วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569
นับจากรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา เราถูกหลอกให้เชื่อว่า “องค์กรอิสระ” คือเกราะป้องกันระบอบประชาธิปไตย คือผู้พิทักษ์ความถูกต้องที่จะยืนหยัดเหนือเกมการเมือง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสามทศวรรษความจริงอันขมขื่นได้ปรากฏชัดเจน:
องค์กรเหล่านี้ถูกแทรกแซง จนไม่ได้เป็น “อิสระ”อย่างที่อ้าง แต่กลายเป็นเครื่องมืออันคมกริบของ “ทุนนิยมสามานย์” และ “เครือข่ายบ้านใหญ่” ที่ใช้กำจัดศัตรูทางการเมืองและแช่แข็งอำนาจรัฐให้หยุดนิ่งเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ที่ถูกวิพากษ์จนสั่นคลอนหมดความเชื่อถือ
จาก “ความหวัง” สู่ “อิทธิพลครอบงำ”
ในยุคแรก กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ เคยเปี่ยมไปด้วยพลังและเจตจำนงในการปฏิรูป แต่ภาพลวงตาเหล่านั้นพังทลายลงเมื่อกระบวนการ “ยึดครอง”
เริ่มต้นขึ้น ผ่านระบบสรรหาที่ฉ้อฉล การคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งกลายเป็น “โควตา” ของกลุ่มอำนาจนิยมที่คัดสรรเอาคนที่มีสายสัมพันธ์หรืออุดมการณ์สอดคล้องกับพรรคการเมืองใหญ่หรือกลุ่มทุน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการวินิจฉัยจะผ่าน “ฟิลเตอร์” ของผลประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติ
ปัจจุบัน องค์กรอิสระตกอยู่ในสภาวะ “ติดหล่ม” อย่างสมบูรณ์ :
• ตุลาการศาลรธน. : การตีความกฎหมายที่เกินขอบเขต ถูกกล่าวหาว่าเอื้อต่อการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม แทรกแซงอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ
• กกต. และป.ป.ช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักมากถึงการเลือกปฏิบัติ ไม่เที่ยงธรรม เล่นพรรคเล่นพวก จนจะหมดความน่าเชื่อถือ
• มาตรฐานคู่ขนาน (Double Standard) : การดำเนินคดีที่รวดเร็วกับฝ่ายหนึ่ง แต่เชื่องช้าหรือไร้ผลกับอีกฝ่ายหนึ่ง ทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมจนไม่เหลือชิ้นดี
• การเลือกปฏิบัติเชิงยุทธศาสตร์ : องค์กรเหล่านี้ใช้กลไกทางกฎหมาย ปกป้องคุ้มครองคนของพรรคการเมืองบางพรรค
“สกัดกั้น” หรือ “ทำลาย” ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของพรรคที่เป็นผู้สนับสนุนตนเอง ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าองค์กรอิสระไม่ใช่ “ผู้ตัดสินที่เป็นกลาง” แต่เป็น “ผู้เล่นในสนามการเมือง” อีกฝ่ายหนึ่ง
• ระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึก : เมื่อที่มาของกรรมการองค์กรอิสระเหล่านี้ ยึดโยงกับวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่มาจากการจัดตั้งของพรรคการเมืองบางพรรค วงจรนี้จึงไม่มีวันจบสิ้น ตราบเท่าที่ระบบสรรหายังคงเปิดช่องให้ “ทุนบ้านใหญ่” และพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้
ทางออกเดียวคือ “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยประชาชน
เราไม่อาจยอมให้บ้านเมืองเสื่อมถอยไปมากกว่านี้ จนประชาชนต้องสิ้นหวังถึงขั้นโหยหาการยึดอำนาจเพื่อ “ล้างระบบ” อีกต่อไป
ทางออกที่สง่างามและยั่งยืนที่สุดคือการ “รื้อและสร้างใหม่” ผ่านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องเลิกเพิกเฉยและรัฐสภาต้องริเริ่มกระบวนการ กระทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลของการลงประชามติ 22 ล้านเสียง โดยด่วน!
.jpg)
หัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีมาตรการ “ผ่าตัดใหญ่” ดังนี้ :
1.ปฏิวัติการสรรหา : ยกเลิกโครงสร้างที่เอื้อต่อการจัดตั้งโดยกลุ่มการเมือง เปลี่ยนไปสู่ระบบที่ภาคประชาสังคมวิชาการ และตัวแทนประชาชนมีอำนาจตัดสินใจจริง
ต้องไม่มีเงาของวุฒิสภาสีน้ำเงิน ชุดที่ผ่านกระบวนการสรรหาที่จัดตั้งโดยกลุ่มอำนาจการเมืองมาคอยชี้เป็นชี้ตาย
2.สมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งไม่ใช่แบ่งเขตเลือกตั้งโดยพื้นที่ เพราะจะได้สว. สายพันธุ์เดียวหรือ ดีเอ็นเอเดียวกันกับสส. แต่ สว.ต้องเป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพ
ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ลงทะเบียนกับกกต. ว่าตนมีอาชีพใดโดยเลือกหนึ่งอาชีพ (หากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มี 40 ล้านคน ถ้ามี 20 กลุ่มอาชีพ) กลุ่มอาชีพหนึ่งจะมีผู้ลงทะเบียนเฉลี่ย 2 ล้านคน ถ้ากลุ่มอาชีพใดมีจำนวนประชากรสูงก็ให้มีจำนวนสว.มากตามสัดส่วน
ให้ผู้สนใจสมัครเป็นสว.ในแต่ละกลุ่มอาชีพ แล้วให้ประชาชนทั้ง 77 จังหวัดในกลุ่มอาชีพนั้น เป็นผู้เลือก การซื้อเสียง อิทธิพลบ้านใหญ่ และพรรคการเมือง จะมีอิทธิพลน้อยมาก ผู้สมัครที่มีวุฒิภาวะ คุณวุฒิและมีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ จะมีโอกาสได้รับเลือก วุฒิสภาจึงเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายอาชีพ
3.กลไกตรวจสอบถอดถอนที่ทรงพลัง : สว. และองค์กรอิสระต้องถูกตรวจสอบได้! รัฐธรรมนูญใหม่ต้องบัญญัติช่องทางที่ชัดเจนและรวดเร็วสำหรับการ “ถอดถอน”กรรมการองค์กรอิสระหากมีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ ทุจริตละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือขาดจริยธรรม
โดยต้องเป็นกลไกที่ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้จริง
ไม่ใช่ให้ประธานสภาที่มาจากพรรคการเมืองมีอำนาจล้นเกิน (ผ่านดุลยพินิจ) ที่ไม่มีกรอบเวลา จนองค์กรอิสระเหล่านี้เป็นอภิสิทธิ์ชนที่แตะต้องไม่ได้
4.คืนอำนาจให้ความยุติธรรม : จำกัดอำนาจศาลรธน.และองค์กรอิสระให้อยู่ในขอบเขตแห่งรัฐธรรมนูญ ห้ามไม่ให้มีการตีความกฎหมายเพื่อล้มล้างเจตจำนงของประชาชน เช่น:
ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าประชาชน เป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับใช้อำนาจตีความไปว่าผู้ที่จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่อไป จะต้องไม่มีที่มามาจากการเลือกของประชาชนโดยตรง จึงเป็นเรื่องแปลกที่ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญคือประชาชนไม่สามารถจะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เพราะถูกองค์กรที่มาจากรัฐธรรมนูญวินิจฉัยห้ามไว้
บทสรุป : หยุดการเมืองผูกขาดก่อนจะสายเกินแก้
การดื้อแพ่งของระบบเดิมที่พยายามยื้อสถานะ“ผู้คุมกฎ” ไว้ จะนำพาประเทศไทยไปสู่ทางตัน ความเสื่อมถอยทางจริยธรรมขององค์กรอิสระ
ไม่ใช่ความล้มเหลวเฉพาะจุด แต่เป็นความล้มเหลวของโครงสร้างอำนาจที่ผูกขาดโดยทุนนิยมสามานย์ ยึดครองวุฒิสภาและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เซาะกร่อนบ่อนทำลาย
ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หากผู้มีอำนาจและคนไทยยังคงนิ่งเฉย หรือพยายามประนีประนอมกับระบบที่เน่าเฟะนี้ ประวัติศาสตร์จะจารึกว่าท่านไม่ต่างจากผู้สมรู้ร่วมคิดในการทำลายระบอบประชาธิปไตย
ประเทศชาติไม่ควรจะกลับไปสู่วังวนปฏิวัติรัฐประหาร ถึงเวลาที่ประชาชนต้องทวงคืนความยุติธรรมผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจัดระเบียบองค์กรอิสระและวุฒิสภาให้กลับมาทำหน้าที่ของมันอย่างแท้จริง
เพื่ออนาคตที่อำนาจไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ ทรงตรัสกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง
ไต้ฝุ่นดอลฟินจ่อถล่มญี่ปุ่น เคลื่อนเข้าใกล้โอกินาวา คาดลมกระโชกแรง 216 กม.ต่อชม.
ศาลฎีกายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีรถบัส มข. ชน น้องอาย นักศึกษาแพทย์เสียชีวิต แม่หวังเป็นบทเรียนทั้งสังคม
กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเพื่อเตรียมการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
‘ทักษิณ’ ร่วมสวดพระอภิธรรมศพ ‘พล.ต.ท.ผ่อน’ พ่อตา ‘อดีตนายกฯเศรษฐา’ แกนนำเพื่อไทยร่วมงานพรึ่บ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี