรงรกศาล
หากเขาพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง เช่น เจตนากลั่นแกล้ง ทำลายคู่แข่ง หรือแม้แต่มีลักษณะเป็นพวกอินฟลู หิวแสง หิวยอดไลก์-ยอดแชร์ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัวโดยเจตนากล่าวหาคนอื่นแบบเสียๆ หายๆ หวือหวา ฮือฮา ด่าแรงๆ บิดเบือนความจริงให้คนสะใจ เอายอดในโซเชียล แต่สร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม
การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะยังต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง มีพยานหลักฐานรองรับ และกระทำโดยสุจริต เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
มิใช่ว่ากรณีบิดเบือน ปั่นกระแส ให้ร้ายสาดโคลน โดยมีผลประโยชน์แอบแฝงบางประการ เมื่อถูกฟ้องร้องจะอ้างว่าเป็นการฟ้องปิดปากทุกครั้งไป ก็หาได้ไม่
4. ขอบคุณศาลยุติธรรม ที่มีการวางแนวทางเช่นนี้
ผมเป็นคนหนึ่ง ที่เคยถูกฟ้องร้อง และเชื่อว่าเป็นการฟ้องปิดปาก จากการทำหน้าที่สื่อมวลชน เพราะฟ้องแล้ว เขาขอให้ศาลห้ามมิให้ผมนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อด้วย โดยฟ้องทั้งอาญาและแพ่ง ทั้งๆ ที่ ผมรายงานข้อมูลตามที่มีการตรวจสอบโดย ป.ป.ช.
แต่ที่ผ่านมา ผมก็ก้มหน้าก้มตาสู้คดี ไม่ไปร้องที่ไหน
เมื่อท่านประธานศาลฎีกา “อดิศักดิ์ ตันติวงศ์” ออกคำแนะนำ สกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP) ผมเห็นว่า แนวทางดังกล่าว ถ้านำไปใช้จริง แม่นยำ จะเป็นประโยชน์มาก
เนื้อหาคำแนะนำของประธานศาลฎีกา สรุปว่า
ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา ที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร เป็นการยืนยันหลักการสำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
.png)
.png)
โดยให้แนวทางเกี่ยวกับลักษณะของการฟ้องคดี ที่อาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไว้ เช่น
การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร,
การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ,
ตลอดจนกรณีที่มีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญต่อศาล
นอกจากนี้ คำแนะนำยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ เช่น
การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็นอันเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี,
การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี,
รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
“ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หากปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่า การฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม..”
อย่างไรก็ตาม การฟ้องโดยสุจริตก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะถ้าศาลเห็นว่าจำเลยพยายามถ่วงเวลาก็สั่งให้ยุติ และให้ดำเนินคดีต่อไปได้เลย
5. อาจารย์วัส ติงสมิตร ให้ข้อมูลและข้อคิดที่น่าสนใจเพิ่มเติม ระบุว่า
“...เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทุจริต “ฟ้องกลับ” ผู้ร้องเรียน: จากคดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต สู่บทเรียน Anti-SLAPP ของไทยและต่างประเทศ
ตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ว่า ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ให้ “ยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง” คดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตยื่นฟ้องเจ้าของที่ดินในความผิดฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท โดยไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้อง อาจดูเผินๆ เป็นเพียงคดีความขัดแย้งระหว่างบุคคล
.png)
.png)
แต่ในทางกฎหมาย คดีนี้มีความหมายลึกซึ้งและยิ่งใหญ่กว่านั้นมากครับ!
เพราะสิ่งที่ศาลกำลังพิจารณา ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามที่ว่า “จำเลยแจ้งความเท็จหรือไม่?” หากแต่ตั้งคำถามสำคัญก่อนหน้านั้นว่า:
“การที่โจทก์นำคดีอาญามาฟ้องผู้ที่เคยร้องเรียนเรื่องทุจริตนั้น เป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต หรือเป็นการใช้ศาลเป็นเครื่องมือเพื่อตอบโต้ผู้ร้องเรียนกันแน่?”
คำถามนี้ คือ หัวใจของแนวคิดการป้องกัน “คดีฟ้องปิดปาก” (Anti-SLAPP : Strategic Lawsuits Against Public Participation) เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นอาวุธข่มขู่ประชาชน นักข่าว นักกิจกรรม หรือผู้เปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้ต้องหวาดกลัวจนเงียบเสียงลง
และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่แนวทางนี้ผ่าน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ประกอบกับ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 (ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 เดือนเดียวกัน) ซึ่งกำหนดแนวทางให้ศาลคัดกรองคดีฟ้องปิดปากได้ตั้งแต่ต้นกระบวนการ!
คดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต: ศาลไม่ได้ตัดสินว่า “สินบน 1 ล้านบาทมีจริงหรือไม่”
ข้อเท็จจริงตามข่าวระบุว่า อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาทจากเจ้าของที่ดินเพื่อแลกกับการแก้ไขเอกสารครอบครอง ต่อมาเจ้าของที่ดินได้นำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ฝ่ายอดีตปลัดจังหวัดจึงนำคดีมาฟ้องกลับเจ้าของที่ดินในข้อหาแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท
ทว่า... ศาลอาญาพิเคราะห์คำฟ้องและพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้วเห็นว่า จากหลักฐานเบื้องต้น มีเส้นเงินเข้าบัญชีคนสนิทปลัด แต่อ้างลอยๆ ว่า เป็นการกู้ยืมนักธุรกิจ โดยไม่มีหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงมี“มีข้อบ่งชี้ว่าการฟ้องคดีเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต” อาศัยอำนาจตาม มาตรา 161/1 พิพากษายกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง โดยไม่ต้องเสียเวลาเข้าสู่การไต่สวนมูลฟ้อง
ประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องครับ:
ไม่ได้หมายความว่า ศาลได้พิพากษาว่าเจ้าของที่ดินพูดความจริงเรื่องเจ้าพนักงานเรียกเงิน 1 ล้านบาท
ไม่ได้หมายความว่า ศาลตัดสินว่าอดีตปลัดจังหวัดมีความผิดฐานรับสินบนแล้ว
แต่หมายความว่า การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์มีลักษณะไม่สุจริตอย่างชัดแจ้ง จนศาลไม่อาจปล่อยให้คดีเดินหน้าไปสร้างภาระแก่จำเลยได้
ความแตกต่างระหว่างสองเรื่องนี้สำคัญมากครับ! เพราะการตัดสินว่า “ใครพูดความจริง” เป็นเรื่องของเนื้อหาคดี ส่วนการตัดสินว่า “โจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่” เป็นเรื่องของกระบวนวิธีพิจารณาเพื่อปกป้องความยุติธรรม
มาตรา 161/1: อำนาจศาลในการ “หยุดคดี” ก่อนจำเลยถูกลากเข้าสู่สงครามชั้นศาล
หัวใจของมาตรา 161/1 ป.วิ.อ. คือการยอมรับหลักการที่ว่า “ไม่ใช่ทุกคดีที่ยื่นฟ้อง ศาลจะต้องปล่อยให้เดินไปจนถึงการพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ”
หากเป็นคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ และปรากฏพยานหลักฐานเบื้องต้นว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต มุ่งหวังผลอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้องได้ทันทีตั้งแต่ด่านแรก
...................
ข้อควรระวัง: Anti-SLAPP ต้องไม่กลายเป็น “เกราะป้องกันคนไม่สุจริต”
สิ่งที่ต้องพึงระวัง คือ เราต้องไม่ตึงเครียดจนตีความAnti-SLAPP ว่า “ใครถูกกล่าวหาทุจริตแล้วมาฟ้องกลับ จะต้องถูกยกฟ้องทั้งหมด” เพราะนั่นจะทำให้หลักการกลับด้าน และเปิดช่องให้คนกล่าวหาเท็จใช้เป็นเกราะป้องกันตัว
Anti-SLAPP ที่สมบูรณ์แบบต้องสร้าง ความสมดุล (Balance):
ผู้เสียหายจริง: ต้องยังคงมีสิทธิเข้าถึงศาลเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
ผู้ร้องเรียนสุจริต: ต้องได้รับการคุ้มครองจากการถูกฟ้องกลั่นแกล้ง
บทสรุป : จาก “สิทธิฟ้อง” สู่ “ความรับผิดชอบในการใช้สิทธิ”
บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากคดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต คือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมและวงการกฎหมาย
ในอดีต เราอาจเคยคิดว่า “ใครมีสิทธิฟ้อง ก็ฟ้องไป แล้วค่อยไปสู้กันในศาล”
แต่บรรทัดฐานใหม่กำลังบอกเราว่า:
“สิทธิในการฟ้องคดี ไม่ได้แปลว่ามีสิทธิใช้กระบวนการศาลอย่างไรก็ได้ หากฟ้องโดยไม่สุจริต ศาลมีหน้าที่ต้องหยุดคดีทันทีเพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นอาวุธ”
ในสังคมประชาธิปไตย การปราบปรามทุจริตจะสำเร็จได้ ประชาชนต้องกล้าพูด กล้าร้องเรียน โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะกลายเป็นจำเลยเสียเอง
คดีอดีตปลัดภูเก็ตจึงนับเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ ที่ช่วยขีดเส้นแบ่งระหว่าง “การใช้ศาลเพื่อแสวงหาความยุติธรรม” กับ “การใช้ศาลเป็นอาวุธเพื่อทำให้สังคมเงียบ” ในประเทศไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ!” - วัส ติงสมิตร
สันติสุข มะโรงศรี

แก้วตา ฟาดต่อ! ถามทำไมผู้เสียหายต้องชี้แจง ลั่น องค์กรต้องปกป้อง ไม่ใช่ผลักภาระพิสูจน์ความจริง
เครื่องบินท่องเที่ยวตกในเปรู เสียชีวิตยกลำ 13 คน จนท.เร่งสอบหาสาเหตุ
อนุทิน ประธานงานสวดอภิธรรม พ่อตาเศรษฐา
เบียร์ เดอะวอยซ์ เสิร์ฟลุคบิกินี แจกความสดใสกลางสวนกุหลาบ
จุกทั้งโซเชียล! ทราย สก๊อต เปิดคลิปในอดีตเผยคำซึ้งถึงแม่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี