วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
มาตรการคัดกรองผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสิทธิ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รอบใหม่ ที่กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในสังคมวงกว้างขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์การวัดรายได้ สินทรัพย์ หรือแม้กระทั่งเงื่อนไขเชิงลึกในครอบครัว ได้สะท้อนให้เห็นถึงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่หยั่งรากลึกในนโยบายรัฐสวัสดิการของไทยมานานนับทศวรรษ ปรากฏการณ์ “คนจนไม่ได้สิทธิ คนได้สิทธิไม่จนจริง” ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเครื่องยืนยันว่าวิธีการและเครื่องมือที่รัฐใช้ในการ “ไล่ตามจับผิด” เพื่อชี้เป้าความยากจนนั้น กำลังเดินมาถึงทางตัน
ในแง่หนึ่ง ต้องยอมรับว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายรองรับทางสังคม” (Social Safety Net) เพื่อพยุงชีพประชาชนในยามวิกฤตได้ดีในระดับหนึ่ง และเม็ดเงินที่หมุนเวียนผ่านบัตรเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ก็ขับเคลื่อนไปตามกลไกตลาดและวงจรเศรษฐกิจปกติที่มีการลงทุนและการจ้างงาน
ทว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือ นโยบายนี้กำลังติดกับดักตัวเองในมิติทางการเมืองและมิติการพัฒนา เม็ดเงินช่วยเหลือรายเดือนจำนวน 300 บาทนั้น น้อยเกินกว่าจะทำให้ผู้ถือบัตรหลุดพ้นจากความยากจนได้จริง แต่ในทางกลับกัน ฐานตัวเลขผู้รับสิทธิที่สูงถึงกว่า 13 ล้านคน ได้กลายเป็น “ตัวประกันทางการเมือง” ที่ไม่ว่ารัฐบาลยุคใดพรรคใดก็ไม่กล้าปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกเพราะผูกติดกับคะแนนนิยม บัตรพยุงชีพชั่วคราว จึงกลายสภาพเป็น “ประชานิยมถาวรที่รัฐ” ต้องแบกรับงบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทางในการพาประชาชนออกจากระบบ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องก้าวข้ามดราม่ารายวันเรื่องเกณฑ์การคัดกรอง แล้วหันมา “ยกระดับวิธีคิดใหม่” เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างนโยบายนี้อย่างเป็นระบบ
รัฐบาลควรก้าวข้ามวิธีคิดแบบ “อนุมัติสิทธิรายบุคคล” ที่ใช้ดุลพินิจและฐานข้อมูลที่กระจัดกระจาย แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบโครงสร้างภาษีเข้ามาจัดการ โดยผลักดันให้ประชาชนไทยทุกคน รวมถึงแรงงานนอกระบบและเกษตรกร เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลภาษีเดียวกัน ใครที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ก็เสียภาษีตามปกติ ส่วนใครที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนขั้นต่ำ รัฐจะใช้ระบบโอนเงินอุดหนุนเพื่อเติมสารอาหารทางเศรษฐกิจให้โดยอัตโนมัติตามสัดส่วนรายได้ที่ขาดไป วิธีนี้จะช่วยตัดปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิ และสร้างฐานข้อมูลทาง
การเงินของประชากรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้จริง
นอกจากนี้ รัฐต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมองผู้มีรายได้น้อยเป็นเพียง “ผู้รับความสงเคราะห์” ให้เป็น“ทุนมนุษย์ที่ต้องได้รับการพัฒนา” เงื่อนไขของบัตรสวัสดิการในอนาคตไม่ควรจบที่การประคองชีพไปวันๆ แต่ควรถููกเชื่อมโยงกับนโยบายสร้างงานและการยกระดับทักษะ (Reskilling) เช่น รัฐพร้อมอุดหนุนวงเงินสวัสดิการเพิ่มขึ้น หากผู้รับสิทธิเข้าร่วมโปรแกรมฝึกอาชีพที่ตลาดต้องการ หรือเข้าร่วมมาตรการจับคู่จ้างงานกับภาคเอกชน โดยรัฐช่วยอุดหนุนค่าแรงบางส่วนในระยะแรก เพื่อส่งเสริมให้พวกเขามีรายได้ที่มั่นคงและเติบโตจนก้าวพ้นเส้นความยากจนได้อย่างถาวร
ทางออกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงไม่ใช่การยกเลิกนโยบายเพื่อหักดิบฐานเสียง และไม่ใช่การตั้งกำแพงตรวจสอบจนกลายเป็นการผลักภาระให้ประชาชน แต่คือความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลในการเปลี่ยนหน้าที่ของนโยบาย จากการเป็น “ไม้ค้ำยัน” ให้คนพยุงตัวไปวันๆ มาเป็น “สะพานข้าม” ที่ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีทักษะ มีงานทำ และสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรีในที่สุด

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
'กฤษณ์' เปิดใจดราม่า กะลา-ราคาแพง ยืนยันเจตนาดี มุ่งยกระดับเจลาโต้ไทย
สรรเพชญดันท่าเรือระนอง-ชุมพร
จะโดนดำเนินคดีอะไรหรือไม่!? เอ็ดดี้ ข้องใจ หมอเจ้าของไข้ไม่ตรวจรักษาจนคนไข้ตาย แค่โดนไล่ออก
สหรัฐฯเตือนพลเมืองอเมริกัน หวั่นภัยความมั่นคง หลังศึกอิหร่านตึงเครียดหนัก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี