วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ในรอบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องคอร์รัปชันในระบบราชการไทยถูกพูดถึงในที่สาธารณะแบบเข้มข้นอย่างที่ไม่เห็นมานานแล้ว และจังหวะของเหตุการณ์ก็น่าสนใจมากด้วยครับ
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและคณะทำงาน Zero Corruption ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดผลสำรวจผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 รายทั่วประเทศ ที่เก็บข้อมูลระหว่าง 26 มีนาคมถึง 10 เมษายน 2569 ตัวเลขที่ออกมาสะท้อนภาพรัฐไทยอย่างตรงไปตรงมา 89.1% ของภาคธุรกิจระบุว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคในระดับปานกลางถึงมากที่สุด 51.2% และในบางสัญญาการประกวดราคา ภาคเอกชนยอมรับว่าเคยจ่ายเงินใต้โต๊ะถึง 30% ของวงเงินงบประมาณ
ผลสำรวจครั้งนี้ลงรายละเอียดถึงระดับหน่วยงาน โดยกรมควบคุมมลพิษมีมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุดที่ 102,160 บาท ขณะที่ตำรวจทางหลวงและจราจรอยู่อันดับ 1 ในแง่ความถี่ของการถูกเสนอสิ่งตอบแทนที่ 100% ของการติดต่อ
สองวันหลังจากนั้น วันที่ 16 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ในตอนหนึ่งระบุว่าผลสำรวจเป็นเพียงดัชนีจากแบบสอบถามที่อาศัยความรู้สึก ใช้ไปดำเนินคดีไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดในประโยคที่หลายคนจดจำคือ “หากเรากล้าที่จะบอกว่าคุณทำผิด คุณโกงคุณทำไม่ดี เราก็ต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับ” โดยมีรายงานว่าหน่วยงานที่ถูกจัดอันดับ เตรียมฟ้องกลับ กกร.
ปฏิกิริยาของสังคมต่อท่าทีนี้รุนแรงพอสมควร ประชาชน ฝ่ายค้าน และสื่อหลายสำนักวิจารณ์ว่ารัฐกำลังใช้อำนาจข่มขู่ภาคเอกชนที่กล้าออกมาเปิดข้อมูล ขณะที่ภาคประชาสังคมตั้งคำถามตรงๆ ว่ารัฐบาลที่ประกาศเป้าหมายเข้า OECD ในปี 2571 จะแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อข้อมูลที่ไม่ถูกใจได้อย่างไร
สองวันต่อมา วันที่ 18 พฤษภาคม ภาพเปลี่ยน นายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 แต่งตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” หรือ คตท. โดยมีตัวเองเป็นประธาน ดึงทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ภาคเอกชน 3 สถาบัน และภาคประชาสังคมทั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย และทีดีอาร์ไอ มานั่งโต๊ะเดียวกัน วันที่ 20 พฤษภาคม คตท. มีกำหนดเชิญ 10 หน่วยราชการที่ติดอันดับมาคุย
จังหวะของเหตุการณ์นี้บอกอะไรหลายอย่าง อย่างน้อยที่สุดคือเสียงสาธารณะยังบีบรัฐให้ขยับได้ในไทย และนายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเปิดประตูคุยกับภาคประชาสังคมแทนที่จะปิดประตูฟ้องร้อง ในฐานะคนที่ทำงานเรื่องนี้มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมขอชื่นชมการตัดสินใจนี้ พร้อมกับขอชวนตั้งคำถามต่อว่า คตท. จะเป็นเพียงคณะกรรมการอีกชุดในแฟ้มประวัติศาสตร์การปฏิรูปของไทย หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนระบบจริง
หากย้อนดู ในรอบสองทศวรรษไทยมีคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ และคำประกาศต่อต้านคอร์รัปชันมาแล้วหลายชุด แต่คะแนน CPI ของไทยยังวนเวียนอยู่ในระดับเดิม โดยงานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงเลยว่า สาเหตุอยู่ที่กลไกของเราเลือกจะตามจับหลังเงินภาษีรั่วไหลออกไปแล้ว มากกว่าจะปิดช่องโกงตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งถ้าทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามจับไม่ทัน
มุมมองทางเศรษฐศาสตร์อธิบายเรื่องนี้ผ่านแนวคิดความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษี เมื่อข้าราชการรู้รายละเอียดของโครงการ ราคากลาง และเกณฑ์การให้คะแนนมากกว่า โอกาสในการแสวงหาค่าเช่าจากตำแหน่งก็เปิดกว้าง
วิธีที่ลดคอร์รัปชันได้ยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการทำให้ข้อมูลของรัฐมาอยู่ใต้แสงตั้งแต่ก่อนเงินจะออกจากกระเป๋ารัฐ หลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งจากยูกันดา (Reinikka และ Svensson, 2005) อินโดนีเซีย (Olken, 2007) และรายงาน The Skeptic’sGuide to Open Government ของ Open Government Partnership (OGP) ฉบับปี 2022 ชี้ทิศทางเดียวกันว่า การเปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจสอบโดยภาคนอกรัฐช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพบริการสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ
จุดที่ผมเห็นว่าเป็นโอกาสคือ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ประเทศไทยเพิ่งได้รับการตอบรับเข้าเป็นสมาชิก OGP อย่างเป็นทางการ เป็นประเทศที่ 10 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พันธสัญญาแรกที่ต้องส่งมอบคือ National Action Plan (NAP) ฉบับแรก ที่ต้องประกอบด้วยพันธสัญญาอย่างน้อย5 ข้อ และต้องผ่านกลไก Multi-Stakeholder Forum (MSF)ที่บังคับให้รัฐกับภาคประชาสังคมร่วมกันออกแบบ องค์ประกอบของ คตท. ที่ครอบคลุมทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายภาคเอกชน 3 สถาบัน และภาคประชาสังคม 3 องค์กร แทบเข้าเกณฑ์ MSF ของ OGP อยู่แล้ว เพิ่มเติมเพียงตัวแทนภาคประชาชนและสื่ออิสระให้ครอบคลุมขึ้น คตท. ก็สามารถทำหน้าที่ทั้งวาระต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศและพันธสัญญา OGP ไปพร้อมกัน
ในเชิงเนื้อหา ผลสำรวจของ กกร. กำลังให้พิมพ์เขียวของ NAP โดยตรง เมื่อภาคเอกชนระบุชัดแล้วว่าหน่วยงานใดเป็นจุดเสี่ยงทั้งในมิติของมูลค่าและความถี่ของการเรียกรับสินบน NAP ฉบับแรกของไทยควรพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานเหล่านั้นโดยตรง ในรูปของการเปิดเกณฑ์การอนุมัติแบบ machine-readable การเปิดสถิติเวลาในการพิจารณาแต่ละกรณีจำแนกตามเจ้าหน้าที่ และการเปิดข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) ของบริษัทที่ทำสัญญากับรัฐ ส่วนเป้าหมาย OECD ปี 2571 ที่นายกรัฐมนตรีประกาศต่อรัฐสภาเมื่อ 4 เมษายน 2569 จะมีน้ำหนักมากขึ้นหากผูกเข้ากับการรายงาน OGP เพราะมาตรฐานของทั้งสองเวทีทับซ้อนกันสูง
อย่างไรก็ดี โอกาสที่กำลังเปิดอยู่นี้จะปิดเร็วกว่าที่หลายคนคาด หากรัฐบาลใช้คณะกรรมการเพื่อตอบกระแสข่าวเฉพาะหน้าเท่านั้น และไม่ลงทุนเปลี่ยนกลไกเบื้องหลัง ในทางกลับกัน หากผู้นั่งโต๊ะมองกระบวนการนี้เป็นจุดเปลี่ยนเชิงระบบ ใช้กรอบ OGP เป็นแม่แบบในการออกแบบ และใช้เป้าหมาย OECD เป็นกลไกบังคับให้การปฏิรูปต่อเนื่องข้ามรัฐบาล ปี 2569 ถึง 2570 อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ระบบราชการไทยเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบหลายทศวรรษ
วันนี้รัฐบาลได้เปิดประตูบานแรกแล้วด้วยการลงนามใน คตท. และดึงภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมโต๊ะ คำถามที่เหลือคือ รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้จริงจังแค่ไหน หรือ เพียงแค่เปิดเพื่อโชว์เหมือนที่ผ่านๆ มาเท่านั้น
ต่อภัสสร์ ยมนาค

เอ้า...เปิด! ชัชชาติ เปิดงาน มหกรรมของดีกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ชวนช้อปอาหาร-สินค้า ถึง 22 ก.ค.นี้
ความเสี่ยงสูง! ทร.แจ้งแนวทางด่วน เตือนเรือพาณิชย์ไทย เลี่ยงน่านน้ำตะวันออกกลาง
นายกฯ เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เซี่ยงไฮ้ ร่วมมือ AI ขยายตลาดสินค้าไทยสู่เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน
มศว แถลงฉบับที่ 3 สั่งสอบวินัยร้ายแรงบุคลากร 1 ราย ปมทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่น!จัดการเด็ดขาด-ไร้ข้อยกเว้น
‘ทราย สก๊อต’ ฟาดกลับ ‘กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์’ ปมวิจารณ์ทัศนคติคนไทย ลั่นของแพงไม่ใช่ของดีเสมอไป

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี