546.jpg
ทิสโก้รุกธุรกิจรายย่อย ทุ่ม5.5พันล.ซื้อพอร์ตจากสแตนดาร์ดฯ

ทิสโก้รุกธุรกิจรายย่อย ทุ่ม5.5พันล.ซื้อพอร์ตจากสแตนดาร์ดฯ

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียล กรุ๊ป หรือ TISCO เปิดเผยว่า ธนาคารได้บรรลุข้อตกลงในการถ่ายโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อย เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อธุรกิจรายย่อย บริการธนบดีธนกิจ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ และเงินฝากรายย่อยกับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) หรือ SCNB คาดกระบวนการถ่ายโอนจะแล้วเสร็จปี 2560 โดยเบื้องต้นใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5.5 พันล้านบาท ซึ่งแหล่งทุนมาจากกระแสเงินสดของธนาคาร นอกจากนี้ในอนาคตธนาคารยังมีแผนที่จะซื้อธุรกิจเพิ่มเติม เนื่องจากมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง (BIS Ratio) สูงถึง 19% ทำให้สามารถเข้าซื้อกิจการเข้ามาบริหารได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการซื้อพอร์ตธุรกิจรายย่อยครั้งนี้ธนาคารจะได้ลูกค้าเข้ามา 4 แสนราย แบ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อ 3 แสนราย และลูกค้าธนบดี 1 แสนราย เป็นยอดสินเชื่อรวม 4.1 หมื่นล้านบาท และเงินฝาก 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้พอร์ตสินเชื่อปี 2560 มีมากกว่า 2.4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท และจะทำให้สินเชื่อรวมเติบโตประมาณ 15% หลังจากรับโอนธุรกิจรายย่อยของแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) แต่หากมองเฉพาะการปล่อยสินเชื่อธนาคารคาดว่าจะไม่ขยายตัว จากปีนี้คาดสินเชื่อรวมติดลบ 7-8% โดย 11 เดือน สินเชื่อติดลบแล้ว 6.3% ซึ่งมาจากธุรกิจเช่าซื้อที่หดตัว และปีหน้ายังคงไม่สดใส แม้ว่ามาตรการรถคันแรกจะทยอยสิ้นสุดลง แต่บรรยากาศการซื้อรถใหม่ยังชะลอตัวอยู่ เพราะลูกค้าอยากอยู่ในภาวะปลอดหนี้


นอกจากนี้ ในปี 2560 ธนาคารจะเริ่มทำธุรกิจบัตรเครดิตเป็นครั้งแรกโดยจะให้บริษัทออล-เวย์ส จำกัด เป็นผู้ดูแลธุรกิจขณะที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จะช่วยดูแลเป็นเวลา 1 ปี สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต 1 แสนราย ที่โอนเข้ามาซึ่งเป็นหนี้มีคุณภาพดีก็จะเปลี่ยนชื่อบัตรเครดิตมาเป็น “ทิสโก้การ์ด”

“เราอยู่ระหว่างการทำความเข้าใจกับลูกค้า และพนักงานเพื่อไม่ให้เกิดความแตกตื่น โดยเราได้รับพนักงานสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เข้ามามากกว่า 100 คน ซึ่งเรื่องนี้แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับพนักงาน และลูกค้าเป็นสำคัญ มั่นใจว่าการบริการของเราไม่ได้ด้อยไปกว่าธนาคารอื่น”นางอรนุช กล่าว

ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)ในปี 2560 ธนาคารตั้งเป้าควบคุมให้ต่ำกว่า 3% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.9% และสิ้นปีคาดลดลงเหลือ 2.6% ซึ่งเป็นผลจากการจัดชั้นลูกหนี้ SSI ทำให้ NPL ลดลงประมาณ 0.3%

“ถึงแม้พอร์ตธุรกิจรายย่อยที่โอนมาจะมี NPL พ่วงเข้ามาด้วย แต่เราจะรักษาไม่ให้เกิน 3% พร้อมกันนี้เราจะเพิ่มความระมัดระวังในการบริหารจัดการ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี หนี้ครัวเรือนก็ยังสูง จะให้มาขยายสินเชื่อก็คงจะลำบาก แต่เราก็ยังพยายามที่จะทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นางอรนุช กล่าว

สำหรับนโยบายการจ่ายปันผลยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยอิงกับผลประกอบการ คาดว่า ปี 2559 จะจ่ายปันผลไม่น้อยกว่าปี 2558 อย่างแน่นอน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top