ในรอบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องคอร์รัปชันในระบบราชการไทยถูกพูดถึงในที่สาธารณะแบบเข้มข้นอย่างที่ไม่เห็นมานานแล้ว และจังหวะของเหตุการณ์ก็น่าสนใจมากด้วยครับ
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและคณะทำงาน Zero Corruption ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดผลสำรวจผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 รายทั่วประเทศ ที่เก็บข้อมูลระหว่าง 26 มีนาคมถึง 10 เมษายน 2569 ตัวเลขที่ออกมาสะท้อนภาพรัฐไทยอย่างตรงไปตรงมา 89.1% ของภาคธุรกิจระบุว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคในระดับปานกลางถึงมากที่สุด 51.2% และในบางสัญญาการประกวดราคา ภาคเอกชนยอมรับว่าเคยจ่ายเงินใต้โต๊ะถึง 30% ของวงเงินงบประมาณ
ผลสำรวจครั้งนี้ลงรายละเอียดถึงระดับหน่วยงาน โดยกรมควบคุมมลพิษมีมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุดที่ 102,160 บาท ขณะที่ตำรวจทางหลวงและจราจรอยู่อันดับ 1 ในแง่ความถี่ของการถูกเสนอสิ่งตอบแทนที่ 100% ของการติดต่อ
สองวันหลังจากนั้น วันที่ 16 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ในตอนหนึ่งระบุว่าผลสำรวจเป็นเพียงดัชนีจากแบบสอบถามที่อาศัยความรู้สึก ใช้ไปดำเนินคดีไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดในประโยคที่หลายคนจดจำคือ “หากเรากล้าที่จะบอกว่าคุณทำผิด คุณโกงคุณทำไม่ดี เราก็ต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับ” โดยมีรายงานว่าหน่วยงานที่ถูกจัดอันดับ เตรียมฟ้องกลับ กกร.
ปฏิกิริยาของสังคมต่อท่าทีนี้รุนแรงพอสมควร ประชาชน ฝ่ายค้าน และสื่อหลายสำนักวิจารณ์ว่ารัฐกำลังใช้อำนาจข่มขู่ภาคเอกชนที่กล้าออกมาเปิดข้อมูล ขณะที่ภาคประชาสังคมตั้งคำถามตรงๆ ว่ารัฐบาลที่ประกาศเป้าหมายเข้า OECD ในปี 2571 จะแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อข้อมูลที่ไม่ถูกใจได้อย่างไร
สองวันต่อมา วันที่ 18 พฤษภาคม ภาพเปลี่ยน นายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 แต่งตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” หรือ คตท. โดยมีตัวเองเป็นประธาน ดึงทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ภาคเอกชน 3 สถาบัน และภาคประชาสังคมทั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย และทีดีอาร์ไอ มานั่งโต๊ะเดียวกัน วันที่ 20 พฤษภาคม คตท. มีกำหนดเชิญ 10 หน่วยราชการที่ติดอันดับมาคุย
จังหวะของเหตุการณ์นี้บอกอะไรหลายอย่าง อย่างน้อยที่สุดคือเสียงสาธารณะยังบีบรัฐให้ขยับได้ในไทย และนายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเปิดประตูคุยกับภาคประชาสังคมแทนที่จะปิดประตูฟ้องร้อง ในฐานะคนที่ทำงานเรื่องนี้มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมขอชื่นชมการตัดสินใจนี้ พร้อมกับขอชวนตั้งคำถามต่อว่า คตท. จะเป็นเพียงคณะกรรมการอีกชุดในแฟ้มประวัติศาสตร์การปฏิรูปของไทย หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนระบบจริง
หากย้อนดู ในรอบสองทศวรรษไทยมีคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ และคำประกาศต่อต้านคอร์รัปชันมาแล้วหลายชุด แต่คะแนน CPI ของไทยยังวนเวียนอยู่ในระดับเดิม โดยงานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงเลยว่า สาเหตุอยู่ที่กลไกของเราเลือกจะตามจับหลังเงินภาษีรั่วไหลออกไปแล้ว มากกว่าจะปิดช่องโกงตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งถ้าทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามจับไม่ทัน
มุมมองทางเศรษฐศาสตร์อธิบายเรื่องนี้ผ่านแนวคิดความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษี เมื่อข้าราชการรู้รายละเอียดของโครงการ ราคากลาง และเกณฑ์การให้คะแนนมากกว่า โอกาสในการแสวงหาค่าเช่าจากตำแหน่งก็เปิดกว้าง
วิธีที่ลดคอร์รัปชันได้ยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการทำให้ข้อมูลของรัฐมาอยู่ใต้แสงตั้งแต่ก่อนเงินจะออกจากกระเป๋ารัฐ หลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งจากยูกันดา (Reinikka และ Svensson, 2005) อินโดนีเซีย (Olken, 2007) และรายงาน The Skeptic’sGuide to Open Government ของ Open Government Partnership (OGP) ฉบับปี 2022 ชี้ทิศทางเดียวกันว่า การเปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจสอบโดยภาคนอกรัฐช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพบริการสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ
จุดที่ผมเห็นว่าเป็นโอกาสคือ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ประเทศไทยเพิ่งได้รับการตอบรับเข้าเป็นสมาชิก OGP อย่างเป็นทางการ เป็นประเทศที่ 10 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พันธสัญญาแรกที่ต้องส่งมอบคือ National Action Plan (NAP) ฉบับแรก ที่ต้องประกอบด้วยพันธสัญญาอย่างน้อย5 ข้อ และต้องผ่านกลไก Multi-Stakeholder Forum (MSF)ที่บังคับให้รัฐกับภาคประชาสังคมร่วมกันออกแบบ องค์ประกอบของ คตท. ที่ครอบคลุมทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายภาคเอกชน 3 สถาบัน และภาคประชาสังคม 3 องค์กร แทบเข้าเกณฑ์ MSF ของ OGP อยู่แล้ว เพิ่มเติมเพียงตัวแทนภาคประชาชนและสื่ออิสระให้ครอบคลุมขึ้น คตท. ก็สามารถทำหน้าที่ทั้งวาระต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศและพันธสัญญา OGP ไปพร้อมกัน
ในเชิงเนื้อหา ผลสำรวจของ กกร. กำลังให้พิมพ์เขียวของ NAP โดยตรง เมื่อภาคเอกชนระบุชัดแล้วว่าหน่วยงานใดเป็นจุดเสี่ยงทั้งในมิติของมูลค่าและความถี่ของการเรียกรับสินบน NAP ฉบับแรกของไทยควรพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานเหล่านั้นโดยตรง ในรูปของการเปิดเกณฑ์การอนุมัติแบบ machine-readable การเปิดสถิติเวลาในการพิจารณาแต่ละกรณีจำแนกตามเจ้าหน้าที่ และการเปิดข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) ของบริษัทที่ทำสัญญากับรัฐ ส่วนเป้าหมาย OECD ปี 2571 ที่นายกรัฐมนตรีประกาศต่อรัฐสภาเมื่อ 4 เมษายน 2569 จะมีน้ำหนักมากขึ้นหากผูกเข้ากับการรายงาน OGP เพราะมาตรฐานของทั้งสองเวทีทับซ้อนกันสูง
อย่างไรก็ดี โอกาสที่กำลังเปิดอยู่นี้จะปิดเร็วกว่าที่หลายคนคาด หากรัฐบาลใช้คณะกรรมการเพื่อตอบกระแสข่าวเฉพาะหน้าเท่านั้น และไม่ลงทุนเปลี่ยนกลไกเบื้องหลัง ในทางกลับกัน หากผู้นั่งโต๊ะมองกระบวนการนี้เป็นจุดเปลี่ยนเชิงระบบ ใช้กรอบ OGP เป็นแม่แบบในการออกแบบ และใช้เป้าหมาย OECD เป็นกลไกบังคับให้การปฏิรูปต่อเนื่องข้ามรัฐบาล ปี 2569 ถึง 2570 อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ระบบราชการไทยเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบหลายทศวรรษ
วันนี้รัฐบาลได้เปิดประตูบานแรกแล้วด้วยการลงนามใน คตท. และดึงภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมโต๊ะ คำถามที่เหลือคือ รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้จริงจังแค่ไหน หรือ เพียงแค่เปิดเพื่อโชว์เหมือนที่ผ่านๆ มาเท่านั้น
ต่อภัสสร์ ยมนาค

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี