เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมกราคม 2564
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้ปรับลดลงทุกรายการ จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่ พฤษภาคม 2563
ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงย่ำแย่ จากวิกฤติโควิด-19 ในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมาก ต่อกำลังซื้อภายในประเทศ การท่องเที่ยวการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต โดยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้
พร้อมคาดว่า ผู้บริโภคยังคงชะลอการใช้จ่ายอย่างมากตลอดจนไตรมาส 1 ของปีนี้ ไปจนถึงต้นไตรมาส 2 จนกว่าสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะคลายตัวลง
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์์ทางการเมืองของไทยจะดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไรหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะมีขึ้นในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 ล้วนมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตเป็นอย่างมาก
โดยมีปัจจัยลบ ได้แก่ ความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19รอบใหม่ที่เป็นวงกว้างและรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ปรับลดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หรือประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้4.5%, ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น,ผู้บริโภคกังวลว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลง
ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ สศค. ให้มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2563 ดีขึ้น โดยหดตัวน้อยลงมาอยู่ที่ -6.5% จากเดิมคาด-7.7%, ภาครัฐดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น, การส่งออกไทยในเดือนธันวาคม 2563 เพิ่มขึ้น 3.62% และนโยบายของสหรัฐภายใต้การนำของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ จะส่งผลให้นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐผ่อนคลายมากขึ้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยสำหรับปีนี้ไว้ที่ 2.8% โดยขอรอดูผลจากมาตรการและโครงการต่างๆของภาครัฐที่นำมาใช้ในการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้มีการประเมินเบื้องต้นว่า เม็ดเงินจากโครงการ “เราชนะ”ที่ 2.1 แสนล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.2% โครงการคนละครึ่ง 53,000 ล้านบาท คาดกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.3% และโครงการเรารักกัน 40,000 ล้านบาท คาดกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งหากรวมมาตรการทั้งหมดแล้ว จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีก 1.7%
“เราคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีโอกาสโตได้ 2.8% แต่หากมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจจะช่วยดัน GDP โตได้ถึง 3.4% แต่ต้องขึ้นกับปัจจัยการเมือง ค่าเงินบาท และการกระจายวัคซีนด้วย ดังนั้นตอนนี้เราจึงยังไม่ปรับ GDP ขอรอดูสถานการณ์อีกที อาจจะมีการทบทวนอีกครั้งในเดือนมีนาคม”นายธนวรรธน์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี