วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นที่ดินเขากระโดง เป็นข้อพิพาทมาตั้งนานแล้ว คดียังอยู่ในชั้นศาลหลายคดี
ในทางการเมือง ผ่านยุคที่พรรคการเมืองกลุ่มนายเนวินเป็นฝ่ายค้าน คู่ต่อสู้เป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐหลายหน ถ้ามันเพิกถอนเอาที่ดินได้ง่ายๆ จริง ป่านนี้คงไม่เหลือแล้วกระมัง
แต่วันนี้ กำลังถูกปั่นขึ้นมาเป็นประเด็นการเมืองในโลกโซเชียล สร้างความสับสน มุ่งให้เกิดความเกลียดชังทางการเมือง (เช่น กรณีที่ดินให้เช่าแก่ปู่ชัย ความจริงไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดิน 5พันไร่นั่นเลย แต่นำมาเชื่อมโยงให้คนสับสนเข้าใจผิดว่าเป็นกรณีเดียวกัน)
โดยบิดเบือน แบบจับแพะชนแกะหลายเรื่อง และคงจะเกิดคดีฟ้องหมิ่นประมาท คนที่เฮโลตามด่าแบบไม่เข้าใจข้อมูลความจริง ก็คงมีอีกหลายคน
1. เมื่อวานนี้ คปท. ร่วมกับ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือเรียกร้องรัฐบาลดำเนินการตามคำพิพากษาคดีเขากระโดง และรักษามาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุว่า
“1. ที่ดินบนพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นกรรมสิทธิ์ของ การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ.2462 ซึ่งมาก่อนที่กรมที่ดินจะออกเอกสารสิทธิใดๆ ให้กับเอกชน ดังนั้น เอกสารสิทธิที่กรมที่ดินออก หลังจาก ปี พ.ศ.2462 จึงมิชอบด้วยกฎหมาย
2. ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีคำพิพากษาตาม คดีหมายเลขดำ ๒๔๙๔/๒๕๖๔ คดีหมายเลขแดงที่ ๕๘๒/๒๕๖๖ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม๒๕๖๖ ที่สามารถอ้างอิงพื้นที่ที่เป็นบรรทัดฐานในการคืนพื้นที่ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้ทันที
3. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ได้เคยมีความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินรถไฟอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและคำพิพากษาของศาล มิใช่ปล่อยให้เกิดความล่าช้าหรือความคลุมเครือต่อไป
ดังนั้น เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) จึงมีข้อเรียกร้อง ไปยังรัฐบาลและฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการตามคำพิพากษา ที่ผูกพันทุกองค์กรของรัฐในกรณีข้อพิพาทเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินการแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิที่ทับซ้อนบนที่ดินของรัฐให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว โดยไม่ใช้เทคนิคทางกฎหมายของคณะกรรมการสอบสวนของกรมที่ดินมาอยู่เหนือคำพิพากษา
2. การที่ปรากฏข้อมูลว่านายกรัฐมนตรีมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายในพื้นที่ที่กำลังมีข้อพิพาทและอยู่ระหว่างการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล ย่อมทำให้เกิดคำถามจากสังคมเกี่ยวกับความเหมาะสมทางจริยธรรมและความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ เนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ย่อมทราบโดยตำแหน่งว่า ที่ดินแห่งนั้นเป็นพื้นที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ต้น นั่นเท่ากับว่าการมีชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ อยู่ในทะเบียนบ้านที่เข้าข่ายอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว ย่อมนำมาสู่การกระทำผิดตามประมวลกฎหมายจริยธรรมได้ จึงขอเรียกร้องให้นายกฯย้ายออกจากทะเบียนบ้านดังกล่าวโดยด่วนทันที
3. ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีหยุด งด ห้าม มีพฤติกรรมในการรับรองการกระทำผิดบุกรุก หรือละเมิดที่ดินรถไฟ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและสถาบันทางการเมือง..”
2. กรมที่ดินได้ออกเอกสารต่อเนื่อง ระบุว่า
2.1 กรมที่ดินยืนยันกรณีที่ดินเขากระโดง ปฏิบัติตามคำสั่งศาลและยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ตามที่มีข่าวว่า กรณีที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ได้มีคำพิพากษาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ศาลฎีกา และศาลปกครองกลางตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ แต่จนถึงปัจจุบันกรมที่ดินยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น กรมที่ดินขอเรียนชี้แจง ดังนี้
“๑. ประเด็นที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน ๓๕ ราย และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นั้นกรมที่ดินได้ดำเนินการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน ๓๕ ราย เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม ๔ ฉบับ ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว
กรมที่ดินขอเรียนว่า คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะที่ดินพิพาทระหว่างคู่ความในคดีเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินคดีใหม่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา ๑๔๕ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค ๓ ไม่ได้วินิจฉัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ๕,๐๘๓ ไร่ การอ้างว่าคำพิพากษานี้เป็นการยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดจึงเป็นการขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา จึงไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาดังกล่าว ไปใช้กับที่ดินแปลงอื่นๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง
๒. สำหรับกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า การรถไฟฯ ได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายทำให้ที่ดินมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาแต่ต้น เอกสารสิทธิของเอกชนที่ออกภายหลังจึงออกทับที่ดินของรัฐ นั้น
กรมที่ดินขอเรียนว่า กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ ๕๘๒/๒๕๖๖ ลงวันที่๓๐ มีนาคม ๒๕๖๖ ศาลได้พิพากษาว่า “ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการมีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้”
.png)
.png)
.png)
เมื่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนฯ ในกรณีที่ดินพิพาทเขากระโดง ซึ่งรับฟังจาก การรถไฟฯ กล่าวอ้างคำคัดค้านของราษฎรผู้มีส่วนได้เสีย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผลการรังวัดถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง ได้พยานหลักฐานที่แตกต่างกันในสาระสำคัญจากคำพิพากษาศาล ซึ่งพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจนและไม่สามารถเชื่อถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟฯ ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ ประกอบกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วย ขั้นตอน ระเบียบและกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้โดยชัดแจ้งว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมที่ดินจึงไม่อาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน ๙๙๕ แปลง ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้
ซึ่งกรมที่ดินได้รายงานการดำเนินการให้ศาลทราบ และศาลกำหนดให้วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เป็นวันที่ศาลนั่งพิจารณาคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกำหนดนัดฟังคำพิพากษา
๓. กรณีการรถไฟฯ ได้ฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๓ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ ๓๙๕/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๘ ขอให้ (๑) เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (๒) เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินและให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ
ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง หากศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นประการใดกรมที่ดินจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลต่อไป
กรมที่ดินขอเรียนว่า การดำเนินการตามนัยดังกล่าวข้างต้นเป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบ กฎหมายเพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
อีกทั้ง ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นโจทก์ฟ้องประชาชนที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน ๒๔ คดี ประกอบไปด้วยที่ดินจำนวน ๑๐๘ แปลง ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีหนังสือให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมแผนที่ทหารร่วมกันทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาท เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของศาล โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้รังวัดจัดทำแผนที่พิพาทและรายงานผลการรังวัดต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว
ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และหากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใดย่อมผูกพันคู่ความที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่อไป”
2.2 กรมที่ดินยืนยัน เขากระโดงออกเอกสารสิทธิถูกต้อง
ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า กรมที่ดินไม่มีสิทธิออกโฉนดที่ดินในที่ดินการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดง และอธิบดีกรมที่ดินสามารถเพิกถอนโฉนดที่ดินตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้เลยตามคำพิพากษาศาลนั้น กรมที่ดินชี้แจง ดังนี้
“1. ขั้นตอนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน นั้น เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้ไปร่วมระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของตน โดยที่ดินที่มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของการรถไฟฯ นั้น กรมที่ดินและกรมรถไฟ (เดิม) ได้มีข้อตกลงตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ 9050/2484 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2484 เรื่อง การรับรองแนวเขตที่ดินที่ติดต่อกับเขตที่ดินของกรมรถไฟ ประกอบหนังสือกรมที่ดิน ที่ 11154/2503 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2503 เรื่อง การระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ หรืออยู่ในความดูแลอารักขาของการรถไฟฯ
ดังนั้น ในกรณีที่ที่ดินแปลงที่ขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมีแนวเขตที่ดินติดต่อกับแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ ผู้แทนการรถไฟฯ มีหน้าที่ในการไประวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของตน เมื่อทำการรังวัดเรียบร้อยแล้ว ยังมีขั้นตอนการประกาศเพื่อหาผู้คัดค้านมีระยะเวลา 30 วัน หากไม่มีผู้คัดค้านและที่ดินอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ เจ้าพนักงานที่ดินก็จะลงนามในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินและแจกให้เจ้าของที่ดินรับไป
ซึ่งข้อเท็จจริงในพื้นที่พิพาทที่การรถไฟฯ อ้างสิทธิ มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 การรถไฟฯ ก็ได้รับรองแนวเขตให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมากถึง 271 แปลง ส่วนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอีก 724 แปลง การรถไฟฯ ก็ไม่ได้มาคัดค้านภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่อย่างใด
การดำเนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในพื้นที่บริเวณแยกเขากระโดง ตำบลเสม็ด และตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จึงเป็นการดำเนินการไปโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้ว ซึ่งหากที่ดินพิพาทเป็นของการรถไฟฯ จริง การรถไฟฯ สามารถไม่รับรองแนวเขตหรือคัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ แต่ปรากฏว่า การรถไฟฯ ได้มาลงนามรับรองแนวเขตที่ดินให้กับประชาชน และไม่คัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
2. การเพิกถอนหรือแก้ไขตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีได้ 3 กรณี คือ
2.1 กรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงใด เลขที่เท่าใดเป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้ง เท่านั้น เจ้าพนักงานที่ดินจึงจะสามารถดำเนินการหมายเหตุการเพิกถอนในโฉนดที่ดินเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลได้เลย (มาตรา 61 วรรคแปด)
2.2 กรณีที่มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการเขียนหรือพิมพ์ข้อความผิดพลาดที่มีหลักฐานชัดแจ้ง เมื่อผู้มีส่วนได้เสียยินยอมให้แก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษร เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจดำเนินการแก้ไขได้โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาแต่อย่างใด (มาตรา 61 วรรคเจ็ด)
2.3 กรณีที่ความปรากฏว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมที่ดินสามารถใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการสอบสวนว่าเป็นประการใด หากมีหลักฐานชัดแจ้งว่ามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมที่ดินจึงจะสามารถใช้อำนาจเพิกถอนได้ และหากไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า เป็นการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ อธิบดีกรมที่ดินก็สามารถยุติเรื่องเพิกถอนได้ (มาตรา 61 วรรคสอง)
กรณีเขากระโดงเป็นกรณีที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษา “ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการมีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้”
อธิบดีกรมที่ดินจึงมีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ ตามคำพิพากษาศาล
คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้แสวงหาข้อเท็จจริงในกรณีที่ดินพิพาทเขากระโดง ซึ่งรับฟังจากการรถไฟฯกล่าวอ้าง คำคัดค้านของราษฎรผู้มีส่วนได้เสีย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผลการรังวัดถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริงได้พยานหลักฐานที่แตกต่างกันในสาระสำคัญจากคำพิพากษาศาล ซึ่งพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจนและไม่สามารถเชื่อถือได้ว่า การรถไฟมีตำแหน่งและขอบเขตของที่ดินอยู่บริเวณไหน เพียงใด จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ กรมที่ดินจึงไม่ดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง ตามมาตรา 61แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินได้รายงานการดำเนินการให้ศาลทราบ และศาลกำหนดให้วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นวันที่ศาลนั่งพิจารณาคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาล
กรมที่ดินยืนยันว่า การดำเนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของกรมที่ดินในอดีตที่ผ่านมาถูกต้องยึดถือกฎหมายและระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด”
บ่อยครั้ง ที่การบิดเบือน แบบจับแพะชนแกะ ทำให้คนหลงเชื่อ เข้าใจผิด เฮโลตามด่า และเกิดคดีฟ้องหมิ่นประมาทตามมามากมาย
สารส้ม

สิ้นสุดการรอคอย!ไทยคว้าสิทธิ์ยิงสดฟุตบอลโลก
มาแล้ว!!! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 10 - 16 มิ.ย.69
ตรังฝนตกหนัก คอสะพานทรุด ปิดจราจรถนนสายตรัง-สิเกา ชั่วคราว
อิงฟ้าเนรมิตโฉมใหม่ แม่ผึ้ง พุ่มพวง แฟนเพลงชมไม่ขาดปาก สวยสะกดใจรำลึก 34 ปี
ออสเตรเลียทุ่มแสนล้าน เปิดสนามบินแห่งใหม่ซิดนีย์ บินได้ 24 ชั่วโมงพร้อมเปิดตุลานี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี