546.jpg
GO GOAL GOLD EURO 2016 : ก่อการร้ายในคราบ‘ฮูลิแกน’

GO GOAL GOLD EURO 2016 : ก่อการร้ายในคราบ‘ฮูลิแกน’

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยูโร 2016 ครั้งนี้ถือว่า ฝรั่งเศส เจ้าภาพนี่ “งานงอก” บ่อยครั้งมากๆ

งานระดับโลก แต่พวกเขาพลาดหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่ลูกฟุตบอลถูกปล่อยลงสนามถึง 2 ลูก



บ่อยจนมันไม่ใช่บอลระดับยูโร ซึ่งเป็นเกมระดับโลก

แต่ทำเหมือนกับฟุตบอล อบต.บางแห่งหนตำบลไกล

แถมยังต้องมีเรื่องปวดหัวดูแลเรื่อง”ผู้ก่อการร้าย”ที่ยังนิ่งอยู่ ซึ่งก็ดีแล้ว แต่ต้องการสาละวนเกี่ยวกับ “อันธพาลลูกหนัง” ที่กระจายไปเป็นวงกว้างอย่างเหลือเชื่อ ไทม์ไลน์การหวดกันมีดังนี้..............

อังกฤษ ไล่ตีเจ้าถิ่นตั้งแต่ก่อนเปิดการแข่งขัน, อังกฤษ ไล่ตีกับ รัสเซีย, รัสเซีย ไล่กระทืบ อังกฤษ ก่อนเกม, รัสเซีย ปีนรั้วมาตีแฟนบอลอังกฤษในสนาม, ไอร์แลนด์ ปะทะกับ สวีเดน, เยอรมนี ปะทะกับ ยูเครน, ไอร์แลนด์เหนือ ปะทะกับ โปแลนด์, รัสเซีย เกือบมีเรื่องกับแฟนบอลอังกฤษ และเวลส์, โครเอเชีย จุดพลุขว้างใส่สนามบอลมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่, ฮังการี ปะทะกับ การ์ดในเกมกับ ไอร์ซ์แลนด์

รวมถึง ตุรกี ที่ขว้างพลุลงสนามหลังจากโดน สเปน ยำขาด 3-0 พร้อมกับมีป้ายของ นีโอนาซี (Neo-Nazism) สัญลักษณ์แห่งลัทธิที่เคลื่อนไหวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

มีแฟนบอลโครเอเชีย หลุดเข้าไปในสนามดีใจกับลูกยิงของ ลูก้า โมดริช ในเกมกับ ตุรกี รวมไปถึงแฟนลงไปขอ เซลฟี่ กับ โรนัลโด้ ในนัดโปรตุเกส เจ๊ากับ ออสเตรีย

หลายประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ไม่ใช่แค่ตีกันเพียงอย่างเดียว ยังมีคดีที่ไม่ควรเกิดขึ้น และทุกคนก็คิดว่า “ตกลงนี่มาดูบอล...ใช่มั๊ย”

อเล็กซานดอร์ ชปรีกิน ผู้นำกลุ่มกองเชียร์ “หมีขาว” รัสเซีย เป็นหนึ่งในแฟนบอลเถื่อน 20 คนที่จะถูก ฝรั่งเศสไล่กลับบ้าน จากการก่อเรื่องวิวาทในเกมกับ อังกฤษ แถมมีแฟนบอลอีก 3 คนถูกตัดสินจำคุก, 7 คนโดนสั่งห้ามเข้าสนาม และ 4 คนรอพิจารณาความผิดข้อหาลักทรัพย์

อันที่จริง ฮูลิแกน Football hooliganism มีมานานแล้ว บันทึกไม่สามารถบอกได้ว่า เกิดขึ้นหนแรกเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่าต้องย้อนกลับไปศตวรรษที่ 14

ประมาณ ปี 1314 พระเจ้าเอ๊ดเวิร์ดที่ 2 ของอังกฤษ ได้ห้ามให้มีการเตะฟุตบอล เพราะเชื่อว่ามีความผิดปกติระหว่างแข่งขัน มีความวุ่นวายทางสังคม

สมัยนั้น “ลูกหนัง” ยังไม่มี ยังเป็นการใช้ “กระเพาะหมู” เตะกันอยู่เลย!!!

อังกฤษเอง ที่ถูกยกให้เป็น”ต้นตำรับฮูลิแกน”ในยุคที่บันทึกได้ ก็เริ่มเปรี้ยวมาตั้งแต่ปี 1880 คือเริ่มมีลีกก็ตีกันเลย จนกระทั่งมาหนักหาสาหัสในยุค 70 แกนนำคือ เชลซี, ลีดส์, สเปอร์ส, มิลล์วอลล์ และเวสต์แฮม ที่โหดกว่าใครในลีก โดยพวกตัวแสบจะแทนตัวเองว่า “army”, “boys”, “casuals” และ “crew”

จนมาถึงยุค 80 ฮูลิแกนเหิมหนักจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ตอนนั้น นายกรัฐมนตรีหญิงอังกฤษที่ชื่อว่า มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ หรือฉายา “หญิงเหล็ก” ต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างเผ็ดร้อน

แธตเชอร์ เกิดในครอบครัวของอัลเฟรด-บีทรีซ โรเบิร์ตส์ สืบสายเลือดนักการเมืองจากบิดาผู้เป็นสมาชิกพรรคทอรี หรือพรรคอนุรักษ์นิยม และเป็นนายกเทศมนตรี

โดยเฉพาะเหตุการณ์แฟนบอลลิเวอร์พูล ตีกับ แฟนบอลยูเวนตุส จนทำให้แฟนบอลชาวอิตาเลียน เสียชีวิต 39 คนที่เฮย์เซลล์ สเตเดี้ยม กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ก่อนเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ 1985 ซึ่งตอนนั้น แธตเชอร์ อยู่ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป

หนึ่งในคณะรัฐมนตรีบอกว่า นี่คือความอับอายของประเทศ และควรจะยุบวงการฟุตบอลทิ้งซะ

แต่เธอตอบทันควันว่า “ไม่...ไม่มีทาง”

ก่อนที่ เธอนี่แหละที่เป็นแกนนำในการจัดการแฟนฟุตบอลอันธพาล หรือพวก “ฮูลิแกน” ที่ทำให้อังกฤษเสียภาพลักษณ์ จนราบคาบ

เมื่อเราเห็นภาพ”อันธพาลลูกหนัง”ที่นำเสนอไม่น้อยไปกว่าไฮไลท์ยูโร อันที่จริงตามตำราของ”ตำราแห่งฮูลิแกน”ก็มีกฏประจำตัวของพวกเขา ไม่ใช่ว่า นึกอยากจะตีก็ซัดกันในทันใด

1.ไม่ทำร้ายเด็ก,สตรี และคนชรา ถ้าโดนเด็กตีให้ไปตีผู้ใหญ่แทน

2.ไม่ลงไปสร้างความวุ่นวายในสนาม ถือเป็นฮูลิแกนไร้จรรยาบรรณ แต่นอกสนามตีได้

3.ต้องมีเรื่องกับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น เราสัญญาจะไม่กระทืบกันเอง

4.ห้ามมีเรื่องกันแบบ”หมาหมู่” ต้องซัดกันตัวต่อตัว หาไม่แล้ว คุณคือ ฮูลิแกน ที่ไร้ซึ่งคุณธรรม!

หากเป็นไปกฏเกณฑ์ดังกล่าว คนไหนที่ทำฉีกกฏนี้ไป ก็น่าจะหาใช่”ฮูลิแกน”อย่างที่เค้าว่า จึงขอใช้คำของกุนซือโครแอตที่ว่า พวกที่ก่อการไม่ดีในยูโรครั้งนี้

คือ “ผู้ก่อการร้ายแห่งโลกฟุตบอล” หาใช่ “ฮูลิแกน”ในตำนาน!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top