วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
วิปโยคอาลัย‘ในหลวง’
เสด็จสวรรคต
เวลา15นาฬิกา52นาที
สิริพระชนมพรรษาปีที่89
รัฐบาลไว้ทุกข์เป็นเวลา1ปี
พสกนิกรทั่วหล้าต่างร่ำไห้
สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์“พระเจ้าอยู่หัว” เสด็จสวรรคตแล้ว ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษา 89 ปี ทรงครองราชย์ได้ 70 ปี พสกนิกรร่ำไห้ทั้งแผ่นดิน แสนอาลัย “พ่อหลวง’ของปวงชน นายกฯอ่านแถลงการณ์ลดธงครึ่งเสา 30 วัน-ไว้ทุกข์ 1 ปี
เมื่อเวลา 18.45 น. วันที่ 13 ตุลาคม สำนักพระราชวัง ออกประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร สวรรคต ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น
แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี สำนักพระราชวัง 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559
เสด็จฯประทับศิริราชตั้งแต่3ตุลาฯ57
ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ จากพระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ มาประทับยังขั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 ตุลาคม 2557 เพื่อประทับรักษาพระอาการประชวร ต่อมาสำนักพระราชวัง ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2557 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรอท (ไข้) สูง 38.2 องศาเซลเซียส ผลการตรวจพระโลหิตแสดงว่า มีภาวะติดเชื้อ มีการเปลี่ยนแปลง ในความดันพระโลหิต และอัตราการเต้นของพระหทัยเร็วขึ้น คณะแพทย์จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อถวายการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ
จากนั้น เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2557 สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 12 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด คณะแพทย์ฯได้รายงานว่า พระอาการทั่วไปดีขึ้น และพระวรกายแข็งแรงเป็นลำดับ จึงเสด็จฯพระราชดำเนินกลับไปประทับยังพระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลรวม502วัน
และในวันที่ 31 พ.ค.2558 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ออกจากพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประขวบคีรีขันธ์ กลับมาประทับที่โรงพยาบาลศิริราช ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของคณะแพทย์ เพื่อถวายการตรวจพระสมองด้วยเครื่องเอกซเรยคอมพิวเตอร์ เพื่อติดตามผลของการใส่สายระบายน้ำไขสันหลังจากช่องไขสันหลังเข้าสู่ช่องพระนาภี โดยประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นเวลารวม 502 วัน
พสกนิกรร่ำไห้ระงมทั้งแผ่นดิน
เมื่อเวลา 18.53 น. ภายหลัง สำนักพระราชวังออกประกาศ พสกนิกรที่มาร่วมกันสวดมนต์ถวายพระพร และได้ติดตามแถลงการณ์ พระอาการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ต่างร่วมกันเปล่งเสียงทรงพระเจริญกึกก้องศาลาศิริราช 100 ปี ด้านหน้าพระราชานุเสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยหันหน้าไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 16ที่ประทับด้วยใบหน้าเปื้อนด้วยน้ำตา พร้อมส่งเสียงร้องไห้ระงมไปทั่วศาลาศิริราช 100 ปี
ขณะเดียวกันหลังมีการประกาศผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ประชาชนต่างดูการถ่ายทอดผ่านสมาร์ทโฟน และอ่านข่าวในเว็บไซต์ และตะโกน “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้อง ต่างร้องไห้กันระงม หลายคนตะโกนลั่น “พ่อหลวงของปวงชน” “ไม่จริงใช่ไหมๆ” “หนูรักพ่อ” “ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย” พร้อมมีเสียงร้องตลอด “ทรงพระเจริญๆๆ” อย่างไม่
ขาดสาย และต่างชูพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นเหนือหัว
ขณะที่พสกนิกรทั้งแผ่นดินต่างร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าอาลัย ที่สิ้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อของของปวงชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน
ลดธงครึ่งเสา30วัน-ไว้ทุกข์1ปี
ค่ำวันเดียวกันราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต ว่า ตามที่ได้มีประกาศสํานักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศ ดังต่อไปนี้ 1.ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม2559 เป็นต้นไป 2.ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกําหนด 1ปี ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป
สําหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดําเนินการตามความเหมาะสม
นายกฯแจ้งแถลงการณ์สวรรคต
เมื่อเวลา 19.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อ่านแถลงการณ์ความว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในราชอาณาจักร และในต่างประเทศทั่วโลกทุกท่าน วันที่ชาวไทยทั้งปวง ไม่ต้องการแม้แต่จะนึกคิด และไม่ปรารถนาแม้แต่จะได้ยิน ก็มาถึงเมื่อสำนักพระราชวัง ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้ว ในวันนี้ ณ โรงพยาบาลศิริราช
วิปโยคยิ่งใหญ่ที่สุดของคนไทย
ถือว่าเป็นการสูญเสีย และความวิปโยคยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของปวงชนชาวไทย ทั้งประเทศ นับแต่การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 พี่น้องประชาชนชาวไทย ทุกคนได้ติดตามข่าวสาร และรับทราบมาเป็นลำดับว่า ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร และได้เสด็จ ไปประทับที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นระยะ เมื่อพระอาการบรรเทาลงก็จะทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจ ตามปกติด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อความผาสุกของพสกนิกร
จะเป็นวันที่อยู่ในความทรงจำ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด พระอาการดีขึ้น เป็นลำดับ ยังความปลาบปลื้ม แก่ประชาชนคนไทย ทั้งชาติ แต่ในที่สุด พระอาการประชวร หาคลายไม่ ประกอบกับ พระชนมพรรษามาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตพระชนมพรรษา ปีที่ 89 เสด็จดำรงสิริราชสมบัติ 70 พรรษา วันที่ 13 ตุลาคม จะเป็นวันที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทยตลอดไปนานแสนนาน ดุจวัน “ปิยมหาราช” 23 ตุลาคม
ทรงเป็นศูนย์รวมใจคนไทย70ปี
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พี่น้องที่เคารพทั้งหลาย ระยะเวลา 70 ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช เริ่มต้นขึ้น ภายหลังจากที่มหาสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุดลง ประเทศชาติกำลังฟื้นตัวจากภัยสงคราม ประชาชนเปี่ยมด้วยความหวัง เมื่อประเทศไทยมีพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ครองราชย์ เป็นผู้นำ เปลี่ยนความท้อแท้ของผู้คน กลายเป็นความแน่วแน่ มั่นคง องอาจที่จะยืนหยัดต่อสู้ กับอุปสรรคต่างๆ ตลอดรัชสมัยเป็นช่วงเวลาที่มีการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทรงเป็นกษัตริย์ ผู้เป็นที่รัก เทิดทูน ทรงเป็นศูนย์รวมใจ ของคนไทยทั้งชาติ นับเป็น 70 ปี ที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม
พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นหาที่สุดมิได้
โดยแท้บัดนี้ 70 ปี ในรัชสมัย ของ “สมเด็จพระภัทรมหาราช” พระมหากษัตริย์ ผู้ประเสริฐยิ่ง ของปวงชนชาวไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว พระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมากมาย ล้นพ้นหาที่สุดมิได้ มากเพียงใด ความวิปโยคอาลัยของพสกนิกรชาวไทย ก็มากมายท่วมท้นหาที่สุดมิได้ เพียงนั้น
ขอให้ดวงพระวิญญาณสถิตในสรวงสวรรค์
รัฐบาล ขอเชิญชวนให้เราทุกคนร่วมกันตั้งจิตภาวนาตามศาสนา ที่ทุกท่านนับถือ ดังที่เราเคยร่วมกัน ภาวนาถวายพระพร และ อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกท่านเคารพนับถือให้อภิบาลคุ้มครองตลอดเวลาที่ทรงพระประชวร เพื่ออธิษฐานภาวนาขอให้ดวงพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ สถิตใน สรวงสวรรค์ และทรงอภิบาลคุ้มครองราชอาณาจักรไทย ประชาชนชาวไทย ผู้เป็นพสกนิกรของพระองค์ ให้มีความสงบสุข และความสันติสุข ดุจดังที่ประเทศไทย และประชาชนชาวไทย มีมาโดยตลอด ภายใต้ร่มพระบารมียาวนาน 70 ปี
ขอเจริญรอยตามพระยุคลบาท
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพ ถึงแม้เราจะอยู่ในยามทุกข์โศกน้ำตานองหน้าทั่วกันเพียงใด ประเทศไทย อันเป็นที่รักของพวกเราและ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ต้องดำรงต่อไป อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ ทำให้พระราชปณิธาน ที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์ มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกัน ต้องหยุดชะงักลง การจะแสดงความจงรักภักดี และความอาลัยที่ดีที่สุด คือ เจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน ที่จะรักษาเอกราช อธิปไตย ความสมบูรณ์พูนสุข และ ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ตลอดจน การปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทพระราชดำรัส ที่เคยพระราชทานไว้
ดำเนินการตามรธน.-กฎมณเฑียรบาล
ภารกิจสำคัญ ที่จะต้องดำเนินการ ในบัดนี้มี 2 ประการ คือ การดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 ตลอดจนตามราชประเพณีในส่วนของการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งสอดคล้องต้องกัน เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินต่อไป อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลไว้แล้ว เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เตรียมงานพระบรมศพสมพระเกียรติยศ
อีกประการหนึ่ง คือการเตรียมงานพระบรมศพในส่วนของรัฐบาล และประชาชนให้สมพระเกียรติยศ และสมกับความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทย ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ
ทั้งนี้การดำเนินการ ทั้ง 2 ประการนี้ รัฐบาลจะแจ้งให้ พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะ ต่อไป ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาล และผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และราชประเพณี รัฐบาลจึงขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายรับฟังข่าวสารอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการ อย่าเชื่อข่าวที่ลือที่ไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิง
ถวายความอาลัยเป็นเวลาหนึ่งปี
พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนคนไทย ที่รักทุกท่านแต่งกายถวายความอาลัย เป็นเวลาหนึ่งปี สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน และทุกภาคส่วน ควรพิจารณางดการจัดงานรื่นเริงต่างๆ เป็นเวลา 30วัน ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายอาจเข้าร่วมพิธีหรือ จัดกิจกรรมทางศาสนาของตน ถวายเป็นพระราชกุศล หรือ จัดเป็นพระบรมราชานุสรณ์ อีกทั้งควรใช้โอกาสนี้ ให้กำลังใจแก่กันและกัน
เพราะเราทุกคนต่างก็มีหัวอกเดียวกัน เพราะมีพ่อของแผ่นดินร่วมกัน
ขอให้ช่วยกันรักษาแผ่นดินของพ่อ
“โปรดช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง มิให้ผู้ใด ฉวยโอกาส แทรกเข้ามาก่อความขัดแย้ง จนกลายเป็นความวุ่นวาย ขอพี่น้องประชาชนทุกคน ร่วมส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ด้วยการรักษาแผ่นดินของพ่อ ด้วยความรัก และความสามัคคี ตลอดไป พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต
แล้ว ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลใหม่ทรงพระเจริญ”นายกรัฐมนตรี กล่าว
โลกออนไลน์โพสต์แสดงความอาลัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีประกาศสำนักพระราชวังเรื่องการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกมาอย่างเป็นทางการ ปรากฎว่า ในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ค พบว่าสมาชิกที่เป็นพสกนิกรชาวไทยส่วนใหญ่ได้เป็นรูปภาพประจำตัวเป็นภาพขาวดำแทนภาพสี บางรายใช้สีดำทั้งหมด และมีข้อความแสดงความอาลัย อาทิ “กราบแทบฝ่าพระบาท ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” หรือ “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” รวมทั้งมีการโพสต์ภาพขณะที่พระองค์ทรงพระราชกรณียกิจในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
พสกนิกรร่วมตั้งจิตอธิษฐาน
ส่วนบรรยากาศที่โรงพยาบาลศิริราช ในช่วงก่อนที่สํานักพระราชวัง ประกาศเรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคตนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พสกนิกรจากทั่วประเทศทยอยเดินทางมาที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ขณะที่พสกนิกรบางส่วนปูเสื่อปักหลักนอนค้างคืนอยู่แล้ว
ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อสีชมพู รวมถึงเสื้อสีเหลือง พากันสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พร้อมกับนั่งสวดมนต์บท“โพชฌังคปริตร” ที่เชื่อกันว่าสวดให้คนป่วยแล้วจะหายป่วย บ้างก็นั่งสมาธิ ตั้งจิตอธิษฐานโดยหันหน้าไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อส่งกำลังใจผ่านกระแสจิตและถวายพระพร ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน และมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์
ตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล
โดยในช่วงเช้า ทางโรงพยาบาลศิริราชได้นิมนต์พระสงฆ์ 6 รูป เพื่อให้บุคลากรของโรงพยาบาล ผู้ป่วย และพสกนิกร ได้ร่วมทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล ณ ลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ขณะที่ ธนาคารออมสิน สาขาโรงพยาบาลศิริราช จัดน้ำดื่มแก้ว และบทสวดมนต์โพชฌังคปริตร แจกฟรีให้ประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดสายฝนโปรยปรายเล็กน้อย ทำให้พสกนิกรบางส่วนย้ายเข้าใต้อาคาร แต่ก็มีบางส่วนไม่ย่อท้อต่อสภาพอากาศ ยังกางร่มนั่งอยู่กลางลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เพราะเชื่อว่าพระบารมีของพระองค์จะทำให้ฝนไม่ตกหนัก ปรากฎว่าไม่ถึง 1 นามี ฝนก็เริ่มหยุดและแดดออก สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก
ชาวบ้านเผยอุ่นใจได้มาอยู่ใกล้
นางมาลี เกิดตลาดแก้ว อายุ 54 ปี ชาว ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า ได้เดินทางพร้อมกับญาติๆ มาจาก อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี มาถึง โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ เวลา 06.30 น. เพื่อมาพบแพทย์ และตั้งใจอยากจะมาถวายพระพร เมื่อมาถึงแล้วมีความรู้สึกอุ่นใจที่ได้มาอยู่ใกล้ได้มาให้กำลังใจพระองค์ ซึ่งเป็นที่รักของประชาชนคนไทย และต่างชาติทั่วโลก เมื่อคืนก็สวดมนต์อธิษฐานจิตขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวร เช้านี้ก็ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองพระองค์ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร มีพระชนมพรรษายืนยาวเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยตราบนานแสนนาน
ตั้งใจปักหลักค้างคืนต่อเนื่อง
นางสุรินทร์ คุณานุคุณ อายุ 58 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ และ นางจำเนียร มาลากุล อายุ 55 ปี จากเขตภาษีเจริญ กทม. กล่าวว่า มีพสกนิกรมาปักหลักนอนค้างคืนจำนวนมาก ต่างพากันสวดมนต์ถวายอธิษฐานจิตถวายพระองค์ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร อีกทั้งยังมีประชาชนในพื้นที่ก็เอาอาหาร ขนม น้ำดื่ม ยากันยุงมาให้มากมายตลอดทั้งคืน อย่างไรก็ตาม พวกเราจะปักหลักค้างคืนต่อ เพื่อร่วมสวดมนต์ถวายพระองค์ และเฝ้าติดตามแถลงการณ์พระอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป
พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯรพ.ศิริราช
เมื่อเวลา 10.28 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมายัง โรงพยาบาลศิริราช จากนั้นเวลา 10.54 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯมายัง โรงพยาบาลศิริราช ต่อมาเวลา 11.44 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จฯมายังโรงพยาบาลศิริราช, เวลา 12.46 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯมายังโรงพยาบาลศิริราช, เวลา 13.03 น. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จฯมายังโรงพยาบาลศิริราช และได้เสด็จฯ ไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ สถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เปล่งเสียง“ทรงพระเจริญ”ดังกึกก้อง
ส่วนบรรยากาศในช่วงบ่ายที่ รพ.ศิริราช ก็ยังคงมีพสกนิกรชาวไทยจำนวนมาก ทยอยเดินทางมาร่วมสวดมนต์และตั้งจิตอธิษฐานถวายพระพร ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว กระทั่งในช่วงเย็น ได้มีพสกนิกรเดินทางข้ามาอย่างแน่นขนัดจนเต็มลานพระราชานุสาวรีย์ฯ ล้นไปยังสนามหญ้า โดยทั้งหมดได้ร่วมกันสวดมนต์เสียงดังกึกก้องไปทั่วโรงพยาบาลศิริราช และได้ร้องเพลงสดุดีมหาราชา และเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังไปทั่วบริเวณ และต่างหันหน้าจ้องมองไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ
สำนักพระราชวังปิดลงนามฯ
ขณะเดียวกัน ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้คณะบุคคล และประชาชนลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ และประชาชนจำนวนมาก ต่างสวมเสื้อสีเหลืองและสีชมพูเพื่อแสดงออกถึงการถวายความจงรักภักดี ได้นำแจกันดอกไม้ พานพุ่มดอกไม้ และสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าฯ ถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง และหายจากพระอาการประชวรโดยไว กระทั่งเวลา 14.20 น. ทางศาลาสหทัยสมาคมได้ปิดการลงนามถวายพระพร
เชียงใหม่จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์
สำหรับบรรยากาศในต่างจังหวัด ที่วัดแม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ พระครูปัญญาวิเชียร์ เจ้าอาวาสวัดแม่ริม และเจ้าคณะอำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ นายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ นายอำเภอแม่ริม ร.ต.ต.เหรียญชัย เชื้อทอง ไวยกรณ์วัดแม่ริม จัดทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงหายจากพระประชวร และทรงเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรแก่ปวงประชาชนชาวไทยตลอดนานเท่านาน โดยมีพระสงฆ์และสามเณรเข้าร่วมในพิธีดังกว่าจำนวนกว่า 200 รูป
ชาวบุรีรัมย์ขอพรให้ทรงหายประชวร
ที่ จ.บุรีรัมย์ ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน พร้อมใจกันแต่งกายนุ่งขาวห่มขาว ไปเข้าวัดทำบุญ ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ ที่วัดป่าเขาน้อย ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พร้อมทั้งร่วมกันสวดมนต์แผ่เมตตา ที่บริเวณหน้าองค์พระประธาน ภายในศาลาการเปรียญ และนั่งสมาธิตั้งจิตอธิษฐานขอพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหายจากพระอาการประชวร มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง
คณะสงฆ์ลพบุรีสวดโพชฌังคะปริตร
พระครูภาวนาโสภณเจ้าคณะอำเภอเมืองลพบุรี นำคณะสงฆ์กว่า 200 รูป จัดพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์บทโพชฌังคะปริตรน้อมถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงหายจากพระประชวรในพระวิหารหลวงวัดเสาธงทอง ซึ่งใช้เวลาสวดนานกว่า 1 ชม. พร้อมกันนี้คณะสงฆ์จะร่วมกับชาวบ้านสวดมนต์บทโพชฌังคะปริตรถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดทุกวัน
หนุ่มพิษณุโลกเดินถวายพระพร
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้าน อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ว่า มีคนเดินเท้าเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบ นายชุติพงษ์ แซ่เต็ง อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64/1 ม.10 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ได้เดินผ่านมาเส้นทาง ถ.สายเพชรเกษม ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ บริเวณหน้าสถานีวิทยุคลองท่อมเรดิโอ โดย นายชุติพงษ์ เล่าว่าได้เดินเท้ามาจาก ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษนุโลก บ้านเกิด เพื่อเทิดพระเกียรติ 5 ภาค ให้ครบทุกภาค ก่อนถึงวัน 5 ธันวาคม 2559 โดยเดินเท้าไปจังหวัดแถบภาคเหนือไปสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย และเดินวนกลับมาภาคอีสาน ย้อนกลับมาแถบตะวันออก ชลบุรี ศรีราชา และยังเดินต่อมายังภาคใต้ เริ่มต้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และมาถึง จ.กระบี่ และจะยังเดินต่อไปให้ถึงจังหวัดแถบภาคกลางและเดินเข้าสู่กรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลศิริราชเพื่อจะไปให้ทันลงนามถวายพระพร ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้
รพ.สิริกิติ์ร่วมถวายพระพร
พล.ร.ต.พรชัย แย้มกลิ่น ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กรมแพทย์ทหารเรือ มาเป็นประธานในการเปิดห้องประชุม 20 ปี รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยได้นิมนต์พระภิกษุจากวัดชากหมากมากระทำพิธีเจิมป้ายห้องประชุม เพื่อเป็นสิริมงคล และในโอกาสเดียวกันนี้ ยังได้ร่วมกันประกอบพิธีขอพร เจริญจิตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายพระพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว อีกด้วย
พระสงฆ์พังงาสวดถวายพระพร
ที่พระอุโบสถ วัดประชุมโยธี (พระอารามหลวง) อ.เมือง จ.พังงา พระเทพปัญญาโมลี รองเจ้าคณะภาค 17 และเจ้าอาวาสวัดประชุมโยธี นำขณะสงฆ์จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง อีกทั้งเป็นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างขวัญและกำลังใจให้พุทธศาสนิกชนที่เป็นพสกนิกรอยู่ภายใต้พระโพธิสมภารได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี ให้สังคมเกิดความสงบร่มเย็นและสันติสุข
ภูฏานจัดสวดมนต์ทั่วปท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากพสกนิกรชาวไทยจะร่วมกันสวดมนต์อธิษฐานจิตขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว ยังปรากฎว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) วันที่ 12 ตุลาคม เฟซบุ๊กที่ใช้พระนามสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ได้โพสต์ข้อความว่า สำนักราชวังภูฏาน จัดให้มีพิธีสวดมนต์เป็นกรณีพิเศษทั่วทุกวัดในประเทศ เพื่อขอให้กษัตริย์ไทยทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ขณะนี้ กษัตริย์ของไทยทรงพระประชวร และกำลังรักษาพระวรกาย ราชวงศ์ภูฏานและประชาชนชาวภูฏาน และราชอาณาจักรไทย มีความสัมพันธ์อบอุ่นฉันมิตรและไมตรีจิตต่อกันและกันเสมอมา ขอจงทรงพระเจริญ พร้อมกันนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ได้ลงพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย