วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
“ทักษิณ ชินวัตร” นั้น นอกจากจะโกงโคตรแล้ว ยังหน้าด้านหน้าทนอีกด้วย เรื่องโกงโคตรไม่ต้องหาใบเสร็จที่ไหน เพราะเพิ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษจากการเป็นนักโทษคดีทุจริตประพฤติมิชอบระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2544-2549
ส่วนเรื่องหน้าด้านหน้าทน เห็นได้จากการที่“ทักษิณ ชินวัตร”จะต้องจ่ายเงินภาษีจากการขายหุ้น“ชินคอร์ป”ให้แก่กลุ่มบริษัทในเครือเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ ในปี 2549 ต่อกรมสรรพากรเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท หรือจำนวนทั้งสิ้น 17,629 ล้านบาท ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่จ่าย
โดยกรมสรรพากรต้นเรื่อง ต้องเป็นฝ่ายออกแรงตามล่า ซึ่งนอกจากจะดําเนินการแจ้งเตือนให้“ทักษิณ ชินวัตร” ชําระภาษีแล้ว ก็ยังต้องสอบสวนทรัพย์สินทุกประเภทของ“ทักษิณ” เพื่อ“ยึด-อายัด” และนําเงินมาชําระหนี้ภาษีอากรจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาทดังกล่าว โดย ณ เวลานี้กรมสรรพากรได้ติดตามทรัพย์สินของ“ทักษิณ”ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาแนวทางดําเนินการบังคับชําระหนี้ภาษีอากร
ขั้นตอนสุดท้าย ถ้าหากกรมสรรพากรไม่สามารถตามไล่ล่าให้“ทักษิณ ชินวัตร”ชำระหนี้ภาษีอากรได้ครบถ้วน กรมสรรพากรก็จะต้องดําเนินการฟ้อง“ทักษิณ”เป็นคดีล้มละลายต่อไป
อันที่จริงแล้ว “ทักษิณ ชินวัตร”คนขี้คุกและขี้โกงผู้นี้ ซึ่งชอบ“อวดรวย”ทั้งครอบครัว ต้องการจะเบี้ยวภาษีก้อนนี้ ด้วยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เป็นจำเลย โดย“ทักษิณ”ชนะคดีมาทั้ง 2 ศาล คือศาลภาษีอากรกลาง ในปี 2560 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร ในปี 2566 ที่ทั้งสองศาลได้มีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรเพิกถอนการแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชินคอร์ปของ“ทักษิณ”
ทั้งนี้ จากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 โดยพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลางเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ฯดังกล่าวของกรมสรรพากร ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ“ทักษิณ”ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต
ส่งผลให้“ทักษิณ ชินวัตร”ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป“ตัวจริง” แต่ยักย้ายถ่ายเทให้นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ถือหุ้นแทน ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้นชินคอร์ปในปี 2549 ให้แก่กลุ่มบริษัทในเครือเทมาเส็กที่ดำเนินการผ่าน“บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์จำกัด” ให้แก่กรมสรรพากร
แต่อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมากรมสรรพากรได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร และในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ก็ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ให้กรมสรรพากรชนะคดี และ“ทักษิณ ชินวัตร”ต้องจ่ายชําระหนี้ภาษีอากร จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาทดังกล่าวแก่กรมสรรพากร
คำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 โดยสรุปของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ก็คือ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า การที่โจทก์ คือ“ทักษิณ ชินวัตร” ให้บุคคลอื่น รวมถึงนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ถือหุ้นแทน เป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรมทางภาษี และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง
ด้วยเหตุดังนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร จึงพิพากษาว่า กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่“ทักษิณ ชินวัตร”ซึ่งเป็นโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ โดยให้สรรพากรเรียกเก็บภาษีจาก“ทักษิณ”เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 17,629 ล้านบาท
บรรทัดนี้ จึงกล่าวเหมือนที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า “ทักษิณ ชินวัตร”นั้น นอกจากจะโกงโคตรแล้ว ยังหน้าด้านหน้าทนอีกด้วย เพราะทักษิณมีเงินเหลือเฟือ ไม่ใช่ไม่มี แต่ไม่ยอมจ่าย ดูได้จากการจัดอันดับมหาเศรษฐีของนิตยสาร“Forbes”ในปี 2568 ระบุว่า “ทักษิณ”มีทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 7.25 หมื่นล้านบาท
ต้องบอกว่า “มีแต่ไม่ยอมจ่าย-ใครจะทำไม”?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในนอร์เวย์ เผาวอดกว่า 100 หลังคาเรือน เร่งอพยพคนหนีตาย
นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
'กฤษณ์' เปิดใจดราม่า กะลา-ราคาแพง ยืนยันเจตนาดี มุ่งยกระดับเจลาโต้ไทย
สรรเพชญดันท่าเรือระนอง-ชุมพร
จะโดนดำเนินคดีอะไรหรือไม่!? เอ็ดดี้ ข้องใจ หมอเจ้าของไข้ไม่ตรวจรักษาจนคนไข้ตาย แค่โดนไล่ออก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี