การเดินทางไปทำงานโอลิมปิก สมัยที่ 3 ของผม หลายคนอยากให้นำมาถ่ายทอดให้ฟังเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ในยุค “โลกใหม่”
ไม่เคยมีมหกรรมกีฬาอย่างโอลิมปิกเกมส์ ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสถานการณ์ “โรคอุบัติใหม่” แบบนี้มาก่อน และน่าสนใจมากทีเดียวกับการ “รับมือ” ของ ญี่ปุ่น
พร้อมกับเป็นที่ยอมรับของคนญี่ปุ่นด้วย เป็นส่วนใหญ่
ที่กล้าเขียนแบบนี้ก็เพราะว่า อยู่ในสถานที่จริง และหากนับเอาตัวเลขสถิติ จะพบได้ชัดเจนเลยว่า การติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น ไม่ได้เกี่ยวโยงกับคนจากโอลิมปิกเกมส์
การต่อต้านจากคนพื้นที่ ผมมองเป็นเรื่องปกติ เพราะเข้าใจได้ดี เวลาแบบนี้ทุกคนหวั่นใจว่า การรวมตัวของคนหลากหลายชาติพันธุ์ในช่วงการระบาดของโรคมันอาจจะทำให้เชื้อไวรัสร้ายกลายพันธุ์ ที่ปกติก็รับมือกับมันเหนื่อยอยู่แล้ว
Alpha (อัลฟ่า) หรือโควิดสายพันธุ์อังกฤษ (B.1.1.7)
Beta (เบต้า) หรือโควิดสายพันธุ์แอฟริกาใต้ (B.1.351)
Gamma (แกรมม่า) หรือโควิดสายพันธุ์บราซิล (P.1)
Zeta (ซีต้า) หรือโควิดสายพันธุ์บราซิล (P.2)
Theta (ธีต้า) หรือโควิดสายพันธุ์ที่พบในหลายประเทศ (B.1.525)
Iota (ไอโอต้า) หรือโควิดสายพันธุ์สหรัฐ (B.1.526)
Delta (เดลต้า) หรือโควิดสายพันธุ์อินเดีย (B.1.617.2)
Kappa (แคปป้า) หรือโควิดสายพันธุ์อินเดีย (B.1.617.1)
Epsilon (เอปไซลอน) หรือโควิดสายพันธุ์สหรัฐ (B.1.427/B.1.429)
Lambda (แลมบ์ด้า) หรือโควิดสายพันธุ์เปรู (C.37).......มันเยอะขนาดนี้
เกรงว่า จะรับมือกับเรื่องเหล่านี้ยังไง เพราะคนนับหมื่นคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
อย่าว่าแต่ ญี่ปุ่นเลยครับที่กลัว................
ญี่ปุ่น มีกฎ กติกา มารยาท ที่สอนสั่งกันมายาวนาน เกี่ยวกับการอ่อนน้อมถ่อมตน การโค้งแสดงออกถึง “ความนวล” ของวัฒนธรรม
แต่ทุกอย่างแฝงไว้ด้วย “วินัย”
วินัยเริ่มต้นตั้งแต่ที่สนามบิน..........
พวกเขาตรวจเอกสารที่มีนับ 10 ใบ และสำคัญที่สุดก็คือ “โทรศัพท์”

หลายคนเป็นมานานแล้วกับ โทรศัพท์คืออวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ และในยุคใหม่นี้ คุณต้องมีโทรศัพท์ที่เป็นสมาร์ทโฟนเท่านั้น
การเข้าญี่ปุ่น ต้องโหลดแอปพลิเคชั่น 3 แบบเอาไว้ในสมาร์ทโฟนของคุณ เพื่อยืนยันว่า 14 วันที่ผ่านมาคุณมี “อุณหภูมิ” เท่าไหร่
ก่อนจะเข้าประเทศได้ ต้องผ่านการตรวจโควิดจะได้ด้วยวิธีอะไรก็แล้วแต่ 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง
ผมเข้ารับการสวอบ 2 ครั้ง ในวันที่ 15 และวันที่ 17 กรกฎาคมก่อนจะได้รับผลตรวจทั้งสองครั้งในวันที่ 16 กับ 18 กรกฎาคม ก่อนจะเดินทางไปในวันที่ 19 กรกฎาคม 2021
เมื่อถึงสนามบินนาริตะ เข้ารอการตรวจอีกครั้ง แต่ไม่ใช่การ “แยงจมูก” กับ “แยงปาก” แต่เป็นการตรวจด้วยน้ำลาย
วิธีตรวจก็คือ ก่อนจะบ้วนน้ำลายลงในหลอดที่กำหนดคุณจะต้องไม่ดื่มน้ำ และไม่ทานอะไรเป็นเวลาอย่างน้อยๆ ก็ต้อง 30 นาที
ผลตรวจจะได้ข้อสรุปในอีก 30 นาทีต่อมา
จากนั้นเมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจเรียบร้อยว่า “ไม่พบเชื้อ” ก็จะต้องไปกักตัวเอง 3 วัน โดยไม่ได้จำกัดว่า “คุณห้ามเปิดประตู”
สามารถออกไปได้ในวงจำกัด
แน่นอนว่า คุณจะต้องรู้ตัวเองก่อนเป็นลำดับแรก.........
ผมพักที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นทรัล ชื่อดูใหญ่แต่ไม่ได้เบิ้มตามชื่อ อยู่ในย่านคันดะ กรุงโตเกียว ห่างจากย่านสวรรค์เขตอย่าง อูเอโนะเพียง 4 กิโลเมตร และอากิฮาบาระ แค่ไม่ถึง 2 กิโลเมตรเท่านั้น
ระหว่างการการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น จะมี “พนักงาน” ที่ใส่เอี๊ยมสีเหลือง มานั่งอยู่ตรงชั้นล่างของโรงแรม หรือ ล็อบบี้ เพื่อมองดูว่าใครทำอะไรที่ไหน,ไปไหนมา และใช้เวลาในการออกไป “กี่นาที”
เรียกว่าตามเช็คติดคิดตังกันเลยทีเดียว
เราไม่สามารถที่จะใช้รถสาธารณะหลักของที่นั่นร่วมกับประชาชนได้ นั่นคือ “รถไฟฟ้า” ตรงนี้ไม่มีใครมาตามจิกเรา ตามติดเรา แต่มันอยู่ที่สามัญสำนึกของเราเอง
การป้องกันตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ
แน่นอนว่า การตรวจที่เข้มข้นต่อเนื่อง เกิดขึ้นกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ ไอโอซี และองค์การอนามัยโลก (WHO) มีความมุ่งหมายว่า จะให้เป็น “โมเดล” กับ “โลกใบใหม่” ที่ต้องเจอกับ “โรคอุบัติใหม่”

ความท้าทายตรงนี้ ญี่ปุ่น รับเอาไว้และส่งผ่านงานมาเป็นระบบ ได้ส่งคนมาประชุมย่อยกับผู้สื่อข่าวแต่ละชาติ จากนั้นทุกคนต้องรู้ว่าคุณต้องทำอะไร
1.ห้ามโทรสัมภาษณ์นักกีฬาโดยตรงในทุกกรณี จะคุยได้กับโค้ชเท่านั้น
2.ถ้าพ้นจาก มิกซ์โซน แล้ว คุณไม่มีสิทธิ์คุยกับนักกีฬา
3.คุณต้องลงทะเบียนเพื่อขอสิทธิ์ไปทำข่าวตามสถานที่ต่างๆ ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน
สำคัญที่สุดก็คือ 4.คุณจะต้องตรวจโรค 3 ครั้งในช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่
เท่ากับว่า ตรวจกัน 5 วันต่อ 1 ครั้ง
ผมตรวจครั้งแรกที่สนามเทควันโด ในวันประวัติศาสตร์ที่ “เทนนิส”พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ได้เหรียญทอง จากนั้นก็ตรวจที่สนามมวยอีก 2 ครั้ง ด้วยการใช้ “น้ำลาย”
ทุกคนที่อยู่ใน “เกมส์นี้” ไม่มีการแยงจมูก หรือตรวจที่ปาก แต่ใช้ “น้ำลาย” ในการตรวจทั้งหมด
สุดท้ายบทสรุปจาก “ไอโอซี” กับ สถิติการตรวจหาเชื้อไวรัส #โควิด-19 รอบสุดท้าย ของการแข่งขัน #โอลิมปิกเกมส์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 8 สิงหาคม ภายใต้การดูแลของ#Tokyo2020
ตรวจคัดกรองทั้งหมด 676,789 ครั้ง 163 ราย ยืนยันผลบวก
ผลประเมินคือ 0.02%
ตรวจคัดกรองที่สนามบิน 42,861+สรุป 37 ราย ยืนยันผลบวก
ผลประเมิน 0.09%
ไอโอซี ระบุว่า คำแนะของ WHO ถูกต้อง ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข “ขั้นพื้นฐาน” และการจัดวางโปรแกรมการทดสอบไว้เป็นชั้นเป็นตอน
การปฏิบัติตามแนวทาง “คนหมู่มาก” แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นไปได้ที่จะรักษาการแพร่ระบาดอย่างหนักในอนาคต โดยโอลิมปิกครั้งนี้เป็น “โมเดล”
สุดท้าย “โมเดล” ครั้งนี้คือ “วินัย” และ “ความซื่อสัตย์”นั่นเอง
ย้ำกันอีกครั้งว่า ถ้าไม่ใช่ ญี่ปุ่น เป็นผู้จัดการแข่งขัน ผมแอบมั่นใจว่า โอลิมปิกครั้งนี้ไม่น่าจะรอด....การแสดงออกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกเขา ส่งต่อมายังโลกใบนี้ พร้อมกับตอกย้ำ วลีที่เราจะต้องพึงระลึกถึงอยู่เสมอ.........
มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ยอมแพ้.............
มีตัวอย่างมีแบบให้ถอดสมการแล้ว อย่าลืมปฏิบัติตาม......
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี