วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569
สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ดิฉันมีโอกาสเข้าร่วมวงเสวนาเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านคอร์รัปชัน ในหัวข้อ “ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีสถานะทางการเมือง(Politically
Exposed Persons: PEPs)” จัดโดยภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านคอร์รัปชัน วงเสวนานี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองระหว่างสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในการใช้ข้อมูล PEPs สำหรับการวิเคราะห์ความเสี่ยง ตรวจสอบการทุจริต และส่งเสริมความร่วมมือด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยได้รับเกียรติจาก คุณพงศ์ธร ทองด้วง และ คุณโชติวรรณ นฤเทพ ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)มาร่วมบรรยายให้ความรู้แก่สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมวงเสวนา
ปัจจุบันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการฟอกเงินยังคงส่งผลกระทบต่อธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ “บุคคลที่มีสถานะทางการเมือง (PoliticallyExposed Persons: PEPs)” ซึ่งหมายถึงกลุ่มบุคคลที่ดำรงหรือเคยดำรงตำแหน่งสาธารณะที่มีอำนาจตัดสินใจและมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ การมีข้อมูล PEPs ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเชื่อมโยงกันได้ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและตรวจสอบความผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทยยังคงมีข้อจำกัดด้านนิยามมาตรฐานข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูลโดยเฉพาะในการทำงานของภาคสื่อมวลชนและภาคประชาสังคม
วิทยากรอธิบายว่า PEPs คือบุคคลที่ได้รับหรือเคยได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสาธารณะสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามมาตรฐานสากลของคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการเงิน (FATF)Recommendation 12 ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ PEPs ในประเทศ PEPs ต่างประเทศ และ PEPs ในองค์การระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ขอบเขตของ PEPs ยังครอบคลุมถึง “บุคคลในครอบครัวใกล้ชิด” และ “ผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิด” เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มักถูกใช้เป็นช่องทางในการโยกย้ายหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน ทั้งนี้ แม้จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว บุคคลดังกล่าวยังคงถูกจัดอยู่ในสถานะ PEPs ต่ออีกอย่างน้อย1 ปี หรือนานกว่านั้นหากยังมีอิทธิพลหรือความเชื่อมโยงทางอำนาจอยู่ ในส่วนของกฎหมายไทย สำนักงาน ปปง.ได้ออกประกาศเรื่องบุคคลที่มีสถานะทางการเมือง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดกลุ่มบุคคลที่ถือเป็น PEPs ตามกฎหมายไว้ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายตุลาการและอัยการ ฝ่ายทหารและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงบุคคลต่างประเทศและผู้พ้นจากตำแหน่งซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบบป้องกันการทุจริตและการฟอกเงินของประเทศ
นอกจากการอธิบายนิยามและกฎหมายแล้ว วิทยากรยังชี้ให้เห็นว่า ระบบป้องกันการทุจริตและการฟอกเงินของไทยต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐในฐานะผู้กำหนดและบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงินที่มีหน้าที่ตรวจสอบลูกค้าตามกระบวนการ Customer Due Diligence(CDD) และยกระดับเป็น Enhanced Due Diligence (EDD) เมื่อพบว่าลูกค้าเป็น PEPs โดยต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของทรัพย์สินและเงินทุนอย่างเข้มข้น ติดตามธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยต่อสำนักงาน ปปง. และภาคสื่อมวลชนร่วมกับภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใส
ในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมได้หยิบยกประเด็นอุปสรรคในการตรวจสอบข้อมูล PEPs ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมาก อุปสรรคประการแรกคือข้อจำกัดด้านข้อมูลไม่ว่าจะเป็นความไม่ครบถ้วนของข้อมูล การขาดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกันได้ หรือข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน ทำให้การติดตามความเคลื่อนไหวทางการเงินและความเชื่อมโยงของ PEPs ทำได้ยาก นอกจากนี้ ความซับซ้อนของโครงสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการใช้บุคคลในครอบครัวใกล้ชิดหรือผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดเป็นตัวกลางในการถือครองทรัพย์สินหรือดำเนินธุรกรรม ทำให้การตรวจสอบต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกและการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนและประชาชนยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมายและความปลอดภัยในการทำงานตรวจสอบเชิงข่าวสืบสวน
จากอุปสรรคดังกล่าว วิทยากรจึงเน้นย้ำถึงบทบาทของสื่อมวลชนและประชาชนในฐานะ “ชั้นป้องกันที่สาม”ซึ่งสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเสริมความเข้มแข็งของระบบป้องกันการทุจริตและการฟอกเงินได้ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้แก่สาธารณะเกี่ยวกับ PEPs และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ การทำงานสืบสวนเชิงข้อมูลโดยใช้ Open Data และ Data Journalism การรับและส่งต่อเบาะแสไปยังหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ รวมถึงการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม
เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพลังของสื่อมวลชน วิทยากรได้ยกกรณีศึกษา Panama Papers ซึ่งเป็นความร่วมมือของเครือข่ายนักข่าวนานาชาติในการวิเคราะห์เอกสารจำนวนมาก จนนำไปสู่การเปิดโปง PEPs ทั่วโลกและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายในหลายประเทศ กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อข้อมูลสาธารณะถูกนำมาใช้ร่วมกับเครือข่ายสื่อที่เข้มแข็ง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคมสามารถเกิดขึ้นได้จริง
ก่อนปิดวงเสวนา วิทยากรและผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันสรุปข้อเสนอแนะสำคัญสำหรับบริบทของประเทศไทย 3 ประการ ได้แก่ (1) การสร้างเครือข่ายข่าวเชิงสืบสวนที่เชื่อมโยงสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน (2) การพัฒนาทักษะด้าน Data Literacy เพื่อให้นักข่าวสามารถอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (3) การส่งเสริมช่องทางแจ้งเบาะแสที่มีระบบคุ้มครองผู้แจ้งอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้อย่างมั่นใจ
โดยสรุปการขับเคลื่อนความโปร่งใส การป้องกันการทุจริตและการฟอกเงินผ่านกลไก PEPs จะเกิดผลได้อย่างแท้จริงเมื่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ สถาบันการเงินภาคสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ร่วมกันทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่ระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและความโปร่งใสที่ยั่งยืนในสังคมไทย
พัชรี ตรีพรม

ตม.เพชรบุรี ร่วมทีมบูรณาการ X-ray สถานประกอบการ-สถานที่เสี่ยง กวดขันจับกุมต่างด้าวผิดกฎหมาย
สเต็ปพ่อ-ลุง! ลูกสาวโพสต์คลิปนั่งเฝ้าหน้าเวที ลั่นกลัวจะออกมาไม่ได้
แก่งกระจานไฟป่ายังหนัก ลุกลามเผากว่า 5,000 ไร่ อึ้งพบหลักฐานกระทิงถูกยิงตาย 2 ตัว
คนไทยสุดภูมิใจ! NASA เผยภาพดาวเทียม จ.กระบี่ แลนด์มาร์คดังระดับโลก
มั่นใจถูกกลั่นแกล้ง! อัจฉริยะ แฉยับปมเงิน 2.5 ล้าน ปัดกรรโชกทรัพย์-จ่อฟ้องกลับ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี