วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ประจำค่ำคืนวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม เป็นเกมในรอบ 16 ทีมสุดท้าย 2 คู่ ออกสตาร์ทในเวลา 02.00 น. ที่สนาม เอทีแอนด์ที สเตเดี้ยม ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเกมดาร์บี้แห่งยุโรปใต้แห่งคาบสมุทรไอบีเรีย ของสองชาติยอดนักสำรวจ
“กระทิงดุ” สเปน จ้าวแห่งโลกตะวันตก จะดวลกับ “ฝอยทอง” โปรตุเกส จ้าวแห่งโลกตะวันออก ที่ลงสนามสนธิสัญญาตอร์เดซิญาส ในปี ค.ศ. 1494 เพื่อแบ่งโลกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
เกมนี้นับเป็นคู่ปะทะที่มีรากฐานประวัติศาสตร์ ความเชื่อมโยงของภาษาและวัฒนธรรม ร่วมกันมากที่สุดของบอลโลกครั้งนี้ก็ว่าได้ อาทิ เนื่องจาก 2 ชาตินี้ เคยมีชะตาร่วมกันทั้งการตกอยู่ภายใต้ การปกครองของอาณาจักรโรมันและชาวแขกมัวร์จากแอฟริกาเหนือ และเคยประเทศกันช่วงหนึ่ง ระหว่างปี 1580-1640 รวม 60 ปี เนื่องมาจากอณานิคมอยู่ภายใต้กษัตริย์องค์เดียวกัน เพราะ อาณาจักรโปรตุเกสเกิดสงครามกลางเมืองและปัญหาผู้สืบราชบัลลังก์
ความพร้อมเริ่มที่ โปรตุเกส ผ่านเกมสุดดราม่าในรอบ 32 ทีม ด้วยการพลิกแซงเอาชนะ “ตราหมากรุก” โครเอเชีย 2-1 ได้ประตูชัยและเกือบจะโดนตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ผ่านมา 4 เกม ยังไม่แพ้ใคร ชนะ 2 เสมอ 2 ตามรายงานทีมของ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ไม่มีนักเตะบาดเจ็บ รูเบน ดิอาส เป็นผู้เล่นคนเดียวที่มีใบเหลืองคาดโทษติดตัว ที่เหลือพร้อมลงเล่น มีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ปรับทีม ยึดระบบ 4-2-3-1 ชูเอา กานเซโล่ และนูโน่ เมนเดส ขึ้นเกมริมเส้นสองฝั่ง ประสานงานกับ เปโดร เนโต้ และราฟาเอล เลเอา ตรงกลางแกร่งอยู่แล้ว นำโดย ชูเอา เนเวส, วิตินญ่า และบรูโน่ แฟร์นันด์ส โดยมี คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ที่เพิ่งทำสถิตินักเตะอายุมากสุดที่ทำประตูในรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลโลกด้วยวัย 41 ปี 147 วัน ยืนเป็นหน้าเป้า
ทางฝั่ง สเปน คายพิษสงที่มีออกมาในเกมรอบ 32 ทีมสุดท้าย ด้วยการถล่ม ออสเตรีย 3-0 ชนะแบบเอาต์คลาส ชนิดที่สู้กันไม่ได้ ทำให้ผ่านมา 4 เกมในทัวร์นาเมนต์นี้ พวกเขายังไม่แพ้และยังไม่เสียประตูให้กับคู่แข่ง ชนะ 3 เสมอ 1 กุนซือ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ เชื่อมั่นว่าทีมของเขาสามารถแกร่งได้มากกว่านี้ พร้อมปราบลูกทีมอย่าหลงระเริงไปกับคำชมต่างๆ เกมนี้ยังไม่มี นิโก้ วิลเลี่ยมส์ ที่บาดเจ็บแฮมสตริง ขณะที่ เยเรมี่ ปิโน่ ต้องรอทดสอบความฟิต ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ทีมมีปัญหา อย่างไรก็ตาม อเล็กซ์ บาเอน่า ที่ได้รับโอกาสลงเล่นเริ่มทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ นอกนั้นยึดแกนหลักชุดเดิม มาในระบบ 4-2-3-1 โรดรี้ คุมแดนกลางร่วมกับ เปดรี้ โดยมี ลามีน ยามาล เป็นตัวชูโรงในแนวรุกประสานงานกับ ดานี่ โอลโม่ และบาเอน่า ส่วนแดนหน้ามี มิเกล โอยาร์ซาบัล ที่ซัดไปแล้ว 4 ประตู คอยเคลื่อนตัวเล่นแบบฟอลส์ไนน์
สถิติการเจอกันของทั้งสองทีม 47 เกมในทุกรายการ สเปน เหนือกว่าเยอะ ชนะได้ 17 เสมอ 18 และโปรตุเกส ชนะได้แค่ 7 ดวลกันในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมา 2 ครั้ง หนแรกเป็นรอบ 16 ทีม ของปี 2010 สเปน เฉือน 1-0 จากประตูชัยของ ดาบิด บีญ่า ก่อนที่ทัพ “กระทิงดุ” ภายใต้การกุมบังเหียนของกุนซือ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ จะทะลุเข้าไปคว้าแชมป์เวิลด์คัพสมัยแรก
หลังจากนั้นเจอกันอีกทีในปี 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เป็นเกมรอบแบ่งกลุ่ม เสมอกันไปแบบสุดมันส์ 3-3 คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ทำแฮตทริกในเกมดังกล่าว
11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม
โปรตุเกส (4-2-3-1) : ดีโอโก้ คอสต้า, ชูเอา กานเซโล่, รูเบน ดิอาส, เรนาโต้ เวก้า, นูโน่ เมนเดส, ชูเอา เนเวส, วิตินญ่า, เปโดร เนโต้, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, ราฟาเอล เลเอา และคริสติอาโน่ โรนัลโด้
สเปน (4-2-3-1) : อูไน ซิม่อน, เปโดร ปอร์โร่, เปา กูบาร์ซี่, อายเมริค ลาปอร์ก, มาร์ก กูกูเรลย่า, โรดรี้, เปดรี้, ลามีน ยามาล, ดานี่ โอลโม่, อเล็กซ์ บาเอน่า และมิเกล โอยาร์ซาบัล
สกอร์ที่คาด : สเปน ชนะ 2-1
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี