เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจต้องพึ่งการเมือง

เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจต้องพึ่งการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

2-3 วันก่อน คุณนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ฉายภาพของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ไว้ได้อย่างน่าสนใจ วันนี้ขอหยิบเอาบางส่วนที่...เศรษฐศาสตร์วันหยุด...คิดว่าเป็นจุดสำคัญที่สุดมานำเสนอนั่นก็คือ เขามองว่า..การที่ค่าเงินบาทแข็งแล้วไม่สมดุลกับเศรษฐกิจมีความอันตรายมากในภาพใหญ่ ไม่ใช่เพียงแค่ภาพส่งออกหรือท่องเที่ยวเท่านั้น ตอนนี้ยังไม่ต้องมองในมุมการเติบโตของจีดีพีไทยที่เติบโตต่ำที่สุดในอาเซียนหรือเป็นอันดับที่ 2-3 จากท้ายสุดขึ้นมา แต่ให้มองภาพเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ประเทศไทยเคยโต 3-4% ตอนนี้เหลือเติบโตเพียง 2% และไม่ถึง 2% ในปี 2569 จากที่มีการคาดการณ์ไว้ของหลายๆ แห่ง โดยในปี 2569 นี้ หัวใจสำคัญคือ หากเศรษฐกิจไม่ดี ภาพการเคลื่อนไหวของค่าเงินควรจะอ่อนค่าลง เพื่อให้เราสามารถค้าขายได้ง่ายขึ้น นำเงินเข้ามาทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่พอเศรษฐกิจอ่อนแอแต่กลับดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ค่าเงินบาทจึงเป็นเหมือนปรปักษ์ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมแย่ลงไปอีก

การรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง หนึ่งสิ่งที่ต้องเลิกก่อนเป็นอันดับแรกคือ การทำนโยบายประชานิยม เพราะต้องเข้าใจว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สามารถทำให้ประเทศไปต่อได้แล้ว ประเทศไทยมีการอัดฉีดนโยบายแบบประชานิยมมากว่า 20 ปีแล้ว สิ่งที่พบคือ นโยบายประชานิยมทำให้เศรษฐกิจดีได้แค่ชั่วคราว ไม่สามารถทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น 1.เราต้องเลิกประชานิยม 2.เปลี่ยนจากประชานิยมมาเป็นการเสริมพลังหรือสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน ทำอย่างไรให้คนสามารถสร้างรายได้มากขึ้น แปลว่าต้องพัฒนาทักษะของแรงงาน ขยายตลาดให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ เพื่อให้ตัวเลขการส่งออกของไทยมาจากความสามารถจริงๆ ไม่ได้มาจากการอุดหนุนของภาครัฐ


จุดเริ่มต้นในตอนนี้ สิ่งสำคัญคือ 1.ต้องเริ่มใช้คนในการทำงานให้มีคุณภาพอย่างแท้จริง ไม่ใช่แจกเงิน 2.การเริ่มลงทุนกับเครื่องจักรระดับสูง ออโตเมชั่น หุ่นยนต์ เอไอ โดรน ต้องเริ่มใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น และ 3.การส่งออกที่ต้องขยายตลาดเพิ่มขึ้น ขายสินค้าไปในทั่วโลกไม่ใช่ปกป้องแต่ให้ธุรกิจต่างชาติไม่เข้ามาขายในไทยไม่เข้ามาแข่งขันกับธุรกิจของไทย แต่ต้องมองว่าดิจิทัลอีโคโนมีที่เราพูดถึงและพยายามเดินไปสู่จุดนั้น แปลว่าประเทศไทยต้องสามารถขายสินค้าให้กับใครก็ได้ในโลกใบนี้ ผู้บริโภคอยู่ที่ประเทศบราซิลก็สั่งซื้อสินค้าของไทยไปใช้ได้ รัฐบาลต้องหาทาง
สนับสนุน ทำอย่างไรให้เรามีผู้ประกอบการที่สามารถผลิตสินค้าไปขายได้ทั่วทุกมุมโลก

“ปัจจัยบวกที่เริ่มมองเห็นในตอนนี้คือ ความหวังของทุกอย่างเริ่มต้นที่การเมือง หากเราได้การเมืองที่สามารถที่จะทะลวงจัดตั้งรัฐบาลได้ และอยู่บริหารประเทศในระยะยาวครบตามกำหนด ประเทศไทยอาจได้เห็นการมีรัฐบาลที่เดินหน้านโยบายแบบไม่ใช้ประชานิยม เพื่อกระตุ้นแค่ระยะสั้นๆ ก่อนเป็นหลัก แต่สามารถทำอะไรยาวๆ ให้เกิดผลเพื่ออยู่เป็นรัฐบาลแบบยาวครบเทอม แต่ตอนนี้เป็นภาพของการเลือกตั้ง 1 ครั้งกลับมีรัฐบาล 3 ชุดแล้ว ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 3 คนแล้ว ซึ่งไม่อยากให้เป็นอย่างนี้”

!!นี่ไง...“การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต”

พงษ์พันธุ์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top