ในสภาวการณ์ที่หลักฐานเชิงประจักษ์แจ่มชัดต่อสายตาประชาชนว่า ระบบการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ควรจะเป็นเสาหลักแห่งสติปัญญาและการตรวจสอบของประเทศ กลับถูกวางโครงข่าย จัดตั้ง และ “ฮั้ว” กันอย่างเป็นขบวนการ
ภาพความเชื่อมโยงที่ปรากฏคล้ายด่านกลไกสามประสาน: ผู้บงการวางแผนและอุดหนุนทุนทรัพย์ (ที่มีชื่อ หัวหน้าพรรค รัฐมนตรี และ สส. พัวพัน) - ผู้เข้าสู่ตำแหน่ง สว. นับร้อยชีวิต - และกรรมการองค์กรอิสระที่ได้รับการเห็นชอบภายใต้อาณัติ
คำถามที่ดังหึ่มอยู่ในใจของสังคมเวลานี้ ไม่ใช่เพียงคำถามทางกฎหมายว่า “ใครจะถูกลงโทษ?” แต่เป็นคำถามเชิงมนุษยธรรมและจริยธรรม
ที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ “เรายังหลงเหลือ ‘ความละอายต่อบาป’ ในจิตใจของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะอยู่อีกหรือไม่?”
ทำไม “ความละอาย” จึงเป็นลมหายใจของบุคคลสาธารณะ?
กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญเป็นเพียง “เกราะนอก” ที่คอยตีตารางบังคับ แต่ “หิริ-โอตตัปปะ” (ความละอายและเกรงกลัวต่อความชั่ว) คือ “หัวใจ” ที่ขับเคลื่อนระบบ ศักดิ์ศรีของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะไม่ได้มาจากรถประจำตำแหน่ง หรือคำสรรเสริญในพิธีการ แต่มาจาก ความชอบธรรม(Legitimacy) ที่ประชาชนมอบให้
เมื่อบุคคลสาธารณะไร้ซึ่งความละอาย ย่อมมองอำนาจเป็นเพียงเครื่องมือตักตวงผลประโยชน์ และมองประชาชนเป็นเพียงหมากบนกระดาน แต่ในความเป็นจริง ลึกลงไปในจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเคยถลำลึกไปในวังวนแห่งผลประโยชน์เพียงใด ย่อมมีความปรารถนาที่จะเป็น “คนดี” และได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงซ่อนอยู่ ความละอายไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่คือ “เสียงเรียกแห่งสติ” ที่กระตุ้นให้เรากลับมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
สปิริตแห่งการสำนึก : แต่ละฝ่ายควรแสดงความรับผิดชอบอย่างไร?
หากเราเชื่อมั่นว่า “จิตสำนึก” ยังไม่ดับสูญ บุคคลสาธารณะในแต่ละส่วนเครือข่าย ควรกล้าหาญที่จะแสดงออกดังนี้:
1. กลุ่มผู้บริหาร ผู้กำหนดแผน และนักการเมือง (หัวหน้าพรรค, รัฐมนตรี, สส.)
ท่านคือผู้ถือแส้และคุมกุมกลไกการบริหารประเทศ การใช้อำนาจรัฐและทุนทรัพย์เพื่อการครอบงำนิติบัญญัติ คือการทำลายดุลยภาพแห่งอำนาจอย่างร้ายแรงที่สุด
ความละอายที่แท้จริงของท่าน ไม่ใช่การแก้ตัวข้างๆ คูๆ ดำเนินการโจมตีเพื่อด้อยค่าคนออกมาเปิดเผยข้อมูลพร้อมทั้ง ฟ้องปิดปาก
แต่คือการยับยั้งวงจรชั่วร้าย ยุติการแทรกแซง หยุดสั่งการ และกล้าที่จะยอมรับความจริงต่อสาธารณชนว่าระบบนี้มีความผิดพลาดและพร้อมคืนอำนาจเพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่บนความถูกต้อง
2. กลุ่มผู้ได้รับการเลือกเป็น สว. (นับร้อยชีวิต)
ท่านอาจเข้าสู่วงจรนี้ด้วยเงื่อนไข ข้อตกลง หรือสายสัมพันธ์ที่ยากจะปฏิเสธในขณะนั้น แต่เมื่อท่านสวมเสื้อครุยแห่งวุฒิสภา ท่านย่อมรู้แก่ใจดีว่า “การได้มา” นั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนหรือไม่
การนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานหรือสมาชิกวุฒิสภาที่ได้มาจากบล็อกโหวต ย่อมทำให้ทุกการยกมือและการอภิปรายของท่านสว.ไร้ซึ่งน้ำหนัก
การแสดงความละอายของ สว. คือการปฏิเสธการเป็น “หุ่นเชิด” หยุดรับฟังคำสั่งจากผู้มีอำนาจ และถอยออกมาเมื่อรู้ว่าตนเองคือส่วนหนึ่งของเงื่อนไขที่ทำลายสภา ทำลายระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3. กรรมการองค์กรอิสระ
ท่านคือ “ผู้ถือดุลยพินิจสุดท้าย” แห่งความยุติธรรม หากกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งของท่านมีมลทินจากการวิ่งเต้นหรือการตกลงแลกเปลี่ยน ศักดิ์ศรีขององค์กรอิสระทั้งระบบจะพังทลายลงในทันที
ความละอายของท่านคือการไม่ยอมเป็นเกราะคุ้มกันให้ผู้มีอำนาจ ละเว้นจากการลงมติในคดีที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และกล้าที่จะปฏิเสธสัญญามืดทุกฉบับที่เคยทำไว้ สวมวิญญาณของผู้กล้าทำตามหน้าที่ และจิตสำนึกส่วนลึกที่ดีของตน เพื่อสังคมไทยสักครั้ง
หากไร้ซึ่งความละอาย... บ้านเมืองจะเดินไปสู่จุดไหน?
หากผู้ปกครองและบุคคลสาธารณะสิ้นไร้ซึ่งความละอายใจอย่างสมบูรณ์ สังคมไทยจะตกอยู่ในภาวะ “วิกฤตความไว้วางใจ”(Crisis of Trust)
กฎหมายจะกลายเป็นเพียง “กระดาษที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์” เพราะประชาชนจะมองว่ากฎหมายมีไว้ใช้อภิสิทธิ์ชนบังคับคนยากจน
ระบบราชการและกระบวนการยุติธรรมจะกลายเป็นเครื่องมือรับใช้กลุ่มทุนและฝ่ายการเมือง
ความขัดแย้งในสังคมจะทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเมื่อช่องทางตามระบบถูกปิดตายด้วยการฮั้วและการสืบทอดอำนาจ สังคมจะสิ้นหวังและเลือกการปะทะนอกระบบในที่สุด
เสียงเรียกถึง “ผู้กล้า” : โอกาสสุดท้ายในการกอบกู้ศักดิ์ศรี
ประวัติศาสตร์ไม่ได้จารึกชื่อบุคคลจาก “ความยาวนานในการดำรงตำแหน่ง” แต่จารึกจาก “ความกล้าหาญในยามวิกฤต”
ถึงเวลาแล้วที่ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะในระบบฮั้ว สว. ครั้งนี้ - ไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายบริหารรัฐ วุฒิสภา ประธานวุฒิสภา หรือองค์กรอิสระ -จะต้องฟังเสียงหัวใจของตนเอง มนุษย์ทุกคนเคยผิดพลาดได้ แต่มีเพียง “ผู้กล้า” เท่านั้นที่กล้ายอมรับและแก้ไข
“การประกาศเจตนารมณ์ ถอดถอนตัวเองและลาออกจากตำแหน่งที่ไม่ชอบธรรม” ไม่ใช่การพ่ายแพ้ทางการเมือง แต่คือการสถาปนาชัยชนะทางจริยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
หากท่านกล้าถอยออกมาจากวงจรนี้ สังคมไทยจะไม่เพียงแค่ลืมความผิดพลาดในอดีตของท่าน แต่จะ “จารึกและให้อภัย” ในฐานะบุรุษและสตรีผู้กล้า ที่ยินดีสละลาภยศตำแหน่งส่วนตน เพื่อกอบกู้และฟื้นฟูจิตวิญญาณของประเทศไทยให้กลับคืนสู่วิถีแห่งความถูกต้องอีกครั้ง
ความละอายใจในวันนี้...คือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงในวันหน้า
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี