แตกใบอ่อน : อนาคตตีบตัน

แตกใบอ่อน : อนาคตตีบตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Tag :

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา “สำนักข่าวอิศรา” (www.isranews.org) ได้เผยแพร่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ราคายางพาราในประเทศไทย ซึ่งเป็นบทความที่เขียนโดย “ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง” ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ “ทีดีอาร์ไอ” เพื่อประกอบการอภิปรายเรื่องการแก้ปัญหายางพาราโดยเพิ่มการแปรรูปและใช้ยางในประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าน่าสนใจทีเดียว จึงขออนุญาตนำมาสรุป

เผยแพร่ต่อ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเกษตรกรทำความเข้าใจ และเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่อาจจะตามมาอีกในอนาคต


ดร.วิโรจน์บอกว่า เมื่อสักสิบปีที่แล้ว ยางพาราเป็นพืชที่ปลูกกันในแค่ 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยส่วนใหญ่ใช้ผลิตล้อยาง แต่องค์ประกอบหลักของล้อยางส่วนใหญ่ คือ ยางสังเคราะห์ ส่วนยางพาราจะใช้เพียง 25-35% โดยบริษัทผู้ผลิตยางรายใหญ่ๆ เลือกที่จะไปตั้งโรงงานในแต่ละประเทศ แล้วนำเข้ายางสังเคราะห์และยางพารามาผลิตเพื่อขายในประเทศนั้นๆ เป็นหลัก จะมีส่งออกบ้างก็ในประเทศใกล้ๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะการรวมศูนย์ผลิตในประเทศที่เป็นแหล่งยางพาราหรือแหล่งยางสังเคราะห์ แล้วขนส่งออกล้อยางไปทั่วโลก เป็นวิธีที่ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ เพราะล้อยางมีปริมาตรส่วนที่กลวงด้านในสูงมาก

ขณะที่ผลิตภัณท์ที่ใช้ยางธรรมชาติเกือบล้วนๆ ได้ เช่น ถุงมือยาง ถุงยาง ยางวงพื้นรองเท้ายาง มักผลิตในประเทศต้นทาง ซึ่งไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ แต่พวกนี้มักใช้ยางไม่มาก ยกตัวอย่าง ถุงยางในไทยใช้ยางไม่ถึง10,000 ตัน ถุงมือยางใช้ประมาณ 50,000-60,000 ตัน

ด้วยโครงสร้างลักษณะนี้ ไทยและอินโดนีเซียจึงส่งออกยางดิบส่วนใหญ่ที่ผลิตได้ ส่วนมาเลเซียเป็นประเทศที่เริ่มทิ้งยางมาปลูกปาล์มแทน ตั้งแต่ 40 ปีก่อน พร้อมกับพัฒนาอุตสาหกรรมยาง มาเลเซียจึงกลายเป็นประเทศเดียวใน 3 ประเทศนี้ที่ใช้ยางมากกว่าครึ่งของที่ผลิตได้

ต่อมาไทยก็พยายามหันมาแปรรูปยางส่งออกมากขึ้น ซึ่งก็ประสบความสำเร็จพอสมควรในช่วง 14-15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปริมาณการใช้ยางในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 242,500 ตัน หรือ 10% ของผลผลิต ในปี 2543 มาเป็น 541,000 ตันต่อปี หรือ 12.5% ของผลผลิต ในปี 2557 โดยปัจจุบันเราเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ของตลาดถุงมือยาง ถุงยาง ยางวง พื้นรองเท้ายางฯลฯ ของโลก และใช้ยางเกือบครึ่งในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยางรถ ซึ่งถ้าดูจากปริมาณการใช้ยางเพิ่มที่เป็น 2.23 เท่า ใน 14 ปี คิดเป็นอัตราเพิ่ม 5.9% ต่อปี ถือว่าค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าดูช่วง 20 ปี (2537-2557) การใช้เพิ่มเป็น 4.1 เท่าตัวคิดเป็นอัตราเพิ่มถึง 7.3% ต่อปี

โดยเมื่อ 20 ปีก่อน มาเลเซียใช้ยางปริมาณสองเท่าของไทย แต่ตั้งแต่ปี 2553 ไทยเริ่มใช้ยางมากกว่ามาเลเซีย และทิ้งห่างไปมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2557 ไทยใช้ 541,000 ตัน ขณะที่มาเลเซียใช้ 447,000 ตัน

ดร.วิโรจน์ชี้ว่า การที่เราใช้ยางเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงนี้ เป็นผลมาจากนักธุรกิจที่เห็นลู่ทางการทำกำไรจากการผลิตขายหรือส่งออกจึงกระโจนเข้ามาลงทุน แต่การจะเพิ่มการใช้หรือการแปรรูปในประเทศให้เท่ากับตัวเลขที่นายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คิดเอาไว้ที่ 1.4 ล้านตัน หรือตามเป้าที่หลายคนบอกว่าควรใช้ให้มากกว่า 2 ล้านตัน หรือ 50% ของปริมาณที่เราผลิตได้ ถือเป็นจำนวนที่สูงเสียจนไม่มีใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จริงๆ จะเชื่อว่าสามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น

เว้นแต่รัฐจะเอาเงินภาษีมาผลาญปีละหลายแสนล้านเพื่อให้ผลิตสินค้า ที่ปกติไปขายใครอื่นแทบไม่ได้หรือไม่คุ้ม มาขายให้รัฐบาล โดยเอา“อัฐยาย” คือ “ภาษีประชาชน” มาซื้อ “ขนมลุง”

และเอาเข้าจริงก็จะใช้ยางเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของที่ผลิตได้อยู่ดี

การใช้ยางในประเทศสัดส่วนที่ 10-15% ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคายางต่ำ/ตก ตอนที่ยางราคาสูงลิ่วสัดส่วนใช้ในประเทศก็เท่านี้ สัดส่วนการใช้ยางของเราขึ้นจาก 7.7% ในปี 2537 เป็น 10.3% ในปี 2543 เป็น 15% ในปี 2553 แต่ลดลงมาเหลือ 12.5% ในปี 2556-2557 เพราะผลผลิตเราเพิ่มในอัตราที่เร็วกว่าการใช้

จากข้อมูลดังกล่าวของ ดร.วิโรจน์อาจสรุปได้ในเบื้องต้นว่า อนาคตสถานการณ์ชาวสวนยางพาราคงไม่วายหนีไม่พ้นต้องยืนอยู่บนความเสี่ยงที่จะต้องหวนกลับมาพบกับวังวงของปัญหาราคาตกต่ำ เนื่องจากความตีบตันของอุตสาหกรรมแปรรูป และปริมาณผลผลิตที่ยังคงมีอยู่สูงมาก

ดังนั้นภายใต้ความเสี่ยงดังกล่าว และวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ก็อาจถึงคราวที่เกษตรกรชาวสวนยางต้องคิดต้องวางแผนกันมากขึ้นกับอนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ หรือการทำสวนยางแบบผสมผสาน

และที่ต้องเลิกอย่างเด็ดขาด ก็คือ ภาครัฐ ที่ต้องหยุดโหมรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกพืชอย่างใดอย่างหนึ่งกันแบบบ้าเลือดเสียที เพราะโหมกันทีไร ชาวบ้านก็ต้องกลับมาเจ็บตัวกันทีหลังแบบนี้ทุกที

มะลิลา

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top