วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International)
ในรูปแบบ Breakfast Roundtable ณ ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l'Union interalliée กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน นางศุภจีเน้นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงสู่เอเชียและอาเซียน ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่
นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปีของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ
ทั้งนี้ในมุมมองด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อย่างไรก็ตาม ไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย
อย่างรไรก็ตาม จากมุมมองด้านพาณิชย์ ไทยยึดหลักสำคัญ 3 ประการในการสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มาตรฐานและคุณภาพระดับสูง และ การเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างและสมดุลกับทุกฝ่าย
“ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะนั่นคือพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว
ในด้านมาตรฐานสากล ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล รวมถึงการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรฐานสูง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว
สำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) นางศุภจี กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีกำหนดจัดขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
ไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาในประเด็นคงค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย ร้อยละ 40
นางศุภจี ยังเน้นย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ “ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย” (Gateway to ASEAN and Asia) โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ และตะวันออก–ตะวันตกของภูมิภาค จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น และความสำคัญของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจควบคู่กับประสิทธิภาพ ไทยจึงมุ่งยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลกและภูมิภาค ไม่เพียงในฐานะผู้ส่งออกสินค้า แต่รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิต ระบบนิเวศนวัตกรรม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือควบคู่กันนี้ รัฐบาลไทยยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
- 030
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี