วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ประจำค่ำคืนวันพุธที่ 15 กรกฎาคม รอบรองชนะเลิศ ลงเล่นในเวลา 02.00น. ที่สนาม เมอร์เซเดส-เบนซ์ สเตเดี้ยม ในเมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการเจอกันของสองชาติยักษ์ใหญ่แห่งวงการลูกหนัง “สิงโตคำราม” อังกฤษ จะดวลกับ “ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่า
“ทรี ไลออนส์” อังกฤษ ต่อเวลาเฉือนเอาชนะ นอร์เวย์ 2-1 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 จู๊ด เบลลิ่งแฮม สวมบทฮีโร่ทำคนเดียว 2 ประตู ทำให้ทัวร์นาเมนต์นี้เขาทำไปแล้ว 6 ประตู เท่ากับหัวหอกอย่าง แฮร์รี่ เคน นี่คือการผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นหนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้านี้ 3 ครั้ง คว้าแชมป์ได้สมัยเดียวในปี 1966 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ อีก 2 ครั้ง คือปี 1990 และ2018 คว้าอันดับ 4
เส้นทางในทัวร์นาเมนต์นี้ลงเล่นมา 6 เกมหลัง ยังไม่แพ้ใครเริ่มจากรอบแบ่งกลุ่ม ออกสตาร์ทด้วยการถล่ม โครเอเชีย 4-2 ตามด้วยเสมอ กาน่า 0-0 และเอาชนะ ปานามา 2-0 ส่วนในรอบน็อกเอาต์ 32 ทีม พลิกแซง ดีอาร์ คองโก ในช่วงท้ายเกม 2-1 จากการเหมาของ แฮร์รี่ เคน จากนั้นรอบ 16 ทีม ยัดเยียดความปราชัยเกมแรกในสังเวียนอันศักดิ์สิทธิ์อย่าง อัซเตก้า ให้กับเจ้าภาพร่วม เม็กซิโก เฉือนเอาชนะแบบสุดมันส์ 3-2 และต่อเวลาพิเศษเอาชนะ “ไวกิ้ง” นอร์เวย์ 2-1
หลังจบเกมดังกล่าวมีประเด็นดราม่าจากการให้สัมภาษณ์ของกุนซือ โธมัส ทูเคิ่ล ที่แสดงความรู้สึกไม่พอใจกับผลงานของทีมในเกมที่เอาชนะ นอร์เวย์ 2-1 ชี้นักเตะเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน มีหลายอย่างที่ไม่เป็นไปตามแท็กติก แต่ถูกสวนอย่างทันควันจาก ฮีโร่ผู้ทำสองประตูอย่าง จู๊ด เบลลิ่งแฮม มองว่านักเตะทุกคนทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ซึ่งการเจอกับ นอร์เวย์ ที่เปี่ยมไปด้วยนักเตะคุณภาพสูงอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด และเออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ เคี้ยวง่ายซะที่ไหน
ส่วนความพร้อมเกมนี้ยังหมดสิทธิ์ใช้งาน จาเรลล์ ควอนซาห์ แนวรับที่ยังคงต้องชดใช้โทษแบนนัดสุดท้าย ส่วน รีซ เจมส์ กลับมาลงเป็นสำรองในเกมที่ผ่านมา ต้องลุ้นว่าจะสตาร์ทตัวจริงหรือไม่ หาก เจมส์ พร้อมสตาร์ท เอซรี่ คอนซ่า จะกลับไปยืนเซนเตอร์ตามเดิม ทำให้ จอห์น สโตนส์ อาจจะหลุดไปนั่งสำรอง แดนกลาง เดแคลน ไรซ์ ที่หายจากอาการป่วยลงเล่นในเกมที่แล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าไม่สมบูรณ์ สภาพร่างกายน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นพร้อมลงสนามเป็นตัวจริง จับคู่กับ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ที่ยืนมาครบ 120 นาที ส่วนแนวรุก ต้องเลือกระหว่าง โนนี่ มาดูเอเก้ ที่โดนวิจารณ์หนักว่าไม่มีประโยชน์ หรือ บูกาโย่ ซาก้า ที่ลงมาแล้วยกระดับเกมแบบชัดเจน จอมทัพตรงกลางใช้ จู๊ด เบลลิ่งแฮม ประสานงานกับ แอนโธนี่ กอร์ดอน โดยมี แฮร์รี่ เคน เป็นศูนย์หน้าลงล่าตาข่าย
ทางฝั่ง แชมป์เก่า และแชมป์โลก 3 สมัย “ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่า ต้องเหนื่อยหนักในการต่อเวลาพิเศษเอาชนะ “แดนนาฬิกา” สวิตเซอร์แลนด์ ที่เหลือผู้เล่น 10 คน 3-1 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 พวกเขาถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงประเด็นการตัดสินที่ลำเอียงในรอบที่ผ่านมา แต่ท่าทีของนักเตะนิ่งสงบก้มหน้าก้มตาโฟกัสแต่สิ่งที่อยู่ในสนามเท่านั้น นี่คือการเข้ารอบตัดเชือกฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 7 ซึ่งทุกครั้งสามารถผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์ได้ 3 สมัย ในปี 1978 ที่เป็นเจ้าภาพ, 1986 ที่เม็กซิโก และ 2022 ที่กาตาร์ โดยได้รองแชมป์ 3 สมัย ในปี 1930 ที่อุรุกวัย, 1990 ที่อิตาลี และ 2014 ที่บราซิล
เส้นทางในทัวร์นาเมนต์นี้ 6 เกมยังไม่แพ้ใคร รอบแบ่งกลุ่มเปิดตัวด้วยการถล่ม แอลจีเรีย 3-0 จากแฮตทริกของ ลิโอเนล เมสซี่ ตามด้วยการต้อน ออสเตรีย 2-0 เมสซี่ เหมาสองประตู และส่ง จอร์แดน กลับบ้าน 3-1 ส่วนในรอบน็อกเอาต์ 32 ทีม เสมอกับ กาบู เวร์ดี้ 1-1 ก่อนจะต่อเวลาพิเศษเอาชนะ 3-2 รอบ 16 ทีม พลิกนรกแซง อียิปต์ แบบสุดระทึก 3-2 และรอบก่อนรองชนะเลิศ เสมอกับ สวิตเซอร์แลนด์ 1-1 ต่อเวลาพิเศษเอาชนะ 3-1
ลิโอเนล สกาโลนี่ นายใหญ่ของทีมมองว่า การพลิกสถานการณ์จากหลุมนรกเป็นส่วนหนึ่งใน “ดีเอ็นเอ” ของทีม เพราะเส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่แล้ว โดยทีมได้เรียนรู้และมีประสบการณ์มากขึ้นกับสถานการณ์ต่างๆ ในแต่ละเกม ไม่ว่าจะเป็นการกดดันใส่คู่แข่ง, ถูกทำประตูขึ้นนำ หรือเป็นฝ่ายตามหลัง พร้อมชมลูกทีมมีความเยือกเย็นและสติสัมปชัญญะ พร้อมเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
ในเกมที่ผ่านมามีนักเตะที่ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามด้วยอาการอ่อนล้า โดยไม่มีใครบาดเจ็บแบบรุนแรง เชื่อว่าการได้พักมา 3 วันครึ่ง 87 ชั่วโมง น่าจะเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ส่งผลให้ทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี่ ไม่น่ามีปัญหาในการจัดทัพ ดูแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่จะยึดทีมชุดเดิมในระบบ 4-1-3-2 คริสเตียน โรเมโร่ จับคู่กับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ในแนวรับ ตรงกลางวาง เลอันโดร ปาเรเดส ทำหน้าที่คอยสกรีนปัดกวาด ปล่อยให้ โรดริโก้ เดอ ปอล, เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ และอเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ขึ้นไปสร้างสรรค์เกมรุก โดยมี ลิโอเนล เมสซี่ ที่เพิ่งหยุดสถิติทำประตูติดต่อกันในฟุตบอลโลกไว้ที่ 9 เกม จับคู่กับ ฮูเลี่ยน อัลบาเรซ ที่เพิ่งปลดล็อกซัดประตูแรกในช่วงต่อเวลาพิเศษนัดที่ผ่านมา
สถิติการเจอกันของทั้งสองทีม 14 เกมในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ อังกฤษ เหนือกว่า ชนะได้ 6 เสมอ 6 และอาร์เจนติน่า ชนะ 2
ดวลกันในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมา 5 ครั้ง อังกฤษ ยังทำได้ดีกว่า ชนะ 3 เสมอ 1 และอาร์เจนติน่า ชนะ 1
อย่างไรก็ตาม อาร์เจนติน่า ได้ฝากรอยแค้นให้กับ อังกฤษ ในรอบ 8 ทีม เมื่อปี 1986 ด้วยการเอาชนะทีม “สิงโตคำราม” 2-1 จากแฮนด์ ออฟ ก็อด และประตูโซโล่เดี่ยวครึ่งสนามของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ทั้งสองประตูเกิดขึ้นห่างกันไม่ถึง 5 นาที (นาที 51 และ55)
อีกครั้งในปี 1998 เป็นรอบ 16 ทีม เสมอกัน 2-2 เดวิด เบ็คแฮม ถูกไล่ออกจากสนามจากการไปยกขาฟาดใส่ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ก่อนจะพ่ายจุดโทษ 3-4
แต่ในอีก 4 ปีต่อมาในฟุตบอลโลกฉบับเอเชียที่ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพเจอกันในรอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 2 อังกฤษ เฉือนเอาชนะไปได้ 1-0 ประตูชัยมาจากจุดโทษของกัปตันทีม เดวิด เบ็คแฮม ส่งผลให้ทัพ “ฟ้าขาว” กระเด็นตกรอบแรกในทัวร์นาเมนต์นั้น
การเจอกันหนล่าสุดเกิดขึ้นในเกมอุ่นเครื่องเมื่อปี 2005 ที่สต๊าด เดอ เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ เฉือนเอาชนะ 3-2 ไมเคิ่ล โอเว่น ทำสองประตู อีกลูกได้จาก เวย์น รูนีย์ ส่วน อาร์เจนติน่า ได้จาก เอร์นาน เครสโป และวอลเตอร์ ซามูเอล
ตลอดการรับใช้ทีมชาติ 205 เกม ของ ลิโอเนล เมสซี่ ไม่เคยเผชิญหน้ากับทีมชาติอังกฤษ แม้แต่ครั้งเดียว
11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม
อังกฤษ (4-2-3-1) : จอร์แดน พิคฟอร์ด, รีซ เจมส์, เอซรี่ คอนซ่า, มาร์ค เกอี, นิโก้ โอไรลีย์, เอลเลียต แอนเดอร์สัน, เดแคลน ไรซ์, บูกาโย่ ซาก้า, จู๊ด เบลลิ่งแฮม, แอนโธนี่ กอร์ดอน และแฮร์รี่ เคน
อาร์เจนติน่า (4-1-3-2) : เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ, นาฮูเอล โมลิน่า, คริสเตียน โรเมโร่, ลิซานโดร มาร์ติเนซ, นิโคลัส ตายาฟิโก้, เลอันโดร ปาเรเดส, โรดริโก้ เดอ ปอล, เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์, ลิโอเนล เมสซี่ และฮูเลี่ยน อัลบาเรซ
ฟันธง : เสมอ 1-1
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี