542.jpg
สุดสำคัญ!'ฟ้าขาว'ชน'กระทิง'ชิงแชมป์ฟุตบอลโลก

สุดสำคัญ!'ฟ้าขาว'ชน'กระทิง'ชิงแชมป์ฟุตบอลโลก

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.


การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ประจำค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม รอบชิงชนะเลิศ ลงเล่นในเวลา 02.00น. ที่สนาม เมตไลฟ์ สเตเดี้ยม ความจุราว 82,250 ที่นั่ง ในอิสต์ รูเธอร์ฟอร์ด รัฐนิวเจอร์ซีย์ มหานคร นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา 


ในปีนี้ แชมป์เก่า “ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่า ซึ่งเป็นแชมป์โลกมาแล้ว 3 สมัย ปี 1978, 1986 และ 2022 จะดวลกับ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน เจ้าของแชมป์ 1 สมัย ปี 2010 
ศึกนี้นับเป็นนัดชิงชนะเลิศ ครั้งที่ 12 ระหว่างชาติจากยุโรป กับ ชาติจากอเมริกาใต้ ในนัดชิงบอลโลก ซึ่งทีมอเมริกาใต้ ได้แชมป์ไป 8 สมัย แพ้ไปแค่ 3 ครั้งเท่านั้น แต่ใน 6 ครั้งหลัง ยุโรป ชนะได้ 3 ครั้ง อเมริกาใต้ ชนะได้ 3 ครั้ง
...........................................


นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่แชมป์โคปาอเมริกาและแชมป์ยุโรปจะเผชิญหน้ากันในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 
พร้อมกับเป็นคู่ชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกหนที่ 2 ระหว่าง “มหาอำนาจจักรวรรดิ” ในอดีต ที่โคจรมาเจอกับ “ดินแดนอาณานิคมเก่า” ที่เคยถูกปกครอง โดย อาร์เจนฯ เป็นเขตอุปราชของ สเปน นานถึง 300 ปี  โดยมีถ้วยฟุตบอลโลกเป็นเดิมพัน
หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ กุนซือสเปน เป็นอาจารย์ของลิโอเนล สกาโลนี กุนซืออาร์เจนฯ พร้อมเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เพราะทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันในหลักการที่ว่า การบริหารจัดการทั้งตัวผู้เล่นและทีมนั้นสำคัญกว่าแค่กลยุทธ์ ซึ่งนัดนี้บอลระบบของกระทิง ได้วัดกับบอลที่แก้ลำได้ดีสุด ๆ อย่าง ฟ้าขาว 
...........................................

ไฮไลต์ของพิธีปิดคือการแสดงของ โพสต์ มาโลน  นักร้องซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ซึ่งได้รับเลือกเป็นศิลปินหลักของงาน โดยโชว์จะเริ่มตั้งแต่เวลา 00.30 น. ตามเวลาประเทศไทย  หรือประมาณ 90 นาทีก่อนการแข่งขัน ภายใต้การสร้างสรรค์ร่วมกับ Balich Wonder Studio เพื่อผสมผสานความบันเทิงระดับโลกเข้ากับมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
พิธีปิดยังรวมเหล่าศิลปินและคนดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลอรา เปาซินี  , นิโคล เชอร์ซิงเกอร์ , ร็อบบี วิลเลียมส์  และสตรีมเมอร์ชื่อดังจอมเกรียนอย่าง IShowSpeed รวมถึงการปรากฏตัวพิเศษของ ทอม ครูซที่จะร่วมสร้างสีสันก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศ


อีกหนึ่งช่วงสำคัญคือ เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน เจ้าของรางวัล Emmy, Grammy, Oscar และ Tony จะรับหน้าที่ขับร้องเพลงชาติสหรัฐอเมริกาก่อนเริ่มการแข่งขัน แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้เป็นหนึ่งในคู่ชิง แต่ฟีฟ่าเลือกบรรเลงเพลงชาติของเจ้าภาพ เพื่อสะท้อนบทบาทของสหรัฐอเมริกา ในฐานะเจ้าภาพร่วมของฟุตบอลโลกครั้งนี้ ร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก
ส่วนในช่วงพักครึ่ง (Halftime Show)  จะมีการแสดงโชว์ที่ใช้เวลา 16 นาที ซึ่งจะมี จัสติน บีเบอร์ พร้อมด้วย BTS, มาดอนน่า และ ชากีร่า มาร่วมแสดงในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าร่วมชมเกมนัดชิงชนะเลิศด้วย หลังก่อนหน้านี้ ทรัมป์ มีบทบาทและถูกพูดถึงตลอดทัวร์นาเมนต์  โดยเฉพาะประเด็นอื้อฉาวที่ยกเลิกใบแดงของ ฟลาโลริน บาโลกุน กองหน้าสหรัฐอเมริกา   

โดยสื่อกีฬาหลายแห่ง ระบุตรงกันว่า ตั๋วที่ถูกที่สุดในรอบชิงชนะเลิศมีราคาถึง 4,451 ยูโร หรือประมาณ 172,000 บาท ขณะที่ตั๋วที่แพงที่สุดมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 188,803 ยูโร หรือประมาณ 7,268,900 บาท
……………………..

 


ความพร้อมเริ่มที่ “กระทิงดุ” สเปน ที่รอบรองชนะเลิศเอาชนะ “ตราไก่” ฝรั่งเศส มาแบบหมดจด 2-0 ดับความร้อนแรงในเกมรุกของคู่แข่งที่กดมา 16 ประตูจากการลงเล่น 6 เกม 
นี่คือการเข้าชิงฟุตบอลโลกหนที่ 2 ของพวกเขา ก่อนหน้านี้เคยคว้าแชมป์ในปี 2010 ด้วยการต่อเวลาพิเศษเอาชนะ “อัศวินสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ 1-0 จากประตูชัยของ อันเดรส อิเนียสต้า ในนาทีที่ 116  


เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศของพวกเขา 7 เกม ยังไม่แพ้ใคร ออกสตาร์ทในรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเสมอกับน้องใหม่ กาบู เวร์ดี้ 0-0 ก่อนจะคืนฟอร์มถล่ม ซาอุดีอาระเบีย 4-0 และเฉือนอุรุกวัย 1-0 จากนั้นยกระดับการเล่นดีขึ้นเรื่อยๆ 

ในรอบน็อกเอาต์ 32 ทีม ถล่ม ออสเตรีย 3-0 ก่อนจะเฉือน โปรตุเกส 1-0 ในรอบ 16 ทีม ส่วนรอบ 8 ทีมเฉือน เบลเยียม 2-1 และในรอบตัดเชือกต้อนเต็งคู่อย่าง ฝรั่งเศส ราบคาบ 2-0 กดไป 13 เสียแค่ 1 ประตู พร้อมทำสถิติไม่แพ้ใครในทุกรายการ 37 เกมติดต่อกัน ชนะ 28 เสมอ 9 

ทีมของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ รอทดสอบความฟิตของ เปโดร ปอร์โร่ แบ็กขวาจอมลุยที่ทำไปแล้ว 2 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้ มีปัญหาอาการล้าของกล้ามเนื้อ ซึ่งดูแล้วน่าจะฟิตออกสตาร์ทตัวจริง ตำแหน่งอื่นๆ อยู่กันครบ มีความเป็นไปได้ว่าจะยึดแกนหลักชุดเดิมจากเกมที่แล้ว 

 

ทีมมาในระบบ 4-2-3-1 โรดรี้ และฟาเบียน รุยซ์ ได้รับคำชมอย่างมากจัดการแข้งฝรั่งเศสได้อยู่หมัดลงคุมแดนกลาง ทำให้ เปดรี้ ต้องนั่งสำรองต่อไป แนวรุกวาง ลามีน ยามาล ในวัย 19 ปี ประสานงานกับ ดานี่ โอลโม่ และอเล็กซ์ บาเอน่า โดยมี มิเกล โอยาร์ซาบัล ที่ซัดไปแล้ว 5 ประตู ทาบสถิติสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติสเปนในการเล่นฟุตบอลโลก 1 ทัวร์นาเมนต์ เท่ากับ เอมิลิโอ้ บูตราเกนโญ่ เคยทำไว้ 1986 และดาบิด บีญ่า ในปี 2010 
...........................................


ทางฝั่ง “ฟ้าขาว” เป็นอีกครั้งที่พวกเขาสามารถพลิกสถานการณ์ลุกจากขุมนรกแซงเอาชนะ “สิงโตคำราม” อังกฤษ 2-1 ใช้เวลา 7 นาทีได้ 2 ประตูจาก เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ นาที 85 และเลาตาโร่ มาร์ติเนซ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาที 90+2 นี่คือการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งที่ 7 ของพวกเขา 
ใน 6 ครั้งก่อนหน้านี้เจอกับทีมจากทวีปยุโรปถึง 5 ครั้ง ชนะได้ 3 แพ้ 2 โดยพวกเขาเข้าชิงตั้งแต่ฟุตบอลโลก สมัยแรก ปี 1930 แพ้ อุรุกวัย 2-4, ปี 1978 ต่อเวลาพิเศษเอาชนะ เนเธอร์แลนด์ 3-1 ได้แชมป์สมัยแรก, ปี 1986 ชนะ เยอรมันตะวันตก 3-2 ได้แชมป์สมัยที่ 2, ปี 1990 การเสียท่าให้ เยอรมันตะวันตก 0-1, ปี 2014 แพ้ เยอรมนี ในช่วงต่อเวลา 0-1 และ ปี 2022 เสมอ ฝรั่งเศส 3-3 ก่อนจะดวลจุดโทษชนะ 4-2 

เส้นทาง 7 เกมในทัวร์นาเมนต์นี้เหมือนจะสบาย แต่ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เริ่มจากรอบแบ่งกลุ่มเปิดตัวด้วยการถล่ม แอลจีเรีย 3-0 จากแฮตทริกของ ลิโอเนล เมสซี่ ตามด้วยการต้อน ออสเตรีย 2-0 เมสซี่ เหมาสองประตู และส่ง จอร์แดน กลับบ้าน 3-1 


ส่วนในรอบน็อกเอาต์ 32 ทีม เสมอกับ กาบู เวร์ดี้ 1-1 ก่อนจะต่อเวลาพิเศษเอาชนะ 3-2 รอบ 16 ทีม พลิกนรกแซง อียิปต์ แบบสุดระทึก 3-2 รอบก่อนรองชนะเลิศ เสมอกับ สวิตเซอร์แลนด์ 1-1 ต่อเวลาพิเศษเอาชนะ 3-1 และเกมล่าสุดในรอบตัดเชือกพลิกแซง อังกฤษ 2-1 

 

ตามรายงานทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี่ ไม่มีรายงานนักเตะบาดเจ็บ เกมที่แล้วเปลี่ยน 1 ตำแหน่ง ส่ง จูเลียโน่ ซิเมโอเน่ ออกสตาร์ทก่อน โรดริโก้ เดอ ปอล แต่นัดนี้อาจจะปรับมาเล่นตามเดิม เพื่อเน้นความดุดันและรัดกุมในการแย่งบอลแดนกลาง มาในระบบ 4-4-2 เดอ ปอล จะลงไปแพ็คตรงกลางร่วมกับ เลอันโดร ปาเรเดส, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และเอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ คู่เซนเตอร์ยังเป็น คริสเตียน โรเมโร่ เล่นกับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เหมือนเดิม โดยมี ลิโอเนล เมสซี่ ที่ทำไป 8 ประตู และ 4 แอสซิสต์ เป็นผู้นำในเกมรุกประสานงานกับพาร์ทเนอร์อย่าง ฮูเลี่ยน อัลบาเรซ 
...........................................


นับเป็นครั้งแรกที่ทีมอันดับแรงกิ้ง 1 กับ 2 ของฟีฟ่า โคจรมาเจอกัน พร้อมกับสถิติสุดระทึก 14 เกมในทุกรายการ ถือว่าสูสีสุดๆ ผลัดกันชนะไปฝั่งละ 6 ครั้ง และเสมอ 2 
ซึ่งทั้งคู่เคยเจอกันในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือในรอบแบ่งกลุ่มปี 1966 อาร์เจนติน่า เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 2-1 
ที่ผ่านมามีเพียง 2 ชาติเท่านั้นที่เคยป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ และที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสองสมัยติดต่อกัน นั่นคือ อิตาลี ปี 1934-1938 และบราซิล  ปี 1958-1962 หาก อาร์เจนติน่า ชนะจะทำให้เป็นชาติที่ 3 พร้อมกับเป็นแชมป์สมัยที่ 4 ทันที 

 

ส่วน สเปน เข้าชิงครั้งเดียวและเป็นแชมป์เมื่อ 16 ปีก่อน ทำให้พวกเขาเป็นชาติแรกจากทวีปยุโรปที่ครองแชมป์นอกทวีปตัวเอง และหากทำได้หนนี้อีก ก็จะเป็นชาติจากยุโรปชาติแรกที่ครองแชมป์บนดินแดนอเมริกาเหนือ หลังจากการจัดการแข่งขันก่อนหน้านี้ 3 ครั้ง บราซิล ได้แชมป์ในปี 1970 ที่เม็กซิโก,  อาร์เจนติน่า แชมป์ปี 1986 ที่เม็กซิโก และบราซิล แชมป์ปี 1994 ที่อเมริกา
...........................................


ผู้ตัดสินเกมนี้คือ สลาฟโก้ วินซิซ จากประเทศสโลวะเกีย วัย 46 ปี อยู่ในลิสต์ของฟีฟ่ามาตั้งแต่ปี 2010 เขาตัดสินบอลโลกมาแล้ว 2 สมัย โดยครั้งนี้ทำหน้าที่ไปแล้ว 3 เกม ระหว่าง บราซิล-โมร็อกโก, จอร์แดน-แอลจีเรีย และ เม็กซิโก-เอกวาดอร์

ผู้ช่วยผู้ตัดสิน(ไลน์แมน) 2 คน คือ โทมาซ คลันซ์นิค กับ อันดราซ โควาซิซ จากสโลวะเกีย เช่นกัน

ผู้ตัดสินที่ 4 คือ อั๊ดดาม มาคัดเมห์ จากจอร์แดน

ผู้ช่วยผู้ตัดสิน คือ โมฮัมหมัด อัล-คาลาฟ จากจอร์แดน

ผู้ตัดสินประจำห้อง VAR(วีดีโอช่วยเหลือการตัดสิน) : บาสเตียน แดงเคิร์ต จากเยอรมนี ส่วนทีมงานอีก 2 คนคือ นิโกลัส กัลโล่ จากโคลอมเบีย และคามิส อัล-มาร์รี จากกาตาร์
...........................................
11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

 

สเปน (4-2-3-1) : อูไน ซิมอน, เปโดร ปอร์โร่, เปา กูบาร์ซี่, อายเมริค ลาปอร์ก, มาร์ก กูกูเรลญ่า, โรดรี้, ฟาเบียน รุยซ์, ลามีน ยามาล, ดานี่ โอลโม่, อเล็กซ์ บาเอน่า และมิเกล โอยาร์ซาบัล    


อาร์เจนติน่า (4-4-2) : เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ, นาฮูเอล โมลิน่า, คริสเตียน โรเมโร่, ลิซานโดร มาร์ติเนซ, นิโคลัส ตายาฟิโก้, โรดริโก้ เดอ ปอล, เลอันโดร ปาเรเดส, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์, เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ, ลิโอเนล เมสซี่ และฮูเลี่ยน อัลบาเรซ   

ทั้งนี้สองทีมจะได้ใส่เสื้อเหย้าลงสนาม นั่นหมายความว่า สเปน จะใส่สีแดง แขนน้ำเงิน และ อาร์เจนติน่า ใส่สีฟ้าสลับขาว โดยที่ผ่านมานั้น ทีมที่ใส่เสื้อโทนสีสดอย่างสีแดงได้แชมป์บอลโลก เคยมีแค่ทีมเดียวเท่านั้นคือ อังกฤษ ปี 1966

โดย สเปน ที่ได้แชมป์ปี 2010 ใส่เสื้อเยือนคือ สีน้ำเงินเข้มลงสนาม ฟากฝั่งของ อาร์เจนติน่า ที่ได้แชมป์ทั้ง 3 ครั้งก็ใส่เสื้อสีฟ้า-ขาว มาโดยตลอด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top