วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เราศึกษาหารากฐานของปัญหามาหลายปีและได้ข้อสรุปออกมามากมาย เราทราบดีว่าการเปิดเผยข้อมูลจะทำให้เกิดการตรวจสอบจากสาธารณะและสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน อีกทั้งยังระบุได้แม้กระทั่งว่าต้องเปิดเผยข้อมูลภาครัฐชุดใดบ้างเพื่อสร้างระบบที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เรามีผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำกับเราว่าระบบของรัฐควรมีเครื่องมือดิจิทัลแบบใดบ้างที่สามารถลดการติดต่อแบบเผชิญหน้า และลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการใช้อำนาจโดยมิชอบได้ ดังนั้น ผู้เขียนคิดว่าปัญหาของเราไม่ใช่การขาดองค์ความรู้ในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
ตรงกันข้าม เรามีทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือที่พร้อมนำไปพัฒนาต่อยอด และข้อเสนอเชิงนโยบายจำนวนไม่น้อย แต่หากเรารู้วิธีแก้ปัญหาอยู่แล้ว ทำไมข่าวการทุจริตคอร์รัปชันจึงยังปรากฏให้เห็นในหน้าข่าวอยู่เป็นระยะ เหตุใดหลายมาตรการที่ดูสมเหตุสมผลจึงไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่เราคาดหวัง
บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดองค์ความรู้ แต่อยู่ที่ธรรมชาติของปัญหาคอร์รัปชันเอง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันแตกต่างจากปัญหาสาธารณะประเภทอื่น หากเกิดโรคระบาด ทุกฝ่ายล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการควบคุมโรค หากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทุกฝ่ายต่างต้องการลดจำนวนผู้เสียชีวิต แต่สำหรับคอร์รัปชัน สถานการณ์กลับซับซ้อนกว่านั้น เพราะในทุกระบบย่อมมีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากความไม่โปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อำนาจทางการเมือง หรือเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ช่วยรักษาสถานะของตนเองไว้ กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อลดการทุจริตคอร์รัปชัน แม้จะเป็นการสร้างระบบที่ดีขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นการเข้าไปสร้างผลกระทบและขัดผลประโยชน์กับกลุ่มผู้ที่ได้ประโยชน์จากระบบเดิมด้วย และในหลายกรณี ผู้ที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงระบบอาจจะเป็นกลุ่มเดียวกันกับผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการคงอยู่ของระบบนั้น
แต่การต่อต้านของผู้เสียประโยชน์เป็นเพียงด้านหนึ่งของปัญหา อีกด้านหนึ่งคือฝ่ายที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเองก็มักรวมพลังกันได้ยาก ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง การกระทำร่วมกัน (collective action) ของ Olson (1965) ซึ่งอธิบายว่าแม้ผู้คนจำนวนมากจะได้รับประโยชน์จากสิ่งเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะรวมตัวกันเพื่อผลักดันให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เพราะเมื่อผลประโยชน์ถูกกระจายไปยังคนจำนวนมาก แต่ละคนมักมองว่าการลงแรงของตนเองแทบไม่สร้างความแตกต่าง และหวังว่าคนอื่นจะเป็นผู้ผลักดันแทน จึงเกิดภาวะที่ทุกคนต่างเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาเป็นผู้ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
Persson, Rothstein และ Teorell (2013)นำแนวคิดดังกล่าวมาอธิบายปัญหาคอร์รัปชัน โดยเสนอว่าในสังคมที่คอร์รัปชันเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ผู้คนจำนวนมากอาจต่างต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่กลับไม่เชื่อว่าผู้อื่นจะปฏิบัติตามกติกาใหม่หรือเลิกแสวงหาผลประโยชน์จากระบบเดิม ส่งผลให้แต่ละคนไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงด้วยตนเองขณะเดียวกัน กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากระบบเดิมกลับมีแรงจูงใจและทรัพยากรในการรักษาสถานะเดิมไว้มากกว่า การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้ล้มเหลวเพราะสังคมไม่รู้ว่าควรทำอะไร
แต่เป็นเพราะสังคมยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันได้ว่าทุกฝ่ายจะยอมเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน
หากพิจารณาจากบริบทของประเทศไทย แนวคิดดังกล่าวอาจอธิบายได้ว่า เหตุใดแม้สังคมไทยจะตื่นตัวต่อปัญหาคอร์รัปชันเป็นระยะ มีการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชัน มีการรณรงค์จากภาคประชาสังคม หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง แต่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างกลับเกิดขึ้นได้อย่างจำกัดหรือขาดความต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะการเคลื่อนไหวเหล่านั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนแรงสนับสนุนของสังคมให้กลายเป็นแรงจูงใจร่วมที่เข้มแข็งพอจะผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับสถาบันได้ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกลับมีแรงจูงใจสูงกว่าในการรักษากติกาเดิม และมีแนวโน้มที่จะใช้ทรัพยากร อำนาจต่อรองหรือเครือข่ายที่ตนมีอยู่เพื่อชะลอหรือคัดค้านการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากผลประโยชน์ที่ตนอาจสูญเสียมีความชัดเจนและเกิดขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียรายได้ อำนาจ อิทธิพล หรือโอกาสในการแสวงหาประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบ ในทางกลับกัน ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากระบบที่โปร่งใสกลับมีลักษณะเป็นประโยชน์สาธารณะที่กระจายตัวและค่อยๆ ปรากฏให้เห็นในระยะยาว จึงทำให้แรงผลักดันจากสังคมมักลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
ดังนั้น เป้าหมายของบทความนี้จึงอยากเชิญชวนผู้อ่านมาตั้งคำถามสำคัญว่าเราจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายมีแรงจูงใจในการรักษาระบบที่มีความโปร่งใสเราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการตรวจสอบภาครัฐมากพอที่จะร่วมกันปกป้องระบบดังกล่าวในระยะยาว และสามารถสร้างเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ทำให้สิ่งที่ถูกต้องกลายเป็น
ทางเลือกที่ทุกฝ่ายอยากเลือกมากที่สุด
ธรีญา อึ้งตระกูล

โฆษก ภท. ยันชัดๆ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว
ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียน! ชัชชาติ ย้ำยุทธศาสตร์ป้องกันเชิงรุก 5 มิติ เน้นเข้าถึงปัญหา มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัย
กบน. มีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด ลิตรละ 85 สต.
สุรชัย ท้าลูกตรวจ DNA ซัดทำตระกูล สมบัติเจริญ เสียชื่อ หนุน ไดอาน่า ฟ้องทวงคืนศักดิ์ศรี
ชนระนาว 6 คันรวด บนทางพิเศษบางพลี-สุขสวัสดิ์ บาดเจ็บ 2 ราย จราจรติดขัดหนัก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี