533.jpg
‘ปิโตรเลียม-ยานยนต์-ส่งออก’หนุนดัชนีอุตฯ มี.ค.ขยายตัว 0.75% จับตาปัจจัยลบกดดันต้นทุน

‘ปิโตรเลียม-ยานยนต์-ส่งออก’หนุนดัชนีอุตฯ มี.ค.ขยายตัว 0.75% จับตาปัจจัยลบกดดันต้นทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.15 น.

‘ปิโตรเลียม-ยานยนต์-ส่งออก’หนุนดัชนีอุตฯ มี.ค.ขยายตัว 0.75% จับตาปัจจัยลบกดดันต้นทุน

30 เมษายน 2569 นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 108.69 ขยายตัวร้อยละ 0.75 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 64.61 เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและยานยนต์กลับมาขยายตัว การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาสแรก ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 102.76 ขยายตัวร้อยละ 0.83 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 61.26


อย่างไรก็ตาม สศอ. ได้เฝ้าระวังผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการในประเทศเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การขยายตัวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม 2569 มีแรงสนับสนุนสำคัญจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและยานยนต์ที่กลับมาขยายตัว โดยอุตสาหกรรมปิโตรเลียมขยายตัวร้อยละ 1.48 และอุตสาหกรรมยานยนต์ขยายตัวร้อยละ 0.55 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวในระดับสูง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัวร้อยละ 21.10 ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวน 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ หมูแช่แข็ง มันฝรั่งทอดกรอบ เบียร์ และไส้กรอก

ขณะเดียวกัน เสถียรภาพและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปอย่างราบรื่นตามกรอบระยะเวลา ได้ส่งผลดีต่อความต่อเนื่องของมาตรการและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม

สำหรับภาพรวมภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในเดือนมีนาคม 2569 มีสัญญาณขยายตัวจากหลายปัจจัย โดยส่วนใหญ่เป็นแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า ดังนั้นการติดตามและบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิดควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุปสงค์ภายในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ปี 2569 คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวได้ หากสามารถบริหารความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในระยะถัดไป

ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนเมษายน 2569 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น” โดยปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ ส่วนปัจจัยในประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น

“ยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2026 มียอดรวมอยู่ที่ 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 55,572 คัน คิดเป็นร้อยละ 71.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของความต้องการรถยนต์สมัยใหม่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่ผันผวนและอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับยานยนต์ประหยัดพลังงานและปล่อยมลพิษต่ำมากขึ้น ขณะเดียวกัน มาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ทั้ง EV 3.0 และ EV 3.5 รวมถึงมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ Hybrid และ Mild Hybrid ได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างอุปสงค์และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของตลาดอย่างเป็นรูปธรรม สศอ. คาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลให้การผลิตรถยนต์และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ดัชนีอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ของภูมิภาคต่อไป” นายศุภกิจ กล่าว

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่

+ น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 60.74 จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย

+ เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 14.06 จากเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กลวด เป็นหลัก ตามความต้องการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรงงานเหล็กหลายโรงงานของไทยมีกระบวนการผลิตเหล็กที่ปล่อยก๊าซ CO2 ได้น้อยกว่าที่ EU กำหนดตามมาตรการ CBAM (มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2569) จึงเป็นอานิสงส์ให้สามารถส่งออกสินค้าไปยุโรปได้เพิ่มมากขึ้น

+ เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 16.09 จากโซดาไฟ คลอรีน และเอทานอล เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมในแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่

+ เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 12.56 จากเครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก เนื่องจากตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศมีสินค้าอยู่ในสต็อกสูง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ กำแพงภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้าระหว่างประเทศ ประกอบกับ ฐานสูงในปีก่อน เพราะผู้ผลิตบางรายได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากเวียดนามจำนวนมาก

+ พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.60 จาก Polypropylene (PP), Polyethylene (PE) และ Ethylene เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงประจำปี และขาดแคลนวัตถุดิบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

+ สตาร์ช และผลิตภัณฑ์จากสตาร์ช หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 23.57 จากแป้งมันสำปะหลัง เป็นหลัก ตามปริมาณหัวมันสำปะหลังออกสู่ตลาดลดลง หลังประสบปัญหาภัยแล้งและโรคใบด่าง ประกอบกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ไม่สามารถนำเข้าหัวมันสำปะหลังจากกัมพูชาได้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top