วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
มาตรการคัดกรองผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสิทธิ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รอบใหม่ ที่กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในสังคมวงกว้างขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์การวัดรายได้ สินทรัพย์ หรือแม้กระทั่งเงื่อนไขเชิงลึกในครอบครัว ได้สะท้อนให้เห็นถึงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่หยั่งรากลึกในนโยบายรัฐสวัสดิการของไทยมานานนับทศวรรษ ปรากฏการณ์ “คนจนไม่ได้สิทธิ คนได้สิทธิไม่จนจริง” ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเครื่องยืนยันว่าวิธีการและเครื่องมือที่รัฐใช้ในการ “ไล่ตามจับผิด” เพื่อชี้เป้าความยากจนนั้น กำลังเดินมาถึงทางตัน
ในแง่หนึ่ง ต้องยอมรับว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายรองรับทางสังคม” (Social Safety Net) เพื่อพยุงชีพประชาชนในยามวิกฤตได้ดีในระดับหนึ่ง และเม็ดเงินที่หมุนเวียนผ่านบัตรเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ก็ขับเคลื่อนไปตามกลไกตลาดและวงจรเศรษฐกิจปกติที่มีการลงทุนและการจ้างงาน
ทว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือ นโยบายนี้กำลังติดกับดักตัวเองในมิติทางการเมืองและมิติการพัฒนา เม็ดเงินช่วยเหลือรายเดือนจำนวน 300 บาทนั้น น้อยเกินกว่าจะทำให้ผู้ถือบัตรหลุดพ้นจากความยากจนได้จริง แต่ในทางกลับกัน ฐานตัวเลขผู้รับสิทธิที่สูงถึงกว่า 13 ล้านคน ได้กลายเป็น “ตัวประกันทางการเมือง” ที่ไม่ว่ารัฐบาลยุคใดพรรคใดก็ไม่กล้าปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกเพราะผูกติดกับคะแนนนิยม บัตรพยุงชีพชั่วคราว จึงกลายสภาพเป็น “ประชานิยมถาวรที่รัฐ” ต้องแบกรับงบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทางในการพาประชาชนออกจากระบบ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องก้าวข้ามดราม่ารายวันเรื่องเกณฑ์การคัดกรอง แล้วหันมา “ยกระดับวิธีคิดใหม่” เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างนโยบายนี้อย่างเป็นระบบ
รัฐบาลควรก้าวข้ามวิธีคิดแบบ “อนุมัติสิทธิรายบุคคล” ที่ใช้ดุลพินิจและฐานข้อมูลที่กระจัดกระจาย แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบโครงสร้างภาษีเข้ามาจัดการ โดยผลักดันให้ประชาชนไทยทุกคน รวมถึงแรงงานนอกระบบและเกษตรกร เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลภาษีเดียวกัน ใครที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ก็เสียภาษีตามปกติ ส่วนใครที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนขั้นต่ำ รัฐจะใช้ระบบโอนเงินอุดหนุนเพื่อเติมสารอาหารทางเศรษฐกิจให้โดยอัตโนมัติตามสัดส่วนรายได้ที่ขาดไป วิธีนี้จะช่วยตัดปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิ และสร้างฐานข้อมูลทาง
การเงินของประชากรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้จริง
นอกจากนี้ รัฐต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมองผู้มีรายได้น้อยเป็นเพียง “ผู้รับความสงเคราะห์” ให้เป็น“ทุนมนุษย์ที่ต้องได้รับการพัฒนา” เงื่อนไขของบัตรสวัสดิการในอนาคตไม่ควรจบที่การประคองชีพไปวันๆ แต่ควรถููกเชื่อมโยงกับนโยบายสร้างงานและการยกระดับทักษะ (Reskilling) เช่น รัฐพร้อมอุดหนุนวงเงินสวัสดิการเพิ่มขึ้น หากผู้รับสิทธิเข้าร่วมโปรแกรมฝึกอาชีพที่ตลาดต้องการ หรือเข้าร่วมมาตรการจับคู่จ้างงานกับภาคเอกชน โดยรัฐช่วยอุดหนุนค่าแรงบางส่วนในระยะแรก เพื่อส่งเสริมให้พวกเขามีรายได้ที่มั่นคงและเติบโตจนก้าวพ้นเส้นความยากจนได้อย่างถาวร
ทางออกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงไม่ใช่การยกเลิกนโยบายเพื่อหักดิบฐานเสียง และไม่ใช่การตั้งกำแพงตรวจสอบจนกลายเป็นการผลักภาระให้ประชาชน แต่คือความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลในการเปลี่ยนหน้าที่ของนโยบาย จากการเป็น “ไม้ค้ำยัน” ให้คนพยุงตัวไปวันๆ มาเป็น “สะพานข้าม” ที่ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีทักษะ มีงานทำ และสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรีในที่สุด

อิตาลีรับไม้ต่อไทย โซเชียลแฉเป็น ลูกเจ้าหน้าที่ ใช้งบประกันสังคมเที่ยว
ถนอม สวนกลับ อภิสิทธิ์ หลังติงปมลดค่าการกลั่นน้อย เหน็บ ถ้าทำได้อย่าง เอกนัฏ จะยอมกลับไปเลือกอีกครั้ง
พบศพอดีตนักเทนนิสทีมชาติไทย เสียชีวิตปริศนาคาห้องนอน ตำรวจเร่งเช็กวงจรปิด
สธ. แจงแอปฯ หมอพร้อม ทำงานปกติ ปมข้อมูลการรักษาไม่ตรง
มาแล้ว!! ผลเลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด อย่างไม่เป็นทางการ เศกสิทธิ์ นายกเก่าชนะขาด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี