เผชิญภาวะ‘ต้มกบ’ จี้รื้อ‘ภาษี’ต่อลมหายใจศก.ไทย

เผชิญภาวะ‘ต้มกบ’ จี้รื้อ‘ภาษี’ต่อลมหายใจศก.ไทย

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.45 น.

เผชิญภาวะ‘ต้มกบ’ จี้รื้อ‘ภาษี’ต่อลมหายใจศก.ไทย

คณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง “ภาษีไทย : ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 มีตัวแทนจากหน่วยงานภาคที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฟังการเสวนา อาทิ กรมสรรพากร , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นต้น


น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวว่า ความท้าทายที่รอรัฐบาลชุดใหม่ คือ ปัญหางบขาดดุลต่อเนื่อง หนี้เพิ่ม ทั้งหนี้ครัวเรือ หนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก นอกจากนี้พบว่าปัจจุบันมีแรงงานราว 40 ล้านคน มีเพียง 12 ล้านคน ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่มีเพียง 4 ล้านคน ที่จ่ายภาษีจริง ขณะที่รายได้จากทรัพย์สิน และธุรกิจจำนวนมากยังหลุดจากระบบ เช่นเดียวกับนิติบุคคลที่มีอยู่จริงราว 9 แสนราย ยื่นภาษีเพียง 6 แสนราย แต่จ่ายภาษีจริง 1 แสนราย สะท้อนปัญหาการเข้าสู่ระบบภาษีที่ยังไม่เป็นเรื่องปกติ ซึ่งหากเก็บภาษีตามผลการศึกษาของ กมธ.ด้านการคลังซึ่งไม่ใช่การเก็บภาษีเพิ่ม รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาษีปีละ 3-3.5 แสนล้านบาท

ด้านนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรมช.คลัง ในฐานะที่ปรึกษาประจำ กมธ.เศรษฐกิจ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มอาการต้มกบ เป็นลักษณะว่าเกิดความเสียหายต่อเนื่องอย่างช้า และยังพบว่าเด็กไทยเกิดใหม่น้อยลง ไม่เกินปีละ 4 แสนราย ส่งผลต่อแรงงานในอนาคตที่จะลดลง นอกจากนี้พบว่าคนไทยอายุยืนขึ้น แต่รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ งานวิจัยระบุว่าเมื่อเกษียณอายุจะต้องมีเงินเก็บมากกว่า 3 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลุ่มคนเกษียณที่มีเงินจำนวนดังกล่าวยังน้อยมาก

นายพิสิฐ ได้เสนอรัฐบาลชุดใหม่ให้แก้ไขปัญหา โดยกระตุ้นให้กลุ่มคนเจริญพันธุ์ยอมมีลูก ผ่านกลไกลดหย่อนภาษี จากปัจจุบันที่ช่วยเหลืออยู่ 3 หมื่นบาท เป็น 5 แสนบาท และให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 7 เป็น 10% ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 7% ทั้งนี้ส่วนต่าง 3% ที่เก็บได้ให้นำเข้าบัญชีประชาชนที่ซื้อของ โดยรัฐบาลจะมีเงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาทเก็บในรูปแบบกองทุนหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำไปอุดหนุนเบี้ยผู้สูงอายุ เดือนละ 3 พันบาท ช่วยเหลือค่าครองชีพที่สูง และเกิดการกระตุ้นจีดีพี เม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้ จะทำให้เพดานหนี้ของไทยลดลง

ขณะที่นายกำพล สุภาแพ่ง ประธาน กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา กล่าวว่า ประเทศไทยไม่สามารถใช้โครงสร้างภาษีแบบเดิมรับมือกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อีกต่อไป ข้อเสนอของวุฒิสภา คือ ปรับโครงสร้างไม่ใช่ขึ้นภาษีแบบไร้ทิศทาง การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปรับให้ระบบมี 3 คุณสมบัติหลัก คือ 1.เป็นธรรม ขยายฐานผู้มีรายได้เข้าสู่ระบบ รายได้จากเงินปันผลและทุนขนาดใหญ่ควรเข้าสู่ภาษีก้าวหน้า ลดความเหลื่อมล้ำผ่านกลไกลภาษีจริงจัง 2.ใช้เทคโนโลยี AI เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บ จัดเก็บภาษีจากแฟลตฟอร์มดิจิทัลต่างชาติ เตรียมรับ Global Minimum Tax และ 3.สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ปรับภาษีฐานบริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไปพร้อมมาตรการเยียวยา

“ประเด็นที่สังคมจับตา อาทิ ภาษีเพื่อแก้สังคมสูงวัย เสนอเพิ่มค่าลดหย่อนบุตรในระดับที่ช่วยได้จริง ภาษีทรัพย์สินและความมั่งคั่ง ปรับภาษีที่ดินให้สะท้อนราคาตลาด ทบทวนภาษีมรดก การปรับภาษีมูลค่าเพิ่มต้องค่อยเป็นค่อยไป และต้องมีมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยควบคู่ไปด้วย รวมทั้งการพิจารณาแนวคิด การกระจายอำนาจการคลังสู่ท้องถิ่น เช่น ภาษีบ้านเกิด เพื่อให้ประชาชนเห็นผลการใช้ภาษีในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง หากประเทศไทยไม่ปรับโครงสร้างภาษีในวันนี้ ในอนาคตจะเหลือทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ ขึ้นภาษีในภาวะวิกฤต หรือลดคุณภาพบริการสาธารณะของประชาชน โดยข้อเสนอจากเวทีนี้จะถูกจัดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบเพื่อเสนอหน่วยงานในการขับเคลื่อนประเทศ” นายกำพล กล่าว

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top