นับจากรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา เราถูกหลอกให้เชื่อว่า “องค์กรอิสระ” คือเกราะป้องกันระบอบประชาธิปไตย คือผู้พิทักษ์ความถูกต้องที่จะยืนหยัดเหนือเกมการเมือง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสามทศวรรษความจริงอันขมขื่นได้ปรากฏชัดเจน:
องค์กรเหล่านี้ถูกแทรกแซง จนไม่ได้เป็น “อิสระ”อย่างที่อ้าง แต่กลายเป็นเครื่องมืออันคมกริบของ “ทุนนิยมสามานย์” และ “เครือข่ายบ้านใหญ่” ที่ใช้กำจัดศัตรูทางการเมืองและแช่แข็งอำนาจรัฐให้หยุดนิ่งเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ที่ถูกวิพากษ์จนสั่นคลอนหมดความเชื่อถือ
จาก “ความหวัง” สู่ “อิทธิพลครอบงำ”
ในยุคแรก กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ เคยเปี่ยมไปด้วยพลังและเจตจำนงในการปฏิรูป แต่ภาพลวงตาเหล่านั้นพังทลายลงเมื่อกระบวนการ “ยึดครอง”
เริ่มต้นขึ้น ผ่านระบบสรรหาที่ฉ้อฉล การคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งกลายเป็น “โควตา” ของกลุ่มอำนาจนิยมที่คัดสรรเอาคนที่มีสายสัมพันธ์หรืออุดมการณ์สอดคล้องกับพรรคการเมืองใหญ่หรือกลุ่มทุน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการวินิจฉัยจะผ่าน “ฟิลเตอร์” ของผลประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติ
ปัจจุบัน องค์กรอิสระตกอยู่ในสภาวะ “ติดหล่ม” อย่างสมบูรณ์ :
• ตุลาการศาลรธน. : การตีความกฎหมายที่เกินขอบเขต ถูกกล่าวหาว่าเอื้อต่อการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม แทรกแซงอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ
• กกต. และป.ป.ช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักมากถึงการเลือกปฏิบัติ ไม่เที่ยงธรรม เล่นพรรคเล่นพวก จนจะหมดความน่าเชื่อถือ
• มาตรฐานคู่ขนาน (Double Standard) : การดำเนินคดีที่รวดเร็วกับฝ่ายหนึ่ง แต่เชื่องช้าหรือไร้ผลกับอีกฝ่ายหนึ่ง ทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมจนไม่เหลือชิ้นดี
• การเลือกปฏิบัติเชิงยุทธศาสตร์ : องค์กรเหล่านี้ใช้กลไกทางกฎหมาย ปกป้องคุ้มครองคนของพรรคการเมืองบางพรรค
“สกัดกั้น” หรือ “ทำลาย” ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของพรรคที่เป็นผู้สนับสนุนตนเอง ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าองค์กรอิสระไม่ใช่ “ผู้ตัดสินที่เป็นกลาง” แต่เป็น “ผู้เล่นในสนามการเมือง” อีกฝ่ายหนึ่ง
• ระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึก : เมื่อที่มาของกรรมการองค์กรอิสระเหล่านี้ ยึดโยงกับวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่มาจากการจัดตั้งของพรรคการเมืองบางพรรค วงจรนี้จึงไม่มีวันจบสิ้น ตราบเท่าที่ระบบสรรหายังคงเปิดช่องให้ “ทุนบ้านใหญ่” และพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้
ทางออกเดียวคือ “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยประชาชน
เราไม่อาจยอมให้บ้านเมืองเสื่อมถอยไปมากกว่านี้ จนประชาชนต้องสิ้นหวังถึงขั้นโหยหาการยึดอำนาจเพื่อ “ล้างระบบ” อีกต่อไป
ทางออกที่สง่างามและยั่งยืนที่สุดคือการ “รื้อและสร้างใหม่” ผ่านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องเลิกเพิกเฉยและรัฐสภาต้องริเริ่มกระบวนการ กระทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลของการลงประชามติ 22 ล้านเสียง โดยด่วน!
.jpg)
หัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีมาตรการ “ผ่าตัดใหญ่” ดังนี้ :
1.ปฏิวัติการสรรหา : ยกเลิกโครงสร้างที่เอื้อต่อการจัดตั้งโดยกลุ่มการเมือง เปลี่ยนไปสู่ระบบที่ภาคประชาสังคมวิชาการ และตัวแทนประชาชนมีอำนาจตัดสินใจจริง
ต้องไม่มีเงาของวุฒิสภาสีน้ำเงิน ชุดที่ผ่านกระบวนการสรรหาที่จัดตั้งโดยกลุ่มอำนาจการเมืองมาคอยชี้เป็นชี้ตาย
2.สมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งไม่ใช่แบ่งเขตเลือกตั้งโดยพื้นที่ เพราะจะได้สว. สายพันธุ์เดียวหรือ ดีเอ็นเอเดียวกันกับสส. แต่ สว.ต้องเป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพ
ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ลงทะเบียนกับกกต. ว่าตนมีอาชีพใดโดยเลือกหนึ่งอาชีพ (หากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มี 40 ล้านคน ถ้ามี 20 กลุ่มอาชีพ) กลุ่มอาชีพหนึ่งจะมีผู้ลงทะเบียนเฉลี่ย 2 ล้านคน ถ้ากลุ่มอาชีพใดมีจำนวนประชากรสูงก็ให้มีจำนวนสว.มากตามสัดส่วน
ให้ผู้สนใจสมัครเป็นสว.ในแต่ละกลุ่มอาชีพ แล้วให้ประชาชนทั้ง 77 จังหวัดในกลุ่มอาชีพนั้น เป็นผู้เลือก การซื้อเสียง อิทธิพลบ้านใหญ่ และพรรคการเมือง จะมีอิทธิพลน้อยมาก ผู้สมัครที่มีวุฒิภาวะ คุณวุฒิและมีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ จะมีโอกาสได้รับเลือก วุฒิสภาจึงเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายอาชีพ
3.กลไกตรวจสอบถอดถอนที่ทรงพลัง : สว. และองค์กรอิสระต้องถูกตรวจสอบได้! รัฐธรรมนูญใหม่ต้องบัญญัติช่องทางที่ชัดเจนและรวดเร็วสำหรับการ “ถอดถอน”กรรมการองค์กรอิสระหากมีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ ทุจริตละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือขาดจริยธรรม
โดยต้องเป็นกลไกที่ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้จริง
ไม่ใช่ให้ประธานสภาที่มาจากพรรคการเมืองมีอำนาจล้นเกิน (ผ่านดุลยพินิจ) ที่ไม่มีกรอบเวลา จนองค์กรอิสระเหล่านี้เป็นอภิสิทธิ์ชนที่แตะต้องไม่ได้
4.คืนอำนาจให้ความยุติธรรม : จำกัดอำนาจศาลรธน.และองค์กรอิสระให้อยู่ในขอบเขตแห่งรัฐธรรมนูญ ห้ามไม่ให้มีการตีความกฎหมายเพื่อล้มล้างเจตจำนงของประชาชน เช่น:
ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าประชาชน เป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับใช้อำนาจตีความไปว่าผู้ที่จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่อไป จะต้องไม่มีที่มามาจากการเลือกของประชาชนโดยตรง จึงเป็นเรื่องแปลกที่ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญคือประชาชนไม่สามารถจะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เพราะถูกองค์กรที่มาจากรัฐธรรมนูญวินิจฉัยห้ามไว้
บทสรุป : หยุดการเมืองผูกขาดก่อนจะสายเกินแก้
การดื้อแพ่งของระบบเดิมที่พยายามยื้อสถานะ“ผู้คุมกฎ” ไว้ จะนำพาประเทศไทยไปสู่ทางตัน ความเสื่อมถอยทางจริยธรรมขององค์กรอิสระ
ไม่ใช่ความล้มเหลวเฉพาะจุด แต่เป็นความล้มเหลวของโครงสร้างอำนาจที่ผูกขาดโดยทุนนิยมสามานย์ ยึดครองวุฒิสภาและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เซาะกร่อนบ่อนทำลาย
ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หากผู้มีอำนาจและคนไทยยังคงนิ่งเฉย หรือพยายามประนีประนอมกับระบบที่เน่าเฟะนี้ ประวัติศาสตร์จะจารึกว่าท่านไม่ต่างจากผู้สมรู้ร่วมคิดในการทำลายระบอบประชาธิปไตย
ประเทศชาติไม่ควรจะกลับไปสู่วังวนปฏิวัติรัฐประหาร ถึงเวลาที่ประชาชนต้องทวงคืนความยุติธรรมผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจัดระเบียบองค์กรอิสระและวุฒิสภาให้กลับมาทำหน้าที่ของมันอย่างแท้จริง
เพื่ออนาคตที่อำนาจไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี