วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมการประชุม IMF–World Bank Spring Meetings 2026 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในฐานะ Civil Society Organization หรือ CSO Fellow ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดให้ภาคประชาสังคมจากหลายประเทศเข้าไปมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก สิ่งที่เห็นชัดในปีนี้คือทั้ง IMF และ World Bank ให้ความสำคัญกับเสียงของภาคประชาสังคมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่เพื่อให้มีตัวแทน แต่เพื่อดึงข้อมูลจากคนที่ทำงานจริงในแต่ละประเทศไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงนโยบาย
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ IMF คือรายงาน Article IV Consultation ซึ่งเป็นการประเมินเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเป็นรายปี ครอบคลุมทั้งนโยบายการคลัง การเงิน ระบบการเงิน และประเด็นเชิงโครงสร้างที่กำหนดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว สิ่งที่น่าสนใจคือในช่วงหลัง IMF เริ่มมองประเด็นคอร์รัปชันในฐานะปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองหรือธรรมาภิบาล เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของนโยบายรัฐ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทิศทางการเติบโตของประเทศ
อีกประเด็นสำคัญของปีนี้คือ IMF และ World Bank จะมาจัด Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ระดับโลก และเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะมีบทบาทบนเวทีระหว่างประเทศ ที่น่าสนใจคือเขาเปิดให้ภาคประชาสังคมเสนอหัวข้อ paneldiscussion ได้ ผมจึงได้ร่วมกับนักวิชาการและภาคประชาชนด้านการต่อต้านคอร์รัปชันจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมเสนอประเด็นเรื่อง beneficial ownershiptransparency ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการติดตามเครือข่ายคอร์รัปชัน การฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติ
ทีนี้ Article IV ที่พูดถึงไปข้างต้นเขาวิเคราะห์ประเทศไทยในมิติที่เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลอย่างไร ลองไปดูลึกๆ กันครับ
หากมองลงไปในรายงาน จะเห็นว่า IMF ไม่ได้พูดเรื่องคอร์รัปชันแยกออกมาตรงๆ แต่สะท้อนผ่านภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน เศรษฐกิจไทยยังพอมีความยืดหยุ่นอยู่ แต่แรงกดดันกำลังเพิ่มขึ้น ทั้งจากภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก และจากภายใน เช่น อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ ตัวเลขการเติบโตที่ชะลอลงจากประมาณ 2.5% ในปี 2024 เหลือ 2.1% ในปี 2025 และมีแนวโน้มลดลงอีกในปี 2026 ไม่ได้เป็นแค่การชะลอตัวตามวัฏจักร แต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน
พูดง่ายๆ คือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยเริ่มอ่อนแรง ทั้งการลงทุนที่ไม่สูง ผลิตภาพที่เติบโตช้า โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาเหล่านี้ทำให้การบริโภคและการลงทุนขยายตัวได้จำกัด ขณะเดียวกันระบบสินเชื่อก็ยังส่งผ่านนโยบายได้ไม่เต็มที่ แม้จะมีการลดดอกเบี้ย แต่เงินก็ไม่ได้ไหลไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงมากนัก
อีกประเด็นที่สำคัญคือพื้นที่ในการใช้นโยบายของรัฐเริ่มจำกัดมากขึ้น หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทำให้การใช้นโยบายการคลังต้องระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่นโยบายการเงินก็เผชิญข้อจำกัดจากเงินเฟ้อต่ำและระบบส่งผ่านที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อเครื่องมือมีจำกัด สิ่งที่สำคัญขึ้นทันทีคือคุณภาพของนโยบาย นโยบายที่ออกมาไม่ตรงจุด ใช้ทรัพยากรไม่คุ้ม หรือถูกบิดเบือนด้วย
ผลประโยชน์บางกลุ่ม จะยิ่งทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัดถูกใช้ไปโดยไม่เกิดผล
ตรงนี้เองที่เรื่องธรรมาภิบาลและคอร์รัปชันเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะคุณภาพของนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ความรู้ทางเทคนิค แต่ขึ้นอยู่กับระบบสถาบันและแรงจูงใจเบื้องหลัง หากกระบวนการตัดสินใจถูกครอบงำด้วยกลุ่มผลประโยชน์ งบประมาณอาจไม่ไปสู่โครงการที่สร้างผลิตภาพสูงแต่ไปสู่โครงการที่ตอบโจทย์การเมือง หากระบบจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใสต้นทุนของรัฐก็จะสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น และหากการบังคับใช้กฎหมายไม่สม่ำเสมอ ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนก็จะลดลงตามไปด้วย
ในมุมของ IMF สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ คอร์รัปชันทำให้การลงทุนไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้น้อยกว่าที่ควร และทำให้นโยบายเศรษฐกิจไม่สามารถส่งผลได้เต็มที่ ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านนโยบายมากขึ้น ปัญหาเหล่านี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจในรายงานคือ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงหลังไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ แต่สะท้อนความอ่อนแอของอุปสงค์ในประเทศ กล่าวคือ ไม่ใช่เพราะเราส่งออกได้ดีขึ้นอย่างเดียว แต่เพราะการบริโภคและการลงทุนในประเทศยังไม่ฟื้นเต็มที่ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาอยู่ที่โครงสร้างภายในมากกว่าปัจจัยภายนอก
ที่สำคัญ รายงานนี้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ค่อนข้างชัดเจน โดย IMF แนะนำว่าประเทศไทยต้องใช้นโยบายแบบผสมผสานอย่างระมัดระวัง โดยให้การคลังเน้นการใช้จ่ายแบบเจาะจงกลุ่มและมีวินัยในระยะกลาง ขณะเดียวกัน ยังมีพื้นที่ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ถูกเน้นมากที่สุดคือการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม
นอกจากนี้ IMF ยังพูดถึงการเพิ่มรายได้ภาครัฐ เช่น การปฏิรูประบบภาษี การขยายฐานภาษี และการจัดสรรงบประมาณไปสู่การลงทุนที่สร้างการเติบโตมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบการเงินให้เข้าถึง SME และประชาชนได้ดีขึ้น และการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องทำพร้อมกันหลายด้าน ไม่ใช่แค่การกระตุ้นระยะสั้น
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด สิ่งที่ IMF พยายามสื่อค่อนข้างชัด คือประเทศไทยไม่ได้ขาดนโยบาย แต่ขาด “คุณภาพของการดำเนินนโยบาย” และความต่อเนื่องในการปฏิรูป ซึ่งโยงกลับมาที่เรื่องธรรมาภิบาลและคอร์รัปชันโดยตรง เพราะถ้าระบบการตัดสินใจยังมีปัญหา ต่อให้มีข้อเสนอแนะทางนโยบายที่ดีเพียงใด ก็อาจไม่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แท้จริงได้
สิ่งที่ผมได้จากการเข้าร่วมเวทีนี้คือ ภาพใหญ่ของโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คอร์รัปชันไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องปลายทางอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยตั้งต้นที่กำหนดคุณภาพของนโยบายและศักยภาพของเศรษฐกิจ หากไม่สามารถจัดการได้ ต่อให้ใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ดีเพียงใด ผลลัพธ์ก็อาจไม่ออกมาเต็มศักยภาพ
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราจะทำให้เศรษฐกิจโตได้เท่าไรในปีหน้า แต่คือเราจะสามารถยกระดับคุณภาพของนโยบายรัฐ สร้างระบบธรรมาภิบาลที่ดี และลดบทบาทของคอร์รัปชันในกระบวนการตัดสินใจได้หรือไม่ เพราะในโลกปัจจุบัน เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ต่อภัสสร์ ยมนาค

เชียงรายจัดงาน รำลึก 8 ปี กู้ภัยถ้ำหลวง ย้อนบทเรียนภารกิจระดับโลก
เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ'จะนะ'ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ
สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา
สุชาติ นำทีม ทส. กระชับสัมพันธ์ญี่ปุ่น ยกระดับความร่วมมือสิ่งแวดล้อม-ทรัพยากรธรณี
กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี