อัตราเงินเฟ้อเดือน ก.พ. 69 อยู่ที่ -0.88%  คาดเงินเฟ้อไทยจะปรับตัวสูงขึ้น  หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

อัตราเงินเฟ้อเดือน ก.พ. 69 อยู่ที่ -0.88% คาดเงินเฟ้อไทยจะปรับตัวสูงขึ้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

 

นาย กฤษฏิ์ ศรีปราชญ์ นักวิเคราะห์  ศูนย์วิจัย Krungthai Compass ประเมินว่า  อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.พ. 69 อยู่ที่ -0.88% (YoY) ติดลบเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ -0.66% และสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ -0.50%1 ปัจจัยหลักมาจากระดับราคาสินค้าในหมวดพลังงานปรับลดลงถึง 8.29% นอกจากนี้ ปัจจัยกดดันสำคัญในเดือนนี้คือ ระดับราคากลุ่มอาหารสด ปรับลดลง 0.11% และกลุ่มเคหสถาน ปรับลดลง 1.06% จากค่ากระแสไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ซักผ้า ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ระดับราคาปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป ปรับเพิ่มขึ้น 1.54% เป็นต้น


เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเทียบรายเดือน พบว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือน ก.พ. ลดลง 0.24% (MoM) จากเดือน ม.ค. โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปรับลดลง 0.73% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากกลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ที่ระดับราคาปรับลดลง 0.85% จากผลผลิตส่วนเกิน และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.56% ทรงตัวจากเดือนก่อนที่ 0.60% หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเทียบ    รายเดือน พบว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.13%

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัย Krungthai Compass คาดว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ จะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อระยะข้างหน้า โดย ณ 9 มี.ค. 69 ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จากราว 70 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนเกิดเหตุการณ์ ทำให้ประเทศเอเชียส่วนใหญ่ รวมถึงไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงกว่า 50% จะได้รับกดดันเงินเฟ้อระยะข้างหน้า

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกหยุดชะงัก ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม (LPG) ภายในประเทศ2 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อของไทยที่ผ่านมา ภาครัฐช่วยลดทอนผลกระทบผ่านการพยุงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ แต่ขณะนี้ขีดความสามารถในการอุดหนุนมีจำกัดเนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ เพิ่งฟื้นตัวกลับมาเป็นบวก ประกอบกับความสามารถในการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาของกองทุนน้ำมันฯ มีไม่มาก ต่างจากช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ปี 653 หากราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน การอุดหนุนของรัฐอาจมีข้อจำกัด ซึ่งจะมีส่วนเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังคงเปราะบาง

จับตาผลกระทบต่อต้นทุนและการส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในระยะข้างหน้า  เหตุการณ์ปัจจุบันสามารถเทียบเคียงกับวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงต้นปี 65 ที่ราคาน้ำมันดิบดูไบทรงตัวสูงกว่าระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ยาวนาน 5 เดือน (มี.ค.-พ.ย. 65) ซึ่งส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าให้สูงขึ้น สะท้อนผ่านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และเงินเฟ้อ4 การส่งต่อต้นทุนเหล่านี้อาจกลับมารุนแรงอีกครั้งหากเหตุการณ์ยืดเยื้อ

- 030 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top