วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานเรื่องความคืบหน้าการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ และความเสี่ยงต่อมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาสหรัฐตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ตามกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) ซึ่งไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าอยู่ที่อัตราร้อยละ 19
อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐได้บังคับใช้อำนาจมาตรา 122 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 ซึ่งกำหนดให้มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศในอัตราร้อยละ 10 เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์-วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าไทยและตลาดนำเข้าหลักของสหรัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเมื่อพิจารณาอัตราภาษีที่เก็บจริงของสหรัฐ (Average Real Effective Tariff Rate) รวมทุกรายการสินค้าของไทยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง พบว่า เดือนมีนาคม 2569 อัตราภาษีลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 5.3 จากร้อยละ 8.2 ในเดือนสิงหาคม 2568 (ภาษีศุลกากรตอบโต้เริ่มบังคับใช้) ขณะที่เวียดนาม มีอัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 7 ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 5.1 และมาเลเซีย ร้อยละ 4.2
เมื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ ถ่วงน้ำหนักตามค่าเฉลี่ยมูลค่าสินค้าช่วงก่อนและหลังการบังคับใช้มาตรา 122 ในตลาดนำเข้าสำคัญของสหรัฐ พบว่า อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ ภายหลังการบังคับใช้อัตราภาษีตามมาตรา 122 ของกฎหมาย The Trade Act of 1974 เพื่อทดแทนกฎหมาย IEEPA มีอัตราภาษีนำเข้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยไทย มีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ลดลงร้อยละ 4.57 เมื่อเทียบกับช่วงที่ภาษีศุลกากรตอบโต้บังคับใช้
ทั้งนี้ ในระยะต่อไป การดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐ ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยรัฐบาลสหรัฐ มีแนวโน้มที่จะบังคับใช้กฎหมายอื่นๆในการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ทำให้ไทยมีแนวโน้มเผชิญอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐที่สูงขึ้นในระยะถัดไป โดยเฉพาะมาตรา 301 ตามกฎหมาย The Trade Act of 1974 ซึ่งสหรัฐ ประกาศสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้า รวมทั้งไทย ในประเด็น 1.กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) โดยสหรัฐตั้งข้อสงสัยกับไทยเกี่ยวกับ (1.1) การเกินดุลการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรและส่วนประกอบ และยางพารา เป็นต้น และ (1.2) ภาคการผลิตของไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินที่ค่อนข้างสูง สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำกว่าร้อยละ 60 อย่างต่อเนื่อง แต่มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐยังคงขยายตัวสูง
2.การใช้แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงาน (Forced Labor) โดยสหรัฐได้ตรวจสอบนโยบายและการดำเนินการเพื่อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานภาคบังคับใน 60 ประเทศคู่ค้า ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลไทยนำโดยกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวให้สหรัฐพิจารณา และอยู่ระหว่างเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Public Hearing) คาดว่าสหรัฐจะประกาศผลการไต่สวนภายในเดือนกรกฎาคม 2569
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี