ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย ข้อเสนอจาก คุณศุภจีสุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เตรียมผลักดัน “โครงการข้าวแกง 40 บาท” โดยตั้งเป้านำร่องร่วมกับร้านค้าในเครือข่ายร้านธงฟ้าและโครงการไทยช่วยไทยพลัสกว่า 1 แสนร้านค้า พร้อมมาตรการอุดหนุนค่าวัตถุดิบแก่ผู้ประกอบการ ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน
ทว่า แทนที่โครงการนี้จะถูกถกเถียงในเชิง “มาตรการทางเศรษฐกิจ” กลับกลายเป็นว่ามันถูกลากเข้าสู่ “สมรภูมิการเมือง” อย่างเต็มรูปแบบ การวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองฝ่ายค้านที่เหน็บแนมด้วยวาทกรรมว่า “40 บาทแพงไป” หรือการดาหน้าออกมาถล่มของเหล่านักวิชาการและอินฟลูเอนเซอร์ในฝั่งตรงข้ามรัฐบาล โดยอ้างเรื่องการแทรกแซงกลไกตลาด สะท้อนให้เห็นถึงอาการ “ป่วย” ของบรรยากาศทางความคิดในสังคมไทย ที่มักเอา “ฝักฝ่าย” เป็นตัวตั้งมากกว่า “ประโยชน์ของชาติ”
หากเราลองถอดแว่นตาการเมืองออก แล้วพิจารณาด้วยเหตุและผล จะพบว่าข้อกังวลเหล่านั้นค่อนข้างห่างไกลจากความเป็นจริงของโครงการมากนัก เพราะโครงการไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจทางกฎหมายบังคับ แต่เป็นการใช้มาตรการจูงใจ ร้านค้าที่ไม่ประสงค์จะเข้าร่วมหรือร้านที่ขายราคาต่ำกว่าอยู่แล้ว ก็สามารถดำเนินกิจการตามปกติได้ ส่วนร้านที่ขายแพงกว่าเพราะกลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อ ก็ไม่มีใครไปห้าม
ในความเป็นจริง ร้านข้าวแกงราคาประหยัดที่หาซื้อได้ง่ายมีจำกัด การมีโครงการนี้จะช่วยสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารในราคาที่กำหนดได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่
ที่ค่าครองชีพสูงในเมือง
ข้ออ้างเรื่องการทำลายกลไกตลาดดูจะเป็นการเลือกปฏิบัติในคำนิยาม เพราะหากตรรกะนี้เป็นจริง รัฐก็ไม่ควรเข้าไปอุดหนุนราคาพืชผลทางการเกษตรหรือมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่รัฐทำมาโดยตลอด การสนับสนุนนี้ไม่ใช่การทำลายตลาด แต่เป็นการชดเชยเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตรึงราคาสินค้าไว้ได้ภายใต้สถานการณ์ที่ต้นทุนผันผวน
แน่นอนว่าโครงการนี้ย่อมมีช่องโหว่ ทั้งในด้านหลักเกณฑ์การคัดเลือกร้านค้า การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและการควบคุมคุณภาพอาหาร ซึ่งนี่คือจุดที่สังคม นักวิชาการ และสื่อมวลชนควรเข้ามา “ช่วยกันตรวจสอบและเสนอแนะ” เพื่อให้โครงการนี้สำเร็จและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน มากกว่าการมุ่งเน้นเพื่อสร้างกระแสโจมตีให้โครงการล่มไปตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
กรณี “ข้าวแกง 40 บาท” คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า สังคมไทยยังคงติดหล่มอยู่กับการเมืองแบบฟาดฟัน ที่ทุกเรื่องสามารถกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามได้เสมอ วิธีคิดแบบแบ่งขั้วเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะขัดขวางการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน แต่ยังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศในระยะยาว
หากเราเปลี่ยนพลังในการด่าทอมาเป็นการร่วมกันตรวจสอบเชิงสร้างสรรค์ และมองโครงการเหล่านี้ด้วยเลนส์ของผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ประเทศไทยย่อมมีโอกาสก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าการจมปลักอยู่กับเกมการเมืองที่ไร้จุดจบเช่นนี้

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี