วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา หลายคนคงได้ติดตามข่าวความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่าง สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านอาวุธ และการต่อสู้เพื่อทรัพยากร ในขณะเดียวกัน โลกได้เห็นอีกด้านหนึ่งของความก้าวหน้ามนุษยชาติ ผ่านภารกิจอวกาศอย่าง Artemis II ที่มุ่งพามนุษย์กลับไปสู่ดวงจันทร์อีกครั้งในรอบ 53 ปี
ภาพระหว่างสงครามและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นั้นสะท้อนให้เห็นว่าโลกในศตวรรษที่ 21 ได้ขยับออกจากความเป็นศาสนาไปสู่การพัฒนาเพื่อการแข่งขันในทางยุทธศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สังคมโลกได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า การพัฒนาสู่ความทันสมัย (modernization) ซึ่งมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เหตุผลนิยม และองค์ความรู้ในแทบทุกมิติของชีวิต
ทำให้หลายประเทศได้พัฒนาไปสู่การเป็น “รัฐฆราวาส” (secular state) หรือรัฐที่พยายามแยกศาสนาออกจากพื้นที่สาธารณะ โดยจำกัดบทบาทของศาสนาให้อยู่ในระดับปัจเจกมากขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งยึดหลัก Laïcité ในการแยกศาสนาออกจากรัฐอย่างเคร่งครัด หลักการนี้ถูกสะท้อนผ่านกฎหมายและนโยบายสาธารณะ เช่น โรงเรียนของรัฐต้องมีความเป็นกลางทางศาสนา และไม่มีการจัดการเรียนการสอนศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ความเป็นรัฐฆราวาสไม่ได้ดำรงอยู่ในหลายประเทศและยังพบความท้าทายทางทฤษฎีเสมอ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในหลายประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับพบว่าศาสนาและความเชื่อไม่ได้ลดบทบาทลง หากแต่กลับมีบทบาทมากขึ้นในรูปแบบใหม่ๆ ในบทความนี้ ผู้เขียนขอยกกรณีของสาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ ที่แม้ประเทศจะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ความเชื่อในเรื่อง ร่างทรง หมอดู และการทำนายดวงชะตา ยังคงฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนในทุกชนชั้นทางสังคม
อีกทั้ง เกาหลีใต้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของขบวนการศาสนาใหม่ (new religious movements) ซึ่งมีหลายศาสนา เช่น ศาสนาUnification Church หรือคริสตจักรแห่งการรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งมีการพัฒนามาจากรากฐานของศาสนาคริสต์ และได้ขยายอิทธิพลทั้งในประเทศและระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ศาสนาในลักษณะนี้จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงในมิติทางจิตวิญญาณเท่านั้นแต่ยังเชื่อมโยงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากเป็นองค์กรในทางเชิงศาสนาที่มีรูปแบบการจัดการในลักษณะองค์กรขนาดใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้าง และในบางกรณี ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง
โดย Unification Church ถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับการติดสินบนนักการเมือง และ แทรกแซงกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครหรือการเลือกตั้งทางการเมือง ซึ่งประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การหารือระหว่างผู้นำศาสนาในเกาหลีใต้กับฝ่ายรัฐบาล โดยมีข้อเรียกร้องให้พิจารณายุบกลุ่มศาสนาที่ถูกมองว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม นอกจากนั้น องค์กรศาสนาอย่าง Unification Church ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตของนางคิม กอนฮี อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง หรือภรรยาอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล โดยอดีตสตรีหมายเลข 1 โดนตั้งข้อหาทุจริตผ่านการรับของขวัญหรูผ่านหมอดูที่เป็นคนกลางของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ Unification Church เพื่อแลกผลประโยชน์ทางธุรกิจ และมีส่วนในการปั่นราคาหุ้นบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ BMW ในเกาหลีใต้
จากกรณีอื้อฉาวของนางคิม กอนฮี สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงสังคมระหว่างความเชื่อทางศาสนาและการเมืองที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน จนกลายเป็นประเด็นอื้อฉาวที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทางการทุจริตและคอร์รัปชัน อีกทั้งในเชิงของการวิเคราะห์ผ่านความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง (Politically Exposed Persons: PEPs) ในกรณีของคดีอื้อฉาวดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาบุคคลรอบข้างผู้มีอำนาจรัฐ โดยในกรอบสากลของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force : FATF) ที่กำหนดให้คู่สมรสของผู้นำประเทศหรืออดีตผู้นำ ถือเป็น PEPs ด้วยเนื่องจากบุคคลเหล่านี้มี่ความเสี่ยงสูงต่อการถูกใช้เป็นช่องทางในการทุจริตหรือการฟอกเงิน
ความเชื่อมโยงของบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งหรือคู่สมรสของผู้นำประเทศเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึง บุคคลใกล้ชิด (close associates) ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายความสัมพันธ์รอบตัว PEPs ด้วย ในกรณีของภรรยาประธานาธิบดีที่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหมอดู ทำให้หมอดูกลายเป็นบุคคลใกล้ชิดที่ต้องได้รับการตรวจสอบเช่นกันเนื่องจากเป็นบุคคลที่มีปฏิสัมพันธ์และความไว้วางใจจาก PEPs โดยตรงและมีความเสี่ยงที่จะถูกใช้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงผลประโยชน์หรือทางผ่านของการฟอกเงินได้เช่นเดียวกัน
สำหรับผู้เขียน การนิยามว่าใครมีสถานะเป็นบุคคลใกล้ชิดกับบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองนั้น ไม่สามารถยึดโยงได้แค่บุคคลในความสัมพันธ์เชิงทางการหรือสถานะตามกฎหมาย แต่จำเป็นต้องอาศัยบริบททางสังคมในประเทศนั้นๆ เป็นตัวกำหนดเช่นเดียวกัน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากกรณีเกาหลีใต้ที่การตรวจสอบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครือญาติหรือความสัมพันธ์ทางธุรกิจ แต่ยังขยายไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองอย่างหมอดูของอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง
แม้บุคคลในลักษณะนี้จะไม่ได้มีบทบาททางการเมืองโดยตรง แต่ความเชื่อและความไว้วางใจที่ PEPs มีต่อบุคคลดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดการสร้างอิทธิพล (influence) ต่อการตัดสินใจในบางประเด็น ซึ่งอาจมีผลกระทบในวงกว้างต่อสาธารณะได้
สำหรับประเทศไทย การนิยามว่าใครควรถูกกำหนดเป็น บุคคลใกล้ชิด (close associates) ของ บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง (PEPs) ยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูล และความซับซ้อนของเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบทางการ นอกเหนือจากข้อจำกัดด้านข้อมูลแล้ว ชุดข้อมูลหรือรายชื่อของบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง (PEPs) ยังไม่ได้ถูกรวบรวมเป็น ฐานข้อมูลกลางหรือข้อมูลเปิด (open data)อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลทำได้ยาก โดยเฉพาะในกระบวนการระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) รวมถึงการติดตามเครือข่ายของบุคคลใกล้ชิดกับบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง
ดังนั้น ความท้าทายดังกล่าวจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ภาครัฐไทยสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและข้อมูลเปิดเกี่ยวกับบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยความพยายามนี้ได้รับการขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือของหลายองค์กรภายใต้โครงการ South-EastAsia CSO Network (SEA-ACN): Open Data Standardsfor Anti-Corruption ซึ่งบริหารจัดการโดย KRAC คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงานหลักร่วมกับภาคีในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ Sinar Project บริษัท วีวิซ เดโมจำกัด บริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และ Transparency International Indonesia
ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งส่งเสริมความโปร่งใสผ่านการใช้ข้อมูลเปิดในการดำเนินงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในระดับภูมิภาค โดยได้พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดเพื่อการศึกษาเรื่องบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง (https://opendataforanticorruption.com/) ซึ่งเว็บไซต์นี้ทำหน้าที่แหล่งข้อมูลหรือคู่มือเบื้องต้น สำหรับนักข่าว นักวิจัย และภาคประชาสังคมที่ต้องการทำความเข้าใจเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้มีอำนาจหรือบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง
ท้ายที่สุด ผู้เขียนหวังว่าการยกระดับมาตรฐานข้อมูลเปิดเกี่ยวกับบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในประเทศไทยและในระดับภูมิภาค โดยประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากกรณีเกาหลีใต้ที่ได้มีการตรวจสอบความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใกล้ชิดในความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ เช่น หมอดู ซึ่งเป็นการตรวจสอบบุคคลในความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นการทางนั้นเป็นแนวทางที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการระบุบุคคลใกล้ชิดไม่ควรจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ทางกฎหมายหรือทางการเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึง ความสัมพันธ์เชิงสังคมและบริบททางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน
ศรันย์ชนก ลิมวิสิฐธนกร

จากคำรับสั่งในวันวิกฤต 'ฉันอยากไปช่วยให้เข้าใจ' สู่ 'เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)' เคียงข้างคนไทยยามยาก
DSI รับ 8 คดีกักตุนน้ำมัน จ่อออกหมายเรียกครั้งที่ 2 บิ๊กผู้ค้าน้ำมัน เบี้ยวรับข้อหา
พรุ่งนี้! น้ำมันปรับลดราคา ดีเซลลงแรง 1 บาท-เบนซินลด 80 สตางค์
เดือดทะลุโซเชียล ทรัมป์เปิดศึกฉะ อิหร่าน คำแถลงอ่อนแอน่าสมเพช จี้หยุดพฤติกรรมด่วน
กทม. เตรียมพร้อม อำนวยความสะดวกปชช. ถวายน้ำสรงพระศพและเฝ้าฯส่งเสด็จฯ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี