เมื่อสังคมพร้อมใจลุกขึ้นตรวจสอบและเปิดเผยความจริง วิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามกติกาการเลือกกันเองและการเลือกไขว้กลุ่ม ได้กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่พร้อมจะปะทุขึ้นในอนาคตอันใกล้
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ สัปปายะสภาสถาน ผมได้รับเกียรติให้ร่วมวิเคราะห์ข้อมูลที่ฝ่ายค้านได้เปิดเผย ซึ่งประกอบด้วยหลักฐานและพยานบุคคลที่ชี้ชัดถึงพฤติกรรมการสมคบคิด
เพื่อโกงการเลือก สว. แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่าเป็นขบวนการที่มิชอบด้วยกฎหมาย มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งวัน เวลา และสถานที่ที่ใช้ในการซักซ้อม แจกโพย และแจกเงิน
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการระบุชื่อ-นามสกุลของบุคคลที่มีชื่อเสียงสังกัดกลุ่มการเมืองค่ายสีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองชื่อดังในภาคอีสาน (นครพนม) หรือพ่อของนักการเมืองระดับรัฐมนตรีในภาคใต้ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้อย่างไร
พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และผู้ที่เปิดเผยชื่อต่างก็พร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล ซึ่งหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ก็จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดเผยข้อมูลและพิสูจน์ความจริงกันอย่างเต็มที่และคาดว่าจะมีผู้กล้าออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมมิชอบของนักการเมืองเพิ่มเติมอีกในเร็วๆ นี้
กระบวนการทุจริตที่ถูกเปิดเผยมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ (1) การจัดหาและจ้างคนมาลงสมัครเพื่อทำหน้าที่โหวตให้บุคคลที่กำหนดไว้เพียงอย่างเดียว (2) การจัดซื้อตัวผู้สมัครที่มีคะแนนผ่านในรอบแรกๆ ในระดับจังหวัดหรือระดับประเทศให้เข้าร่วมขบวนการ (3) การหลอกลวงให้ลงคะแนนตามโพยโดยไม่ต้องเลือกตัวเอง หลอกว่าระบบได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะให้ผู้อื่นมาเลือกเรา เพื่อให้ได้คะแนนเพียงพอสำหรับการเข้าเป็นสว.
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการเปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับผู้สมัครที่เปรียบเสมือน “หน่วยกล้าตาย” เมื่อทำหน้าที่เลือกบุคคลจนได้รับเลือกเป็น สว. แล้ว จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วย สว. โดยมีหลักฐานการโอนเงินชัดเจนว่า เมื่อผู้ช่วย สว. ได้รับเงินเดือนละ15,000 บาทจากรัฐ จะต้องโอนเงินคืนให้แก่บุคคลที่ถูกระบุชื่อจำนวน 10,000 บาททุกเดือน
พยานหลักฐานทั้งหมดนี้ ผู้เปิดเผย 4 คน ใน 4 จังหวัดได้เคยให้การเป็นพยานต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียบร้อยแล้ว หาก กกต. ไม่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา กรรมการการเลือกตั้งอาจต้องเผชิญกับโทษอาญาในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีความสำนึกในหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความละอายต่อบาป เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของแผ่นดิน จะตัดสินใจส่งเรื่องการทุจริตหรือ “ฮั้วเลือก สว.” ต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งต่อไป
ซึ่งสิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงแค่การปรับเปลี่ยนรายชื่อ สว. ในสภาเท่านั้น แต่อาจสั่นคลอนไปถึง “ตึกไทยคู่ฟ้า” และเสถียรภาพของฝ่ายบริหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 3 มิติสำคัญที่สังคมไทยต้องตระหนักและเตรียมมาตรการรองรับ ก่อนที่พายุการเมืองลูกใหม่จะพัดกระหน่ำจนระบบกลไกของรัฐต้องหยุดชะงัก
มิติที่ 1 : “เดดล็อก” สว. กับกลไกสำรองที่ยังไปต่อได้
ในกรณีที่ กกต. ยื่นฟ้อง สว. รายบุคคลต่อศาลฎีกา ตามมาตรา 65 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น
แรงกระเพื่อมในสภาสูงจะเริ่มขึ้นตรงนี้ หากมี สว. จำนวนมากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่พร้อมกัน แต่ในเชิงระบบแล้วสภาจะไม่เกิดภาวะ “สุญญากาศ” เนื่องจากกฎหมายถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบ “เลื่อนรายชื่อสำรอง” ขึ้นมาแทนที่ทันที
.png)
เว้นเสียแต่ว่าบัญชีสำรองในกลุ่มนั้นๆ จะหมดลงจนไม่สามารถทำงานได้ จึงจะนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อมเฉพาะกลุ่มและพื้นที่ที่มีปัญหา ดังนั้น ในแง่ของฝ่ายนิติบัญญัติ (สว.) ระบบยังมีวาล์วระบายความดันที่รองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ โดยไม่ต้องถึงขั้นล้มกระดานเลือกใหม่ทั้งหมด 200 คน
มิติที่ 2 : ช่องว่างทางกฎหมาย และ “กับดัก”เสถียรภาพฝ่ายบริหาร
ความซับซ้อนจะเกิดขึ้นทันที หากผลการสืบสวนของ กกต. สาวไส้ไปพบว่า มี “นายกรัฐมนตรี” หรือ “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลปัจจุบัน เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นผู้สนับสนุนหรือจัดตั้งการ “ฮั้ว” ในครั้งนี้ ในทางกฎหมายมหาชน เกิดข้อจำกัดทางเทคนิคที่น่าคิด คือ คำร้องคดีเลือกตั้งของ กกต. ต่อศาลฎีกา ไม่สามารถสั่งให้ นายกฯ หรือ รัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายบริหารได้ เพราะศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในตำแหน่ง สว. หรือผู้สมัคร สว. เท่านั้น
สิ่งนี้จะกลายเป็น “ช่องว่างและกับดัก” ที่ทำให้รัฐมนตรีผู้ถูกกล่าวหายังคงกุมอำนาจบริหารประเทศต่อไปได้ในระหว่างที่คดีเลือกตั้งยังไม่สิ้นสุด ซึ่งจะสร้างวิกฤตศรัทธาและความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมที่มองว่า “ผู้บริหารประเทศขาดความชอบธรรมทางจริยธรรมไปแล้ว”
อย่างไรก็ตาม สังคมต้องตระหนักว่ายังมีกลไก“ขนาน” อีก 2 ช่องทางที่จะทำลายเดดล็อกนี้ได้
ช่องทางที่ 1 :
การยื่นเรื่องต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” (ประเด็นจริยธรรม)ตามรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กระบวนการคือ สส. หรือ สว. (ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด) หรือ กกต. เอง สามารถยื่นเรื่องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ จากพฤติกรรม “ฮั้ว สว.” หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้ นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีผู้นั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งฝ่ายบริหารไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยได้
ช่องทางที่ 2 :
การยื่นเรื่องต่อ “ป.ป.ช.” (คดีทุจริต/อาญา) การที่เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง (นายกฯ/รัฐมนตรี) เข้าไปแทรกแซงหรือทุจริตการเลือก สว. ถือเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กระบวนการคือ ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน หาก ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วมีมูล และยื่นฟ้องต่อ ศาลฎีกาแผนก
คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อศาลรับฟ้องแล้ว นายกฯ หรือรัฐมนตรีผู้นั้นจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ตามกฎหมาย ป.ป.ช.
มิติที่ 3 : ทางสองแพร่งของการแก้รัฐธรรมนูญ “แก้ก่อนเลือกใหม่” ดีที่สุด?
เมื่อเกิดปัญหาระบบ สว. บิดเบี้ยวข้อเสนอเรื่องการ “เร่งรีบแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ” ก่อนที่จะมีการเลือก สว.ทดแทนหรือรอบใหม่ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง
ซึ่งเรื่องนี้เป็นดาบสองคมที่สังคมต้องมองอย่างรอบด้าน
หากเลือกที่จะ “แก้กฎหมายก่อน”: ข้อดีคือเป็นการปิดสวิตช์กติกาเจ้าปัญหา (การเลือกกันเองแบบไขว้กลุ่ม) เพื่อไม่ให้เกิดวงจร “ทุจริตซ้ำซาก” ในการเลือกตั้งซ่อม แต่ข้อจำกัดร้ายแรงคือ “เวลา” เพราะการแก้รัฐธรรมนูญหรือ พ.ร.ป. ต้องใช้กระบวนการรัฐสภาที่ยืดเยื้อ และอาจต้องทำประชามติ ซึ่งอาจลากยาวจนเกิดภาวะ “สภาอัมพาต” หากจำนวน สว. ที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอต่อการผ่านกฎหมายสำคัญ
หากเลือกที่จะ “เดินหน้าตามกติกาเดิม”: ข้อดีคือความรวดเร็วในการเติมคนเข้าสภาผ่านบัญชีสำรองเพื่อให้กลไกอนุมัติกฎหมายและตรวจสอบรัฐบาลเดินหน้าต่อได้ แต่ข้อเสียคือ สังคมจะต้องยอมจำนนและทนอยู่กับระบบที่ทุกคนรู้ดีว่ามีแผลพุพอง
ข้อเสนอแนะ : มาตรการรองรับที่สังคมไทยต้อง เตรียมพร้อม
เพื่อไม่ให้ประเทศชาติตกหล่นลงไปในหลุมพรางของวิกฤตการเมืองรอบใหม่ สังคมไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องวางมาตรการรองรับล่วงหน้า ดังนี้ :
1. กกต. ต้องเปิดเผยพยานหลักฐานอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว : เพื่อลดข้อครหาเรื่องกลั่นแกล้งทางการเมือง และสร้างความชอบธรรมให้แก่กระบวนการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา
2. ภาคประชาชนและฝ่ายค้านต้องเตรียมใช้กลไกคู่ขนานทันที : หากปรากฏชื่อคนในรัฐบาลเกี่ยวข้องกับการฮั้ว ต้องไม่รอผลคดีเลือกตั้งของศาลฎีกาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้กลไกยื่น ป.ป.ช. หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ ควบคู่กันไปเพื่อกดดันทางกฎหมายไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้ช่องว่างนี้ในการฟอกตัว
3. รัฐสภาต้องเตรียมกรอบเวลา “แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเร่งด่วน” : ควรกำหนด “ร่างแก้ไขเพิ่มเติมพิมพ์เขียว” ล่วงหน้าในประเด็นการได้มาซึ่ง สว. เพื่อที่ว่าหากเกิดวิกฤตจนระบบเดิมไปต่อไม่ได้ จะสามารถหยิบร่างนี้ขึ้นมาพิจารณาแปรญัตติได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
บทสรุป
วิกฤตการณ์ “ฮั้ว สว.” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของสภาสูง แต่เป็นวิกฤตการรวบอำนาจของบ้านเมือง เพราะเมื่อกลุ่มการเมืองควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ก็สามารถควบคุมองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้ มันคือการรวบอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล และนำไปสู่ระบบเผด็จการโดยทุนสามานย์
การเตรียมความพร้อมของฝ่ายตุลาการ ความเข้าใจในข้อจำกัดทางกฎหมาย และการมีมาตรการรองรับที่ฉับไว จึงเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้สังคมไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยบาดเจ็บน้อยที่สุด
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี