วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
โมร็อกโก เป็นแขกรับเชิญที่น่าประหลาดใจในรอบ 4 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว ดังนั้นมาถึงวันนี้ 4 ปีต่อมา พวกเขามาถึงรอบ 8 ทีมแบบหลายคนโค้งต้อนรับ
“บงชูร์ เมอสิเยอร์ เบียงเวอนู” ถ้าให้เหมาะก็ต้องสำเนียงเสียงฝรั่งเศส เพราะเป็นอีกครั้งที่คู่นี้ต้องเจอกันอีกที
4 ปีก่อน ฝรั่งเศส พบกับ โมร็อกโก หรือรากศัพท์สำเนียงที่พวกเขาเรียกว่า “มาร็อก” ซึ่ง ฝรั่งเศส กินนิ่ม ๆ 2-0
มาครั้งนี้เจอกันเร็วขึ้นกว่าเดิมคือรอบ 8 ทีมสุดท้าย และเปิดหมวกทะลวงกันเป็นเกมแรกประจำรอบอีกด้วย คืนนี้แหล่ะ ตี 3
ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 22 ครั้งที่ผ่านมา เข้าสู่ปีที่ 96 ของเวิลด์คัพ ซึ่งมีถึง 83 ชาติที่เข้าสู่รอบสุดท้าย แต่มีผู้ชนะเพียง 8 ชาติและมีเพียง 13 ชาติเท่านั้นที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ
4 ปีก่อน โมร็อกโก ได้ชูธงให้กับ “ทีมรองบ่อน” อย่างแท้จริง เนื่องจากพวกเขาเป็นทีมจากแอฟริกาทีมแรกที่ผ่านเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายและทำได้อย่างมีสไตล์ที่น่าศึกษา ด้วยการส่งทีมใหญ่ของยุโรปอย่างเบลเยียม สเปน และโปรตุเกส กลับบ้าน
มาในปีนี้ทีมผลัดใบไปพอสมควรเพราะโปรโตคอลที่วางเอาไว้ นั่นคือทำทีมไปยังปี 2030 ที่จะเป็นเจ้าภาพร่วม แต่ยังออกสตาร์ทได้อย่างโลกเหลียวหลังเมื่อ เสมอกับ บราซิล แบบน่าชนะ จากนั้นพวกเขาก็เดินหน้าคว้าชัยได้อย่างไม่ใช่ปัญหา
แต่หนนี้มีความปกติทางฟุตบอลมากกว่าครั้งที่แล้ว เพราะครั้งก่อนบนดินแดนกาตาร์ นั้น โมร็อกโก ก็คงงงว่า “ทำไม” พวกเขาต้องเจอกับชาติที่เกี่ยวพัน มีความหลังในเรื่องการเมือง การปกครอง มาโดยตลอดในรอบน็อคเอาท์?!?!?
นี่คือครั้งแรกที่พวกเขาต้องเจอชาติที่เคยปกครองพวกเขา เป็นชาติอารักขามาหลายสิบปี!!!!
สำหรับโมร็อกโก ในศตวรรษที่ 17 นับตั้งแต่ ค.ศ. 1603 ปัญหาภายในเริ่มเกิดขึ้น ราชวงศ์ต่าง ๆ เสื่อมถอยทั้งศรัทธาและอำนาจ นับจาก “สุลต่านอาห์เหม็ดเอลมันซูร์” สิ้นพระชมน์ บวกกับความต้องการเป็นเจ้าอาณานิคมของชาติต่าง ๆ
ทำให้ โมร็อกโก เริ่มมีชาวยุโรปเข้ามาในแผ่นดิน และเริ่มเบ่งบวมบารมีแข่งกับเจ้าถิ่นอย่างอาหรับ อย่างเต็มตีนเตี่ย
ที่จริงแล้วตามบันทึกของหลายฉบับระบุตรงกันว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง ฝรั่งเศส กับ โมร็อกโก มีตึงเครียดมากขึ้นในช่วงปี 1830 เนื่องจาก ฝรั่งเศส ภายใต้การนำของ นโปเลียน พยายามขยายขอบเขตอิทธิพลของเขาไปยัง โมร็อกโก
ทั้งสองประเทศต่างก็ต้องเข้าสู้รบกันใน สงครามฝรั่งเศส-โมร็อกโก ครั้งแรกในปี 1844 จากการสนับสนุนของ เอเมียร์ อับเดลคาเดอร์ โดยในครั้งนั้น ฝรั่งเศส ชนะสงครามและมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพในปีนั้น
ขยายความสั้น ๆ กับ อับเดลคาเดอร์ เขาคือ “บิดาแห่งประเทศแอลจีเรียยุคใหม่” เป็นนักวิชาการศาสนา เป็นนักรบซูฟี และผู้นำทางการทหารชาวแอลจีเรีย และเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อปลดแอกจากไล่ล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษที่ 1830–1847
จากนั้นในระหว่างปี 1904-1906 ฝรั่งเศส ยกพลบุกท่าเรือโมร็อกโกเป็นครั้งแรกและเริ่มทำการจัดเก็บภาษี ก่อนที่การเจรจาและทำสนธิสัญญาในสเปน จะทำให้การมีอำนาจของฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการ
ลงท้ายแล้ว "ความตกลงฉันทไมตรี" หรือ "ความเข้าใจฉันทไมตรี" (Entente Cordiale) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 1904 ระหว่าง อังกฤษ กับ ฝรั่งเศส ถือเป็นการสิ้นสุดของความขัดแย้งเป็นระยะระหว่างทั้งสองชาติ ให้อยู่กันอย่างสันติ ให้ยอมความกันสักที
ความตกลงฉันทไมตรี ร่วมกับภาคีอังกฤษ-รัสเซีย และพันธมิตรฝรั่งเศส-รัสเซีย ในภายหลังได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ “พันธมิตรไตรภาคี” นั่นคือ มหาอำนาจ อังกฤษ, ฝรั่งเศส และรัสเซีย
หนึ่งในแถลงการณ์ดังกล่าว ระบุว่าด้วยเรื่องของ 2 ชาติในแอฟริกาเหนือ นั่นคือ อียิปต์ กับ โมร็อกโก
ฝรั่งเศส สัญญาจะไม่เข้าไปขัดขวางการปฏิบัติของอังกฤษในอียิปต์ แลกกับการที่ อังกฤษ สัญญาจะอนุญาตให้ฝรั่งเศส รักษาความสงบ และจัดหาการสนับสนุนในโมร็อกโก
มีการรับประกันการเดินทางผ่านคลองสุเอซ และทำให้อนุสัญญากรุงคอนสแตนติโนเปิล มีผลใช้บังคับ และห้ามการก่อสร้างป้อมปราการบนพื้นที่บางส่วนของชายฝั่งโมร็อกโก ซึ่งอย่างนี้เค้าเรียกว่า “เข้าทาง”
ฝรั่งเศส กับ สเปน ที่ลูบปากรอมาหลายปี พอถึงทางสะดวก ก็เคลียร์กันได้ ในที่สุดสองชาติมหาอำนาจทางทะเล สามารถยุติความขัดแย้งเรื่องสิทธิเหนือดินแดนโมร็อคโคได้ใน ค.ศ. 1912 ด้วยสนธิสัญญาเฟส (Treaty of Fes)
การเข้าอารักขาครั้งนี้ ฝรั่งเศส กับ สเปน แบ่งเค้กกัน ยกเว้นเมืองแทนเจียร์อันเป็นเมืองท่าสำคัญ ประกาศให้เป็นดินแดนสากลไม่ขึ้นกับใคร
สเปน ได้สิทธิ์ในการยึดครองดินแดนบริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และพื้นที่ทางตอนใต้บางส่วนที่พวกเขาเคยยึดซาฮาราตะวันตกมาก่อนหน้านี้ โดยให้เมืองเตตูอาน หรือ เตตวน เป็นเมืองหลวง
ขณะเดียวกัน โมร็อกโก ภายใต้ “รัฐในอารักขา” ของ ฝรั่งเศส โดยมี ราบัต เป็นเมืองหลวง
ฝรั่งเศส เดินหน้าพัฒนานครคาซาบลังก้า ให้เป็นเมืองท่าที่ทันสมัยทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากนั้นยังสร้างเมืองใหม่ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่า และได้ทำการแต่งตั้งตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ หรือปาชา ดูแลเมืองมาร์ราเกช พร้อมกับให้อำนาจ สุลต่านดูแลโมร็อกโก อยู่เช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม จะมีใครพอใจการเข้ามาหาผลประโยชน์ของชาติอื่นบนแผ่นดินตัวเอง การปล่อยให้ชาติอื่นมาถือครองสิทธิ์ในแผ่นดินพ่อแผ่นดินแม่ ลึก ๆ ในใจของคนในพื้นที่นั้น ๆ เค้าคงไม่ต้องการถูกปู้ยี้ปู้ยำหรือย่ำยีขยี้กลางใจ
การต่อต้านจึงเกิดขึ้นมากมาย และบ่อยครั้ง มีการปะทะกันของชาวท้องถิ่นทั้งกับ สเปน และฝรั่งเศส
กรณีตัวอย่าง อาทิ อับเดล คาริม เป็นผู้นำประท้วงในปี 1921 พวกเขาชนะ สเปน ได้ แต่ต้องพ่ายต่อกองกำลังผสมของทหารฝรั่งเศส กับ สเปน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาของโมร็อกโก ได้ต่อสู้เรียกร้องเพื่อเอกราช และเสรีภาพของประเทศตัวเอง เป็นเวลานานถึง 5 ปีเต็ม
สุดท้ายแล้ว เมื่อการอุบัติขึ้นของสงครามโลก ครั้งที่ 2 ประเหมาะเคราะห์ดีที่ โมร็อกโก จะเรียกร้องเสรีภาพของพวกเขาได้มากยิ่งขึ้นไป เมื่อมีการตั้งพรรคการเมืองชาตินิยมทีชื่อ “อิสติกัวลัล” ขึ้นมา ซึ่งชื่อในภาษาของเขาระบุว่า นี่คือพรรคเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับแสนคนในเวลาเพียง 3 ปี โดยมีการสนับสนุนของสุลต่าน โมฮัมเหม็ด ที่ 5
แต่นั่นละครับพรี่ เพราะความลับไม่มีในโลก
สุลต่าน โมฮัมเหม็ด ที่ 5 พระองค์ถูกจับได้ ทำให้ถูกกักบริเวณ ก่อนจะถูกเนรเทศไปอยู่ มาดากัสการ์ ถึง 2 ปี แต่ในที่สุด ทั้ง ฝรั่งเศส กับ สเปน ก็ยอมถอนตัวออกไปจากโมร็อกโก ปี 1956
มีการเจรจาระหว่าง สเปน กับ โมร็อกโก ที่จะขอให้ยังเหลือ เซวต้า กับ เมลีญ่า เอาไว้ แต่ให้ แทนเจียร์ มาผนวกกับ เตตวน และราบัต ก่อนที่ โมร็อกโก จะประกาศเอกราชในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน และสุลต่าน โมฮัมเหม็ด ที่ 5 ขึ้นครองราชย์ สถาปนาพระองคเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์อลาวิตองค์ ที่ 13 เป็นครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนจากสุลต่านเป็นพระราชาธิบดีแทน
การเข้ามายึดครองในครั้งนั้น น้อยมากที่จะสร้างความผูกพัน แต่น่าจะความเจ็บปวดฝังลึกในใจของ โมร็อกโก ที่ถูกรุกราน ผ่านพ้นไปไม่ถึง 100 ปี
คำว่า "MARROC" หรือ Morroco ในปัจจุบัน ก็มาจากเหง้าภาษาฝรั่งเศส โดยตรง ดังนั้นเราจะเห็นตัวย่อของ โมร็อกโก เป็น "MAR" อยู่ในทุกมาตรฐานสากล โดยเฉพาะกีฬานั่นเอง
.........ความพันผูกตรงนี้ เมื่อ 4 ปีก่อน ผู้จัดการทีมโมร็อกโก คือ “วาลิด เรกรากี” เขาไปเกิดและเติบโตที่คอร์เบย์ล-เอสซองเยส ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงปารีส ติดแม่น้ำแซน เล่นฟุตบอลในฝรั่งเศสกับทีมอย่าง อฌักซิโอ้, ตูลูส และดิฌง มีโฉบไปอยู่สเปนกับ ราซิ่ง ซานตาเดร์
มีนักเตะเกิดในฝรั่งเศส 2 ราย นั่นคือ โรแม็ง ซาอิสส์ และโซฟียาน บูฟาล ตัวสำคัญทั้งคู่
มาในปีนี้ โมร็อกโก มีนักเตะที่เกิดและเติบโตที่ประเทศฝรั่งเศส ถึง 6 ราย ไล่ตั้งแต่แนวรับ 2 คน คือ อิสซ่า ดิยอป และเรดูอาน อัล-อัล ส่วนแดนกลางมี 4 ราย คือ อายุบ บูอัดดี้, ซามีร์ เอล มูราเบ็ต, นีล เอล อายนาวี และเฌสซิม ยาสซีน 3 ใน 4 เป็นดาวรุ่งอายุไม่เกิน 20 ปี มีเพียง นีล เอล อายนาวี ที่อายุ 25 ปี
ตัวอย่างคือ บูอัดดี้ เป็นนักเตะที่เล่นชุดเยาวชนให้กับ ฝรั่งเศส ทุกชุด เป็นนักเตะที่ลงเล่นลีกเอิง ครบ 50 นัด เร็วสุดในประวัติศาสตร์ และเป็นกัปตันทีมชาติฝรั่งเศส รุ่นยู-21 ไปแล้วด้วย แต่เลือกมาเล่นให้กับ โมร็อกโก
น่าสนใจก็คือ หากเทียบเป็น “แผนที่โลก” นั้น ต้องยอมรับว่า โมร็อกโก เคยปราบได้ทั้ง สเปน และโปรตุเกส เมื่อ 4 ปีก่อน และสามารถยึดครองชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เอาไว้หมดแล้ว
ทีนี้อยู่ที่ ฝรั่งเศส นี่แหล่ะ จะทำอย่างไรกับยุทธการณ์นี้ ที่จะยาตราทัพผ่านกองทัพแห่งแอตลาสอันแข็งแกร่งนี้
เพื่อผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ได้อีกครั้งเป็นคำรบที่ 2 ต่อจาก 4 ปีที่แล้ว!?!?!?
#บีแหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี