วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทวิภาคี ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการร่วมลงนามความร่วมมือสำคัญหลายฉบับ ควรเป็นหมุดหมายที่สะท้อนถึงโอกาสและประโยชน์อันเป็นรูปธรรมของประเทศชาติ แต่ทว่า ในยุคที่สนามการเมืองไทยขับเคลื่อนด้วย "อคติ" มากกว่า เหตุผล ประเด็นสาระสำคัญระดับชาติกลับถูกลดทอนลงเหลือเพียงแค่เสียงเพลงเพลงหนึ่ง บนโต๊ะอาหารค่ำ
เหตุการณ์เริ่มต้นจากกรณีที่นายกรัฐมนตรนีของไทยขับร้องบทเพลงอมตะ "เถียนมี่มี่" (Tian Mi Mi) ในงานเลี้ยงรับรอง ทว่ากลับมีอดีตนักการทูตท่านหนึ่งออกมาเปิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ทำนองว่าเป็นการกระทำที่เชยและไร้รสนิมฝีมือทางการทูต ด้วยความเข้าใจ ว่าบทเพลงดังกล่าวเป็นของนักร้องไต้หวัน ซึ่งอาจสร้างความกระอักกระอ่วนใจและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากนั้นกระแสวิจารณ์ดังกล่าว ก็ถูกจุดชนวนต่อโดยเครือข่ายสื่อและนักวิชาการบางกลุ่มที่ดาหน้ากันเข้ามา "ขยี้" ซ้ำโดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ความน่าห่วงของสังคมไทยในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่ความเห็นต่างทางการเมือง หากแต่เป็น "การไม่ให้คุณค่ากับนการแสวงหาความจริง" ทั้งที่เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าไปไกลลิบ สามารถค้นหาข้อมูลเชิงลึกได้เพียงปลายนิ้วผ่านระบบค้นหาอย่าง Google หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่หลายฝ่ายกลับเลือกที่จะใช้ "อคติ" เป็นตัวนำทาง แล้วข้ามขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงพื้นฐานไปอย่างน่าเสียดาย
หากผู้ทรงคุณวุฒิหรือนักวิชาการที่ออกมาตำหนิยอมเสียเวลาค้นหาข้อมูลสักนิด จะพบข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ชัดว่า แม้ในอดีตบทเพลงของเติ้งลี่จวินจะเคยถูกจัดให้อยู่ในสถานะเพลงต้องห้ามช่วงยุค 1980 แต่ในยุคปัจจุบัน สถานะของเพลง "เถียนมี่มี่" ได้พลิกผันกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและบทเพลงอมตะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในแผ่นดินใหญ่จีนอย่างไร้ข้อกังขา
การที่ผู้นำไทยหยิบยกบทเพลงนี้ขึ้นมาเชื่อม ไมตรีจึงไม่ใช่ความ เชยทางการทูต แต่คือความเข้าใจใน Soft Power ที่สามารถเข้าถึงจิตใจของประชาชนเจ้าภาพได้อย่างแนบเนียน จนแม้แต่นายกรัฐมนตรีจีนและผู้เข้าร่วมงานยังต้อนรับด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
การวิจารณ์ตรวจสอบการทำงานของผู้นำประเทศถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่ การวิจารณ์โดยปราศจากข้อมูล ฐานความรู้ และเจือปนด้วยอคติส่วนตน กลับสะท้อนถึง "วุฒิภาวะ" ทั้งของตัวผู้แสดงความคิดเห็นและภาพรวมของสังคมไทย
ในวันที่ประเทศชาติต้องการพลังขับเคลื่อนและความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนเพื่อฝ่าฟันความท้าทายรอบด้าน เป็นที่น่าเสียดายที่เรายังคงติดหล่มอยู่กับการเมืองแบบจับผิด เอาความเกลียดชังทางการเมืองมาอยู่เหนือเหตุผล ละเลยเนื้อหาสาระสำคัญของการเจรจาระหว่างประเทศ ผลประโยชน์มหาศาลที่ประเทศไทยควรจะได้รับจากการเยือน กลับถูกกลบด้วยดราม่ากลวงๆ จากปากคำของผู้ที่ขาดความรอบรู้แต่ขยันวิจารณ์
หากสังคมไทยยังคงปล่อยให้ "อคติ" มีอำนาจเหนือ "ปัญญา" ประเทศชาติก็ยากที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในเวทีโลก เพราะศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในยุคสารสนเทศล้นเกินนี้ ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือ "ความดื้อรั้นที่จะไม่เรียนรู้" ต่างหาก

นิวยอร์กไม่ต้อนรับ เนทันยาฮู นายกฯเทศมนตรีชี้หน้าเป็นอาชญากรสงคราม บีบรัฐบาลกลางขยับ
นายกฯหนู ได้ใจ Fc โผล่เมนต์โพสต์ ดร.อานนท์ ยินดีไม่มีปัญหา หลัง ยิ่งชีพ iLaw ประกาศตั้ง ทนายอานนท์ ซักค้าน
ยูเครนยกระดับแค้น ถล่มยับคลังค้าปลีกรายใหญ่ของรัสเซีย ตัดเครือข่ายโลจิสติกส์ประเทศ
ไม่มีประเทศไหน แบนเพลง เถียนมีมี่ น้าทิวา เตือนสติ จงตื่นจากความโง่เขลา
คริส จี้กรมพินิจฯ ทบทวนเกณฑ์เว้นโทษเด็ก ยกคดีดังเตือนสติ สังคมเดือดร้อนหนัก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี