วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ขณะนี้ ทางการไทย กำลังถูกขบวนการปั่นข่าวปลอม แพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อปลุกปั่นอารมณ์ผู้คนในสังคม หวังผลทางการเมืองโดยฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
1. กรณีข่าวปลอมทำนองว่าเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งบางส่วนไปไกลถึงขนาดมโนปั่นว่าไม่เคยปิดเลย หรือ “เปิดแค่ให้เด็กมาเรียน ทางการไทยและกัมพูชาได้มีการอนุโลม และเปิดด่านพรมแดนบ้านคลองลึก”
ล่าสุด ผู้แทนจังหวัดสระแก้ว เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แล้ว
โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวนี้ ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของสังคมโดยรวม
มีนำข่าวปลอมเหล่านี้ ไปปั่นด่าฝ่ายความมั่นคงของไทย รวมไปถึงรัฐบาล
ทางการไทย โดยกองทัพ ถึงขนาดถ่ายทอดสดว่า ด่านปิดอยู่ตลอดเวลาอย่างไรบ้าง
จังหวัดสระแก้วได้มอบหมายให้ผู้แทนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐหรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบเพื่อป้องกันความสับสนและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นต่อสาธารณชน
เพจข่าวโซเชียลบางเพจ พอจะถูกดำเนินคดี ก็เสียงอ่อย โพสต์ขออภัยอ้างว่าไม่ได้เช็คข้อมูลความจริงก่อนเผยแพร่
2. กรณีข่าวบิดเบือน เอาภาพปลอมมาประกอบ โจมตีว่าการทำรั้วชายแดนเว้นที่ว่างไว้ด้วยเจตนาไม่สุจริต
ความจริง ตรงที่ยังเว้นไว้นั้น เป็นหลักเขตแดน ซึ่งจะต้องทำโครงเหล็กมาสวม เพื่อไม่ให้ทับหรือทำลายหลักเขตแดน มิใช่ว่าจะเว้นเป็นช่องทางทุจริตอย่างไร (แต่ในภาพที่เผยแพร่ มีการลบภาพหลักเขตออกไปเพื่อบิดเบือนชี้นำให้คนเข้าใจผิด)
ล่าสุด พลตรีวิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงกรณีเพจ“ดึกดำบรรพ์” เผยแพร่ข้อความและภาพเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่หน่วยงานได้ชี้แจงต่อสาธารณชนมาโดยตลอด ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน สร้างความสับสน และก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิดเห็นในสังคมโดยไม่จำเป็น
กองบัญชาการกองทัพไทยขอประณามการกระทำดังกล่าว
โดยเฉพาะหากมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือวิธีการอื่นใดในการดัดแปลง ตัดต่อ หรือลบองค์ประกอบสำคัญของภาพจากสภาพพื้นที่จริง จนทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นการบิดเบือนข้อมูลสาธารณะ สร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชน และอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐประโยชน์สาธารณะ และความมั่นคงของประเทศ
กองบัญชาการกองทัพไทย จึงขอให้เพจ “ดึกดำบรรพ์” และผู้ที่เกี่ยวข้อง แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการแก้ไข ชี้แจง และยุติการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยทันที
หากเพิกเฉยหรือยังคงดำเนินการดังกล่าวต่อไป กองบัญชาการกองทัพไทยจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด เพื่อคุ้มครองชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนส่วนรวมต่อไป
พร้อมกันนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกแขนงและประชาชน ร่วมกันเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และใช้วิจารณญาณในการรับส่งต่อข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันการขยายผลของข้อมูลอันเป็นเท็จและรักษาความเข้าใจอันดีของสังคมส่วนรวม
3. กรณีข่าวปั่นบิดเบือนเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เพื่อสร้างความสับสน ปั่นอารมณ์คนให้เกิดความเข้าใจผิด โกรธแค้น เกลียดชัง ต่อต้าน บนฐานของข้อมูลบิดเบือน
.png)
.png)
และยังมีอีกหลายเรื่องที่มีข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนออกมาอย่างหนักในช่วงนี้
ทำให้นึกถึงช่วงโควิด ที่มีขบวนการปั่นข่าวบิดเบือน และแพร่ข่าวปลอมเพื่อโจมตีพระมหากษัตริย์ และการแก้ปัญหาโควิดในขณะนั้น
คนทำงาน แพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข รัฐบาล โดนถล่ม ดิสเครดิตช่วงโควิด
คล้ายๆ กับที่ทหาร ฝ่ายความมั่นคง รัฐบาล กำลังโดนถล่ม ดิสเครดิตด้วยข่าวปลอมในวันนี้
4. บทเรียนจากคุณหมอยง
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กสรุปบทเรียนจากช่วงโควิด
บางส่วน กล่าวถึงมรสุมข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน โจมตี ด้อยค่า บูลลี่คนทำงานในขณะนั้น อย่างน่าสนใจ ระบุว่า
“...ปัญหาของโควิด 19 ที่เริ่มระบาดในยุคแรก ตามหลักของไวรัสแล้วทุกคนไม่มีภูมิต้านทาน โรคก็จะรุนแรง จนกว่าจะมีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน หรือการติดเชื้อ ก็จะมีการปรับตัวเข้าหากันและลดความรุนแรงของโรคลม ตามวิวัฒนาการ เห็นได้ชัดตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่ 2009 ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่เหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ตัวหนึ่ง แต่ตอนเข้ามาปีแรก ประเทศไทยก็มีการเสียชีวิตถึง 200 กว่าคน เช่นเดียวกันกับโควิด 19
ผมพยายามให้ข้อมูลมาตลอด และศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน
และให้ข้อมูลตามหลักวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่ทุกคนมีความรู้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างความรู้ และชี้แจงสังคม
ขณะนั้น ทุกคนเก่งหมด ติดตามข้อมูลสังคมตะวันตก แล้วก็จะเชื่อฟังหัว
ในบ้านเรา เมื่อมองย้อนกลับ หลายคนบอกว่า ผมทนอยู่ได้อย่างไร ทั้งถูกก้าวร้าว ทางคำพูด bully ต่างๆ มากมาย
กล่าวหาถึงกับว่าได้รับผลประโยชน์เป็นผู้แทนของวัคซีน และหรือมีส่วนร่วมกับการจัดซื้อ ทั้งในความเป็นจริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ นอกจากขอทุนมาทำการวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลกับประชาชนที่ถูกต้องเสมอ มาโดยตลอดตามหลักวิทยาศาสตร์
เมื่อดูวิดีโอย้อนกลับ มีการกล่าวหา ค่อนข้างรุนแรง ถึงกับจะถอดถอน ผ่าน Changeorg โดยแพทย์ท่านหนึ่งเป็นหัวหน้า
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะถอดถอนอะไร เพราะผมก็เกษียณมานาน และทำงานหลังเกษียณ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอะไร ก็อยู่เฉยๆ สบายดี
แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ คือ บุคลากรทางการแพทย์ ที่ผิดคำสาบานของฮิปโปเกรติส(Hippocratic Oath)
ทั้งที่จบมาก็ให้คำสาบาน ก่อนรับใบประกอบโรคศิลป์
แพทย์รุ่นน้องกล่าวหาแพทย์รุ่นพี่ ด้วยวาจาที่ฟังไม่ได้
ผมจำได้แม่น คือทางคณะ จะเชิญผมไปบรรยาย ให้กับแพทย์จบใหม่ ในปัจฉิมนิเทศ ผมเตรียมตัวอย่างดี ที่จะไปพูดในฐานะอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง แต่พอถึงวันใกล้บรรยาย มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็มาหาผม และขอยกเลิกรายการนี้หารายการอื่นแทน ท่านกลัวว่าเมื่อผมเข้าบรรยาย นิสิตที่จบแพทย์จะเดินออกหรือกล่าวให้ร้ายซึ่งจะเสียบรรยากาศของการประชุม ซึ่งผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย และไม่เคยคิดที่ไม่ดีกับลูกศิษย์แม้แต่น้อย
ในที่สุด ก็ต้องถอนตัวออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวหากันอีกมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของวัคซีน
และเมื่อเหตุการณ์ผ่านมาถึงขณะนี้ ไม่มีใครเข้าไปดูย้อนหลังเลยว่าเกิดอะไรขึ้นใครผิดใครถูก
ผมเองเชื่อว่าถ้าทางด้านสังคม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ไม่มีแรงบีบคั้น ผมเชื่อว่าประเทศชาติ จะประหยัดเงินได้อีกมากมาย และเป็นเงินก้อนใหญ่ด้วย เพราะการป้องกันเราทำได้ดีมาตั้งแต่เริ่มต้น วัคซีนเป็นตัวเสริม
ถ้าไม่มีการเรียกร้องมาก เราก็จะไม่เสียเงินมากเท่านี้
ผลข้อมูลการศึกษา การฉีดวัคซีนเชื้อตาย และสูตรการฉีดแบบไขว้ ได้ผลดี จนองค์การอนามัยโลก ใช้ข้อมูลของเรา ประกาศเป็นคำแนะนำให้ทั่วโลก
ในส่วนลึก ผมยังคิดว่าการศึกษาของเรามีประโยชน์มากสำหรับประชากรทั่วโลก
แต่ในทางตรงข้ามในขณะนั้น ทุกคนบอกว่าผมทนได้อย่างไร
เมื่อย้อนไปในขณะนั้นผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เพราะทุกอย่างเป็นความจริง ไม่ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จแต่อย่างใด จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย
ใครจะว่าใครจะโจมตีอย่างไร เราให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
แต่มาจนปัจจุบัน เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ก็ได้แต่เศร้าใจกับการสูญเสียทางอ้อม โดยเฉพาะเรื่องของเงินทองของประเทศ มหาศาลที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน
สื่อสังคมออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคมจริงๆ
ความเชื่อในการบอกต่อๆ กัน กับความจริง กลับกลายเป็นว่าความเชื่อเสียงดังกว่าความถูกต้องและความเป็นจริง จากการค้นคว้าตามหลักวิทยาศาสตร์”
5. คนที่เคยได้รับข่าวปลอม หากมิใช่แนวร่วมของขบวนการปั่นข่าวปลอม ก็ควรจะต้องมีมาตรการลงโทษผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมปั่นหัวตนเอง
ควรบอยคอต หรือกลับไปด่าว่าฐานเผยแพร่ข่าวปลอม ดูถูก ปั่นหัวคนอ่านเป็นจิ้งหรีด
คนที่ใช้ข่าวปลอมปั่นหัวคนในสังคม คือเจตนาชั่วร้าย และดูแคลนสติปัญญาของผู้ติดตามตัวเอง
สารส้ม

สดุดีวีรบุรุษ อส.อ. อรุพงษ์ กมล เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ในพื้นที่สุไหงปาดี
น้ำใจคนไทยสุดงดงาม! สถานทูตจีนชื่นชม คนไทยช่วย นทท. เก็บเงิน 2 หมื่น
วิวาห์หวานสะใภ้บุรีรัมย์ 'พระพาย' ควง 'หนุน ชนน์ชนก' เข้าพิธีฉลองมงคลสมรสสุดอลังการ
ยังไร้วี่แวว เร่งค้นหาหนุ่มวัย 27 ปี พลัดหลงป่าแนวชายแดนภูสิงห์ เข้าสู่วันที่ 4
ทภ.2 สยบข่าวลือ! ชี้คลิปทหารเขมรแค่หน้าฐานตัวเอง ปราสาทคนาไทยคุมเบ็ดเสร็จ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี