วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ดิฉันมีโอกาสเข้าร่วมวงเสวนาเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านคอร์รัปชัน ในหัวข้อ “ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีสถานะทางการเมือง(Politically
Exposed Persons: PEPs)” จัดโดยภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านคอร์รัปชัน วงเสวนานี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองระหว่างสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในการใช้ข้อมูล PEPs สำหรับการวิเคราะห์ความเสี่ยง ตรวจสอบการทุจริต และส่งเสริมความร่วมมือด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยได้รับเกียรติจาก คุณพงศ์ธร ทองด้วง และ คุณโชติวรรณ นฤเทพ ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)มาร่วมบรรยายให้ความรู้แก่สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมวงเสวนา
ปัจจุบันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการฟอกเงินยังคงส่งผลกระทบต่อธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ “บุคคลที่มีสถานะทางการเมือง (PoliticallyExposed Persons: PEPs)” ซึ่งหมายถึงกลุ่มบุคคลที่ดำรงหรือเคยดำรงตำแหน่งสาธารณะที่มีอำนาจตัดสินใจและมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ การมีข้อมูล PEPs ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเชื่อมโยงกันได้ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและตรวจสอบความผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทยยังคงมีข้อจำกัดด้านนิยามมาตรฐานข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูลโดยเฉพาะในการทำงานของภาคสื่อมวลชนและภาคประชาสังคม
วิทยากรอธิบายว่า PEPs คือบุคคลที่ได้รับหรือเคยได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสาธารณะสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามมาตรฐานสากลของคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการเงิน (FATF)Recommendation 12 ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ PEPs ในประเทศ PEPs ต่างประเทศ และ PEPs ในองค์การระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ขอบเขตของ PEPs ยังครอบคลุมถึง “บุคคลในครอบครัวใกล้ชิด” และ “ผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิด” เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มักถูกใช้เป็นช่องทางในการโยกย้ายหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน ทั้งนี้ แม้จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว บุคคลดังกล่าวยังคงถูกจัดอยู่ในสถานะ PEPs ต่ออีกอย่างน้อย1 ปี หรือนานกว่านั้นหากยังมีอิทธิพลหรือความเชื่อมโยงทางอำนาจอยู่ ในส่วนของกฎหมายไทย สำนักงาน ปปง.ได้ออกประกาศเรื่องบุคคลที่มีสถานะทางการเมือง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดกลุ่มบุคคลที่ถือเป็น PEPs ตามกฎหมายไว้ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายตุลาการและอัยการ ฝ่ายทหารและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงบุคคลต่างประเทศและผู้พ้นจากตำแหน่งซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบบป้องกันการทุจริตและการฟอกเงินของประเทศ
นอกจากการอธิบายนิยามและกฎหมายแล้ว วิทยากรยังชี้ให้เห็นว่า ระบบป้องกันการทุจริตและการฟอกเงินของไทยต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐในฐานะผู้กำหนดและบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงินที่มีหน้าที่ตรวจสอบลูกค้าตามกระบวนการ Customer Due Diligence(CDD) และยกระดับเป็น Enhanced Due Diligence (EDD) เมื่อพบว่าลูกค้าเป็น PEPs โดยต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของทรัพย์สินและเงินทุนอย่างเข้มข้น ติดตามธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยต่อสำนักงาน ปปง. และภาคสื่อมวลชนร่วมกับภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใส
ในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมได้หยิบยกประเด็นอุปสรรคในการตรวจสอบข้อมูล PEPs ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมาก อุปสรรคประการแรกคือข้อจำกัดด้านข้อมูลไม่ว่าจะเป็นความไม่ครบถ้วนของข้อมูล การขาดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกันได้ หรือข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน ทำให้การติดตามความเคลื่อนไหวทางการเงินและความเชื่อมโยงของ PEPs ทำได้ยาก นอกจากนี้ ความซับซ้อนของโครงสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการใช้บุคคลในครอบครัวใกล้ชิดหรือผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดเป็นตัวกลางในการถือครองทรัพย์สินหรือดำเนินธุรกรรม ทำให้การตรวจสอบต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกและการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนและประชาชนยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมายและความปลอดภัยในการทำงานตรวจสอบเชิงข่าวสืบสวน
จากอุปสรรคดังกล่าว วิทยากรจึงเน้นย้ำถึงบทบาทของสื่อมวลชนและประชาชนในฐานะ “ชั้นป้องกันที่สาม”ซึ่งสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเสริมความเข้มแข็งของระบบป้องกันการทุจริตและการฟอกเงินได้ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้แก่สาธารณะเกี่ยวกับ PEPs และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ การทำงานสืบสวนเชิงข้อมูลโดยใช้ Open Data และ Data Journalism การรับและส่งต่อเบาะแสไปยังหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ รวมถึงการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม
เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพลังของสื่อมวลชน วิทยากรได้ยกกรณีศึกษา Panama Papers ซึ่งเป็นความร่วมมือของเครือข่ายนักข่าวนานาชาติในการวิเคราะห์เอกสารจำนวนมาก จนนำไปสู่การเปิดโปง PEPs ทั่วโลกและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายในหลายประเทศ กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อข้อมูลสาธารณะถูกนำมาใช้ร่วมกับเครือข่ายสื่อที่เข้มแข็ง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคมสามารถเกิดขึ้นได้จริง
ก่อนปิดวงเสวนา วิทยากรและผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันสรุปข้อเสนอแนะสำคัญสำหรับบริบทของประเทศไทย 3 ประการ ได้แก่ (1) การสร้างเครือข่ายข่าวเชิงสืบสวนที่เชื่อมโยงสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน (2) การพัฒนาทักษะด้าน Data Literacy เพื่อให้นักข่าวสามารถอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (3) การส่งเสริมช่องทางแจ้งเบาะแสที่มีระบบคุ้มครองผู้แจ้งอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้อย่างมั่นใจ
โดยสรุปการขับเคลื่อนความโปร่งใส การป้องกันการทุจริตและการฟอกเงินผ่านกลไก PEPs จะเกิดผลได้อย่างแท้จริงเมื่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ สถาบันการเงินภาคสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ร่วมกันทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่ระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและความโปร่งใสที่ยั่งยืนในสังคมไทย
พัชรี ตรีพรม

ไขข้อข้องใจ! ทำไมแผ่นดินไหว5.3 เขย่าตึกสูง กทม. แต่ระบบ Cell Broadcast บนมือถือไม่แจ้งเตือน?
ปธน.เปเซชเคียน โพสต์ดุเดือด! หากไม่มี อิหร่าน โลกนี้ก็ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตเช่นกัน
ฮอตระดับฮอลลีวูด แอลลี่ อชิรญา ดินเนอร์ชิลๆรวมแก๊งสาวอินเตอร์
ควันหลงคานส์ เผยลุคทักซิโด้สุดเนี๊ยบ อาเล็ก ธีรเดช แท็กทีมโกอินเตอร์
ฉาวไม่หยุด! ญาติแฉ อำนาจ รื่นเริง เสพยาที่บ้าน บอก นี่หรือคนที่สมควรได้รับโอกาส

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี