เป็นแผงมิดฟิลด์ที่ลงตัวที่สุดแผงหนึ่ง ระดับท็อปตั้งแต่โลกใบนี้เคยมีมา
แต่ไม่น่าเชื่อว่า พวกเขาจะจอดไม่ต้องแจวในรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก ในยุคนั้น2 สมัยติดต่อกัน ด้วยน้ำมือของทีมเดียวกันอย่าง “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน ในยุคที่ยังเป็น “ตะวันตก”ในปี 1982 ฝรั่งเศส ของกุนซือ มิเกลอิดัลโก้ กำลังก่อร่างสร้างทีมขึ้นมา ด้วยแผงกลางสุดแกร่ง อแลง จิแรส กับ ฌอง ติกาน่า ยืนคู่กัน โดยมี มิเชล พลาตินี่ เป็นกัปตันทีมหัวใจในแนวรุก ทำเกมร่วมกับ แบร์กนาร์ก็องกินี่ หรือ เจนกินี่ ในสมัยนั้น
ฝรั่งเศส เล่นตัดเชือกบอลโลก กับ เยอรมันตะวันตก ในเกมที่ทุกวันนี้โลกยังต้องจดจำเมื่อ โทนี่ ชูมัคเกอร์ หรือไอ้ชูผู้โอหัง ลอยตัวไปอัด ปาทริค บาสติสตอง จนหลับกลางอากาศต้องหามออกไปทั้งที่เพิ่งลงสำรองมาเล่นได้แค่ 10 นาทีขณะที่ในเกมการแข่งขันใน 90 นาทีเสมอกัน 1-1 “ปีกขาโก่ง” ปิแอร์ ลิตต์บาร์สกี้ซัดให้เยอรมันนำก่อน แต่ พลาตินี่ ก็ตามมายิงตีเสมอได้ด้วยจุดโทษ ทำให้เกมต้องยืดเยื้อต่อไปถึงช่วงต่อเวลา
ฝรั่งเศส ควรจะคว้าชัยไปแล้วเมื่อได้สองประตูรวดจาก มาริอุส เทรซอร์ กับจิแรส เกมผ่าน 98 นาที นำ 3-1 แต่พวกเขากลับไม่ได้ชิงชนะเลิศ“ไอ้หนูแก้มแดง” คาร์ลไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ลงสำรองมาตีประตูตีไข่แตก ก่อนที่ เคลาส์ ฟิชเชอร์ จะยิงท่าพิสดารกึ่งจะตีลังกาตีเสมอได้แบบผีหลอก ทำให้ต้องมาดวลจุดโทษ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น 4 ปี เยอรมันเป็นทีมแรกที่ได้ดวลจุดโทษครั้งประวัติศาสตร์นัดชิงยูโร 1976 และแพ้ให้กับ เชโกสโลวาเกียแต่มาหนนี้พวกเขาคว้าชัยได้สำเร็จ เมื่อยิงผ่านไปถึงคนที่ 6“ไอ้ยักษ์โขมด” ฮอร์สท์ ฮรูเบสช์สังหารเข้าไป เยอรมัน ได้ชิงแชมป์โลก พร้อมกับประเดิมชัยชนะในการดวลเป้า และน่าสนใจก็คือ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา “อินทรีเหล็ก” ก็ยิงจุดโทษไม่เคยแพ้ใครอีกเลย!!!!
ฝรั่งเศส หอบความเจ็บปวดกลับบ้านก่อนจะเป็นเจ้าภาพยูโร 1984 หรืออีก 2 ปีต่อมา และพวกเขาได้แชมป์ในถิ่นตัวเอง พร้อมกับมีแผงกลางจาก เจนกินี่ มาเป็น หลุยส์ เฟอร์นานเดซ หรือ ลูอิส แฟร์กน็องเดซมาเข้าคู่กับ พลาตินี่, จิแรส และติกาน่าพลาตินี่ ซัดไป 9 ประตู จนเป็นที่มาของฉายา “นโปเลียนลูกหนัง”
พวกเขาพร้อมมาก เมื่อมาถึงฟุตบอลโลก1986 การปราบ “แซมบ้า” บราซิล ลงได้ในรอบ 8 ทีม ซึ่งเป็นเกมที่ดีที่สุดอีกหนึ่งเกมในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ยิ่งทำให้มั่นใจว่า พวกเขาน่าจะมีโอกาสเข้าชิงและเป็นแชมป์แต่ก็มาพ่ายให้กับ เยอรมัน ในรอบตัดเชือกอีกครั้ง และแพ้ราบคาบ 0-2 โจเอล บาตส์ ไม่เหลือรอยยอดนายทวารจอมเซฟให้เห็นเลยในเกมนั้น เช่นเดียวกับ 4 แผงกลางระดับพระกาฬโดนเล่นงานจนอยู่หมัด
นี่คือ 2 เกมที่พบกันในรอบตัดเชือกในเกมระดับสำคัญของโลก ความเจ็บปวดที่พวกอินทรีเหล็กยัดเยียดให้ ยังอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจของชาวฝรั่งเศสพวกเขาไม่เคยผ่าน เยอรมนี ได้เลยในรอบตัดเชือก
ไม่รู้เหมือนกันว่า เกมนี้เป็นความบังเอิญแบบพอดีหรือไม่ที่สนามสต๊าด เวโลโดรม ในเมืองมาร์กเซย ซึ่งจะใช้ในเกมนี้ เคยใช้ในการตัดสินรอบรองชนะเลิศ ยูโร 1984 มาแล้วซึ่งครั้งนั้น ฝรั่งเศส เอาชนะ โปรตุเกสในช่วงต่อเวลาได้สำเร็จ 3-2 โดยได้ประตูชัยในนาทีที่ 119 จาก พลาตินี่
อีกทั้งในฟุตบอลโลก 1998 ฝรั่งเศส ลงเล่นที่สนามนี้ 1 นัดในรอบแรก ก็คว้าชัยได้เหนือ แอฟริกาใต้ ไปได้ 3-0กำแพงครั้งนี้สูงมากสำหรับ ฝรั่งเศสแม้ว่าจะไม่เคยแพ้ใครเลย 17 เกมรวดในการเล่นถิ่นตัวเอง แต่นี่คือ เยอรมนี ของจริงที่ยิ่งกว่ายิ่งที่พวกเขาจะต้องดวลเป็นหนแรกในทัวร์นาเมนท์นี้
ไม่ได้เจอม้ามืด หรือจอมพลิกล็อกอีกต่อไปเกมนี้มันช่างบีบขั้วหัวใจจริงๆ
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี