วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ในโลกของการบริหารนโยบายสาธารณะ มีคำกล่าวหนึ่งที่มักเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “นโยบายเจตนาดี แต่ออกแบบระบบผิดพลาด”
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ เมื่อกองทุนที่เคยพึ่งพาตนเองได้ในช่วงปี 2561-2567 กลับต้องเผชิญวิกฤตสภาพคล่องอย่างรุนแรงจนต้องกลับมาขอเงินงบประมาณแผ่นดินนับหมื่นล้านบาทอุ้มชู พร้อมกับตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์มีผู้ผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 2.3 ล้านราย จากผู้กู้ทั้งหมด 3.6 ล้านราย
บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงคุณค่าของนโยบายนี้ บาดแผลทางเทคนิคปฏิบัติ ปัจจัยที่ทำให้ระบบล้มเหลว และทางออกที่ไม่ใช่การ “ทุบทิ้ง” แต่เป็นการ “รื้อโครงสร้างวิธีคิด”
1. คุณค่าที่ต้องรักษา : กยศ. คือสะพานลดความเหลื่อมล้ำที่ไม่ควรถูกทำลาย
แนวคิดพื้นฐานของ กยศ. ที่มุ่งหวังให้บุตรหลานจากครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระดับสูง คือสิ่งที่ “ถูกต้อง เที่ยงธรรม และควรได้รับการส่งเสริมอย่างที่สุด”
การศึกษาคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการเลื่อนชั้นทางสังคม (Social Mobility) หากปราศจาก กยศ. เด็กยากจนจำนวนมหาศาลจะต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา กลายเป็นแรงงานทักษะต่ำ และติดอยู่ใน “กับดักความยากจนข้ามรุ่น”
กยศ. จึงไม่ใช่งานสงเคราะห์ แต่คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างเม็ดเงินภาษีและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ประโยชน์ของกองทุนนี้มีเชิงประจักษ์ เพราะได้เปลี่ยนชีวิตเด็กลูกชาวบ้านให้กลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและผู้ประกอบการมาแล้วนับไม่ถ้วน
2. บาดแผลทางปฏิบัติการ : เมื่อ “รัฐ” ตั้งตัวเป็น “ธนาคาร”
วิกฤตของ กยศ. ในปัจจุบัน แยกออกเป็น2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ปัญหาเชิงพฤติกรรม (MoralHazard) และ ปัญหาทางเทคนิคขั้นรุนแรงในระบบปฏิบัติการ ดังนี้
● ปัญหาเชิงพฤติกรรม : ชาวบ้านมอง “เงินรัฐคือเงินฟรี”
เมื่อรัฐบาลทำตัวเป็นเจ้าหนี้ โครงสร้างการจูงใจจึงบิดเบี้ยว ผู้กู้บางส่วน ที่อยู่กับระบบอุปถัมภ์มองรัฐหรือผู้มีอำนาจว่าต้องช่วยเหลืออุปถัมภ์
จึงมองเงินกู้ กยศ. เป็นสวัสดิการ สงเคราะห์หรือเงินช่วยเหลือ ประกอบกับดอกเบี้ยที่ต่ำมากและไม่มีการติดตามทวงถามอย่างใกล้ชิด
เมื่อผู้จบใหม่ และครอบครัวของเขาเผชิญค่าครองชีพที่สูงและมีหนี้หลายก้อน (เช่น หนี้ธนาคาร หนี้นอกระบบหนี้บัตรเครดิต หนี้รถยนต์) พวกเขาจึงเลือกจ่ายหนี้ ประเภทอื่นรวมถึงสถาบันการเงินที่คิดดอกเบี้ยแพงและทวงถามอย่างจริงจังก่อน ส่วนเงินกู้ กยศ.ดอกเบี้ยต่ำ ติดตามทวงถามก็น้อย จึงถูกผลัก การชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ในอันดับสุดท้ายเสมอ
.jpg)
● วิกฤตทางเทคนิค : ระบบรวนและการหักเงินที่ขาดการประมวลผลที่แม่นยำ
● ระบบไอทีล้มเหลว : แอปพลิเคชัน กยศ. Connectไม่อัปเดตแบบ Real-time ข้อมูลระบบเก่าและระบบใหม่ภายใต้ พ.ร.บ.กยศ. ฉบับปี 2566 (ที่เปลี่ยนไปหักเงินต้นก่อนดอกเบี้ย) ไม่เชื่อมโยงกัน ยอดหนี้ผันผวนสร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้กู้
● มาตรการ Auto Debit ผิดพลาด : การสั่งตัดเงินเกลี้ยงบัญชีออมทรัพย์รายปีในครั้งเดียวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำลายการดำรงชีพของผู้กู้ ซ้ำร้ายยังเกิดการหักเงินซ้ำซ้อนในกลุ่ม “คนดี” ที่จ่ายตรงเวลา หรือกระทั่งคนที่ “ปิดยอดบัญชีไปแล้วหลายปี” แต่สถานะหนี้ในระบบไม่ปรับปรุง
● ช่องทางการสื่อสารล้มเหลว : เมื่อเกิดปัญหาระบบรวน Call Center กลับอัมพาต ทอดทิ้งให้ลูกหนี้เผชิญชะตากรรมโดยไม่มีผู้ชี้แจง
3. ทางออกเชิงปฏิรูป : อย่ายุบ กยศ. แต่ต้อง “ยุบวิธีคิดแบบราชการ”
การแก้ปัญหาระบบรวนหรือการไล่บี้ทวงหนี้แบบเดิมเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทางออกที่ยั่งยืนคือการ เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการเป็น “ธนาคาร” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” โดยดึงสถาบันการเงินมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ
“ระบบราชการไม่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินสินเชื่อ บริหารบัญชี หรือติดตามหนี้ เท่ากับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐที่มีสิ่งเหล่านี้เป็นอาชีพหลัก”
กลไกการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ :
1. ให้ธนาคารเป็นผู้ปล่อยกู้ รัฐค้ำประกันความเสี่ยงบางส่วน : เปลี่ยนให้ธนาคารเป็นผู้ปล่อยกู้และบริหารบัญชีทั้งหมด โดยรัฐบาลทำสัญญาแบ่งเบาความเสี่ยง (Risk Sharing) เช่น หากเกิด NPL รัฐช่วยรับผิดชอบเช่น 20-40% ของหนี้เสีย ธนาคารรับผิดชอบส่วนที่เหลือ เพื่อให้ธนาคารยังคงมีแรงจูงใจในการคัดกรองและติดตามหนี้อย่างรอบคอบ (ข้อควรระวัง : ต้องเป็น
ความลับทางการค้า ห้ามให้ผู้กู้รู้ว่ารัฐค้ำประกัน มิฉะนั้นวินัยทางการเงินของผู้กู้ยืมจะพังทลายทันที)
2. ใช้กลไกอุดหนุนดอกเบี้ย (Interest Subsidy) สร้างแรงจูงใจ : รัฐไม่ต้องเอาเงินก้อนไปปล่อยกู้เอง แต่เอาเงินงบประมาณมา“ช่วยจ่ายดอกเบี้ย” ให้กับผู้กู้ที่มีวินัย สมมุติธนาคารคิดดอกเบี้ย 8%ต่อปี หากผู้กู้จ่ายตรงเวลา รัฐอาจช่วยออกให้ 4-5% (คนละครึ่ง) ทำให้ผู้กู้จ่ายจริงต่ำมาก แต่ถ้าใครผิดนัดชำระหนี้ รัฐจะไม่จ่ายเงินอุดหนุนดอกเบี้ย และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมายของธนาคารพาณิชย์
3. เปลี่ยนหนี้ให้เป็น “เครดิตชีวิต” : การให้เยาวชนเข้าสู่ระบบธนาคารตั้งแต่เรียน จะช่วยสร้างประวัติทางการเงินในเครดิตบูโร หากพวกเขารักษาวินัยชำระหนี้กยศ. ได้ดี เมื่อเรียนจบและต้องการทำธุรกิจ สตาร์ทอัพ หรือซื้อบ้าน ประวัติเครดิตที่ดีนี้จะกลายเป็นใบเบิกทางให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
4. ผลกระทบฉากทัศน์ (Scenario) หากเลือกที่จะ “ยกเลิก” นโยบาย กยศ.
หากรัฐบาลถอดใจและเลือกที่จะยกเลิกนโยบายนี้เนื่องจากทนแบกรับภาระหนี้เสียไม่ไหว ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตการณ์ 3 ด้านทันที :
● วิกฤตความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาดิ่งลึก : เด็กยากจนนับแสนคนต่อปีจะหมดสิทธิ์เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย เกิดภาวะสมองไหลออกนอกระบบการศึกษา (Education Dropouts)
● ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวหดหาย :ประเทศจะขาดแคลนแรงงานทักษะสูง (High-skilled labor) ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคต ทำให้ประเทศติดหล่มอยู่กับกับดักรายได้ปานกลางต่อไป
● ปัญหาสังคมเพิ่มขึ้น : เยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาและขาดทางเลือกในชีวิต มีแนวโน้มจะหลุดเข้าสู่วงจรอภิสิทธิ์ชน สีเทา หรือกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเนื่องจากไร้ต้นทุนทางสังคม
บทสรุป
กยศ. คือนโยบายที่มีโครงสร้างเจตนาอันดีงามและสร้างประโยชน์ให้ประเทศอย่างมหาศาล ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่ความผิดของตัวแนวคิด แต่เป็นความล้มเหลวของ “วิธีการจัดการแบบราชการ” ที่พยายามฝืนทำในสิ่งที่ไม่ถนัด
ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องถอยออกจากการเป็น“คนปล่อยกู้และคนทวงหนี้” แล้วผันตัวไปอยู่เบื้องหลังในฐานะ “ผู้ค้ำประกันความเสี่ยงและผู้ให้รางวัลคนมีวินัย” ปล่อยให้ระบบการเงินมืออาชีพทำหน้าที่ของมัน เพื่อรักษาความฝันของเด็กยากจนรุ่นต่อไปควบคู่ไปกับการสร้างวินัยทางการเงินที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ประชดเจ็บ! บอกทหารวางปืน ตั้งโต๊ะเจรจา หลัง'กลาโหมห้ามใช้คำว่าไล่ล่า
เสียงจากชาวเตหะราน ยอมแลกชีวิตหยุดวงจรสงคราม ซัดสหรัฐซื้อเวลาค่อยๆทำลายอิหร่าน
ลีเดีย ทำไอจีแทบลุกเป็นไฟ ปล่อยแฟชั่นเซ็ตสุดแซ่บฉลองวัย 39 ปี
Bitkub แจงปม ‘ก.ล.ต.’ กล่าวโทษ ชี้เป็นเหตุการณ์ปี 64 ย้ำทรัพย์สินลูกค้าครบถ้วน-ปลอดภัย
‘มท.2’ บุกกวาดล้างโรงแรมเถื่อน-นอมินีภูเก็ต ปัดสายตรงผู้มีอิทธิพลขอเคลียร์ ย้ำชัด ‘ทำผิดต้องจับ ไม่มีเคลียร์’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี