วันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 18-19 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ประชาสังคม และวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ จัดงานประชุมนานาชาติว่านวัตกรรมการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งปีนี้นับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ตลอดสองวันเวทีนี้รวมตัวแทนจากหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน โดยมีองค์กรระหว่างประเทศอย่างองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TransparencyInternational) ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย(ADB) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมบนเวที
ในฐานะคนจัดงาน ผมตั้งใจฟังทุกเวทีเพื่อหาคำตอบว่า คืออะไรที่ได้ผลจริงในการลดคอร์รัปชัน และอะไรที่เราเข้าใจผิดมาตลอด ผลที่ได้กลับมีบทเรียนที่ใช้ได้ทันทีมากกว่าที่คาด ต่อไปนี้คือสี่เรื่องที่ผมเก็บได้จากเวที พร้อมกับสิ่งที่ผมคิดว่าคนไทยควรรู้จากแต่ละเรื่อง
บทเรียนแรก: คอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป ฟร็องซัว วาเลรียงประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ขึ้นเปิดงานด้วยหลักการง่ายๆ นั่นคืออำนาจต้องถูกใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของคนที่กุมอำนาจ เขาบอกว่าธรรมาภิบาลที่ดีสร้างวงจรที่ดีงบประมาณถูกนำไปลงในสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน แล้ววนกลับมาเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น ส่วนคอร์รัปชันสร้างวงจรตรงกันข้าม คือความยากจนและบริการสาธารณะที่อ่อนแอ
เขาประเมินว่าโลกสูญเงินไปกับการติดสินบนและการยักยอกราวปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินก้อนนี้ไหลข้ามพรมแดนผ่านศูนย์กลางการเงินนอกอาณาเขต และผ่านคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้นทุกที เขายังชวนอ่านดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) เสียใหม่ ปกติเรามองมันเป็นตารางจัดอันดับว่าประเทศไหนโกงมากโกงน้อย แต่เขาเสนอให้มองมันเป็น “แผนที่การไหลของเงินสกปรก” ที่มักไหลจากประเทศซึ่งธรรมาภิบาลอ่อนแอ ไปจอดพักในประเทศที่ระบบการเงินแข็งแรง
พอมองแบบนี้ ความหมายก็เปลี่ยนทันที ประเทศปลายทางที่รับทรัพย์สินที่ถูกขโมยมาไม่ได้บริสุทธิ์ แต่มีส่วนรับผิดชอบพอๆ กับประเทศต้นทาง เขายังเตือนด้วยว่าเงินเหล่านี้มักไม่ได้ถูกนำไปลงทุนในสิ่งที่สร้างคุณค่า เช่น นวัตกรรม การวิจัยหรือการศึกษา แต่ไปจมอยู่กับอสังหาริมทรัพย์หรูและสินทรัพย์ทางการเงิน คอร์รัปชันจึงทำลายทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคมไปพร้อมกัน และนี่เองที่ทำให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) หลายข้อไปไม่ถึงฝั่ง
คนไทยควรรู้คือ เงินที่หายไปจากการโกงในไทยส่วนหนึ่งไม่ได้อยู่ในประเทศ แต่ถูกย้ายไปพักในต่างแดน การทวงคืนจึงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานไทยลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศปลายทางที่รับเงินไว้ และอันดับ CPI ที่เราพูดถึงกันทุกปี ควรอ่านในฐานะเส้นทางการไหลของเงิน ไม่ใช่แค่คะแนนสอบของประเทศ
บทเรียนที่สอง: การเปลี่ยนผ่านดิจิทัล คือการปฏิรูป ไม่ใช่แค่การอัปเกรดเครื่องมือ ในวงเสวนา “ธรรมาภิบาลในยุคดิจิทัล” เป็นที่ที่ผมได้ยินประโยคที่อยากเอามาแปะไว้เตือนตัวเอง เจมส์ แอนเดอร์สัน จากธนาคารโลก บอกว่าเทคโนโลยีไม่ใช่ “กระสุนเงิน” ที่ยิงทีเดียวจบ และเตือนว่าอย่าเอาเทคโนโลยีไปครอบขั้นตอนที่ห่วยอยู่แล้ว เพราะสุดท้ายเราจะได้แค่
“ขั้นตอนที่ห่วยในเวอร์ชันดิจิทัล” เขาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “ส่วนเสริมแบบอานาล็อก” ซึ่งก็คือพื้นฐานที่ต้องมีก่อน เช่น กฎหมายการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารระบบงบประมาณที่โปร่งใส และสื่อที่เป็นอิสระ พร้อมเสนอกรอบคิด“คน-กระบวนการ-เทคโนโลยี” ที่ต้องไปด้วยกันทั้งสามขา ไม่ใช่ลงทุนแต่ขาเทคโนโลยีขาเดียว เขาแนะนำตัวอย่างความสำเร็จว่า ให้เริ่มจากโครงการเล็กๆในระดับท้องถิ่นก่อน เช่น การบริหารทรัพย์สินหรืองานบริการของเทศบาล เพื่อสร้างผลลัพธ์ให้เห็น แล้วค่อยขยาย
รองศาสตราจารย์ ซอ คี เฮียน จากสิงคโปร์ เสริมว่าองค์กรอาจมีระบบดิจิทัลล้ำสมัยและทำรายงานออกมาสวยหรู แต่ก็ยังโกงได้อยู่ดี ถ้าวัฒนธรรมและค่านิยมข้างในยังอ่อนแอ คำที่เขาใช้คือต้องสร้าง “ความซื่อตรงจากภายใน”ให้จริยธรรมฝังอยู่ในวิธีคิดและการทำงานประจำวันของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ไม่ใช่อาศัยแค่ความกลัวการถูกลงโทษ เขายังเล่าถึงยุทธศาสตร์ SmartNation 2.0 ของสิงคโปร์ที่ใช้ AI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับทักษะดิจิทัลของประชาชน โดยเน้นเปิดทางให้นวัตกรรมเกิด มากกว่าเอาแต่ออกกฎมาคุม
ส่วนที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ที่สุดมาจากเกาหลีใต้ ยังฮี ซง จากคณะกรรมการ ACRC เล่าถึงระบบที่ออกแบบมาเพื่อ “ลดดุลพินิจ” ของเจ้าหน้าที่ลงให้มากที่สุด เพราะดุลพินิจคือช่องของการต่อรองและสินบน ฝั่งหน้าบ้านมีระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ KONEPS ที่ตัดการพบหน้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเอกชนออกไป และใช้ AI คอยจับรูปแบบการประมูลที่ผิดปกติ ส่วนฝั่งหลังบ้านมีระบบ d-Brain ที่ติดตามการเงินและบัญชีของหน่วยงานรัฐกว่า 15,000 แห่งแบบเรียลไทม์ และยังมีช่องทางอย่าง e-People และ Clean Portal ที่เข้ารหัสให้ประชาชนร้องเรียนและแจ้งเบาะแสได้อย่างปลอดภัย
แต่วงนี้ก็ไม่ได้มองโลกสวยอย่างเดียว เขาเตือนกันว่า AI เป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งช่วยจับทุจริต อีกด้านก็ถูกใช้สร้างภาพปลอม ปลอมหลักฐานหรือบิดเบือนข้อมูลได้ การรวมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ก็มีความเสี่ยงว่าวันหนึ่งรัฐอาจใช้มันสอดส่องประชาชนเกินขอบเขต และเทคโนโลยีมักวิ่งเร็วกว่ากฎหมายเสมอ ทางออกที่เขาเสนอจึงไม่ใช่การรีบออกกฎเข้มจนนวัตกรรมตาย แต่เป็นแนวทางที่ยืดหยุ่น เช่น แนวปฏิบัติเชิงบริหารและ “sandbox” ที่ให้ทดลองได้ภายใต้กรอบที่ดูแลอยู่
คนไทยควรรู้คือ ไทยมีเครื่องมือความโปร่งใสครบมือแล้ว ทั้งข้อมูลเปิดและระบบ e-procurement ปัญหาไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่คือข้อมูลที่ยังกระจัดกระจาย ช่องว่างดิจิทัลที่ทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง และวัฒนธรรมองค์กรที่ยังไม่พร้อมใช้เครื่องมือเหล่านั้นเต็มที่ ทางลัดที่ใช้ได้คือเริ่มปฏิรูปจากจุดเสี่ยงสูงสุดก่อน นั่นคือการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้จ่ายงบประมาณ
บทเรียนที่สาม: ถ้ามองไม่เห็นว่าใครได้ประโยชน์ตัวจริง เราก็สู้กันในความมืด วงเสวนาเรื่อง “ความโปร่งใสของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง”(Beneficial Ownership) คุณพัทธนันท์ ธัญญสิริ จากสำนักงาน ปปง. อธิบายว่าการระบุตัวผู้รับผลประโยชน์ตัวจริงคือหัวใจของการสืบสวนทางการเงินทุกคดีเพราะคนทำผิดจงใจซ่อนตัวอยู่หลังบริษัทและนิติบุคคล อย่างที่เราเห็นจากกรณี Panama Papers และ Pandora Papers ในบ้านเราเองก็เจอเรื่องนี้ผ่านปัญหา “นอมินี” ที่ให้คนอื่นถือครองที่ดินและธุรกิจแทนเพื่อปกปิดว่าใครคุมจริง ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ไทยต้องเร่งทำฐานข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงให้ครบและเชื่อมโยงกัน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง FATF
กรณีที่อยากเอามาเล่าต่อมากในวงนี้มาจากฟิลิปปินส์ คุณเจบี การ์กาเนราเล่าถึงการสืบสวนธุรกิจเหมืองแร่ที่สร้างผลกระทบหนักต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม แล้วพบว่าเบื้องหลังบริษัทเหมืองจำนวนมากคือนักการเมืองผู้มีอิทธิพล ที่ใช้คนใกล้ชิดถือหุ้นแทน ที่น่าสนใจคือ แม้ฟิลิปปินส์จะยังไม่มีกฎหมายให้เข้าถึงข้อมูลนี้อย่างเป็นระบบ แต่การสืบสวนเชิงลึกของสื่อ
บวกกับการรวมพลังของภาคประชาสังคมและชุมชนที่ได้รับผลกระทบก็ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนนโยบายได้จริง เขาพูดตรงๆ ว่ากฎหมายเรื่องนี้ผลักดันยาก เพราะมันไปแตะคนมีอำนาจโดยตรง
คุณไคริล ยูซอฟ จาก Sinar Project ของมาเลเซีย ให้กรอบว่ามีข้อมูลสามชุดที่ถ้าเชื่อมเข้าด้วยกันจะทรงพลังมาก คือข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง และข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(PEPs) พอต่อสามชุดนี้เข้าด้วยกัน เราจะเห็นว่าใครได้ประโยชน์จากการประมูลหรือการฮั้ว เขายกตัวอย่างมาเลเซียที่มีรัฐวิสาหกิจจำนวนมากทำงานคล้ายเอกชน จนเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ง่าย ความท้าทายจริงๆ ไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือข้อมูลกระจัดกระจายอยู่หลายที่และไม่ค่อยเปิดเผย เขาจึงย้ำว่ารัฐควรกำหนดมาตรฐานกลางในการเปิดเผยข้อมูล และต้องมีกฎหมายคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูลและนักข่าวสืบสวนควบคู่ไปด้วย ส่วน AI เขามองว่าช่วยรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลมหาศาลได้ แต่ต้องตรวจสอบความถูกต้องเสมอ เพราะข้อมูลเองก็ถูกปลอมด้วย AI ได้เหมือนกัน
คนไทยควรรู้คือ ปัญหานอมินีในไทย ไม่ว่าจะถือที่ดิน หุ้น หรือธุรกิจแทนคนอื่น คือคอร์รัปชันที่ซ่อนตัวแบบเดียวกับ Panama Papers ตราบใดที่เรายังตอบไม่ได้ว่าใครคือเจ้าของตัวจริง การปราบโกงก็เดินหน้าได้ยาก เรื่องนี้ผลักดันยากเพราะมักไปแตะคนมีอำนาจ แต่บทเรียนจากฟิลิปปินส์ชี้ว่า แม้ยังไม่มีกฎหมายที่สมบูรณ์ พลังของสื่อ ภาคประชาสังคม และกฎหมายคุ้มครองผู้เปิดโปง ก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
บทเรียนที่สี่: การป้องกันที่ฉลาดที่สุด ไม่ใช่ของใหม่ที่สุด แต่คือการรู้จุดอ่อนของตัวเอง วงสุดท้าย “From Corruption to Code” ว่าด้วยความเสี่ยงด้านความซื่อตรงที่มากับโลกไซเบอร์ เป็นวงที่ทำหน้าที่เหมือนเช็คความเป็นจริงให้พวกเรา ประเด็นแรกคือ คอร์รัปชันที่อาศัยเทคโนโลยี เช่น การปลอมเอกสาร การแฮ็กข้อมูล ไม่ใช่ความเสี่ยงใหม่ แต่ซับซ้อนขึ้นมาก ระบบตรวจสอบจึงต้องปรับตัว เชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อจับพฤติกรรมเสี่ยงให้ได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
สิ่งที่ผมรู้สึกว่าใกล้ตัวคนไทยมากคือเรื่องผลกระทบต่อ SME ธุรกิจเล็กๆเดินด้วยระบบความไว้เนื้อเชื่อใจ และความไว้ใจนี่แหละที่กลายเป็นจุดอ่อน เพราะไม่มีระบบตรวจสอบแบบองค์กรใหญ่ ทำให้ตกเป็นเป้าของการหลอกลวงได้ง่าย และบางครั้งก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือของอาชญากรรมโดยไม่รู้ตัว SME จึงต้องการเครื่องมือง่ายๆ ที่ใช้ตรวจจับได้ และต้องมีที่พึ่งเมื่อตกเป็นเหยื่อ
วิทยากรเตือนว่าอาชญากรก็เข้าถึงเทคโนโลยีชุดเดียวกันกับเรา และฝ่ายป้องกันมักช้ากว่าหนึ่งก้าวเสมอ ดังนั้น คำตอบจึงไม่ใช่การรีบไปซื้อ AI หรือระบบสำเร็จรูปที่ล้ำที่สุด เพราะต่อให้ใหม่แค่ไหนมันก็ยังเหลือช่องโหว่ ทางออกที่แท้จริงและไม่ต้องใช้งบมาก คือการกลับมาดู workflow ของหน่วยงานตัวเอง หาว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน แล้วทำให้กระบวนการเดิมปลอดภัยขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรในห้องทำได้ทันที และเมื่อเรื่องข้ามพรมแดน สิ่งที่ทำให้จับได้ก็คือความร่วมมือระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพราะถ้าสองประเทศคู่กรณีไม่คุยกัน การส่งต่อข้อมูลก็แทบเป็นไปไม่ได้
คนไทยควรรู้คือ เจ้าของธุรกิจเล็กๆ ในไทยคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด เพราะเดินด้วยความไว้ใจและไม่มีระบบตรวจสอบแบบองค์กรใหญ่ ทำให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินโดยไม่รู้ตัว ข่าวดีคือการป้องกันไม่ต้องใช้งบมาก แค่กลับมาดูขั้นตอนการทำงานของตัวเองว่ารูรั่วอยู่ตรงไหน แล้วอุดให้แน่นขึ้น คุ้มกว่าการรีบไปซื้อระบบราคาแพง
ข้อสรุปจากงานนี้คือ เรารู้วิธีอยู่แล้ว เหลือแค่ลงมือ สี่บทเรียนนี้ชี้ไปทางเดียวกัน คือการลดคอร์รัปชันไม่ใช่ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้อย่างที่เรามักหลอกตัวเอง วิธีการเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว เครื่องมือก็มีอยู่แล้ว และคนที่ลงมือได้ก็มีจริง ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคเอกชน ซึ่งวันนั้นมานั่งอยู่ในห้องเดียวกันครบทุกฝ่าย คำถามสำคัญคือ “เราอยากทำจริงหรือเปล่า”
สำหรับพวกเราทุกคน สิ่งที่นำไปใช้ได้ทันทีคือการตั้งคำถามง่ายๆ กับสิ่งรอบตัว ว่าเงินสาธารณะไปอยู่ที่ใคร ใครคือผู้ได้ประโยชน์ตัวจริงจากดีลที่น่าสงสัย และกระบวนการทำงานรอบตัวเรามีรูรั่วตรงไหนที่อุดได้เลยโดยไม่ต้องรอเทคโนโลยีราคาแพง คำถามเหล่านี้ฟังดูเล็ก แต่เป็นจุดเริ่มต้นเดียวกับที่ทุกประเทศบนเวทีใช้ตั้งต้นเลยครับ
ต่อภัสสร์ ยมนาค

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี