542.jpg
สิทธิบัตรAIโลกพุ่ง75เท่า แนะผู้ประกอบการไทยสร้างโอกาสธุรกิจอนาคต

สิทธิบัตรAIโลกพุ่ง75เท่า แนะผู้ประกอบการไทยสร้างโอกาสธุรกิจอนาคต

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.14 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกในช่วงปี 2550 ถึงปัจจุบัน พบการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างเด่นชัด โดยจำนวนการยื่นคำขอสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นจากเพียง 58 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2550 ทะยานสู่ 4,361 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2567 หรือเติบโตขึ้นสูงถึง 75.2 เท่า โดยมีจุดเร่งสำคัญในช่วงปี 2566–2567 ที่ยอดคำขอสิทธิบัตรพุ่งสูงขึ้นถึง 52.3% ภายหลังการเปิดตัวของ Generative AI อย่าง ChatGPT สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI เติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในระบบสิทธิบัตรโลก ถือเป็นช่วงต้นของวงจรการเติบโต และการแข่งขันทางเทคโนโลยีดังกล่าวยังเปิดกว้าง แต่โอกาสก็อาจลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีการยื่นจดสิทธิบัตรหนาแน่นขึ้นทุกปี

​เมื่อพิจารณาในเชิงภูมิศาสตร์ พบการแบ่งขั้วอำนาจทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจนระหว่าง 2 มหาอำนาจหลัก คือ สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสองประเทศถือครองสิทธิบัตรรวมกันถึง 65.2% ของสิทธิบัตร AI ทั่วโลก โดยประเทศสหรัฐฯ นำเป็นอันดับ 1 ถือครองสิทธิบัตร 33.5% เทคโนโลยีส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย เช่น บริษัท Apple (659 กลุ่มสิทธิบัตร) Google (605 กลุ่มสิทธิบัตร) Microsoft (563 กลุ่มสิทธิบัตร) และ IBM (494 กลุ่มสิทธิบัตร) ขณะที่ประเทศจีนตามมาเป็นอันดับ 2 ถือครองสิทธิบัตรใกล้เคียงกันที่ 31.8% ในบริษัท เช่น Baidu (148 กลุ่มสิทธิบัตร) Huawei (182 กลุ่มสิทธิบัตร) รวมทั้งกระจายตัวในเครือข่ายมหาวิทยาลัยจำนวนมาก เช่น Zhejiang University (95 กลุ่มสิทธิบัตร) Southeast University (84 กลุ่มสิทธิบัตร) Tsinghua University (79 กลุ่มสิทธิบัตร) สะท้อนการลงทุนด้านงานวิจัยพื้นฐานของรัฐบาลจีนที่อาจแปลงเป็นความได้เปรียบทางอุตสาหกรรมในระยะยาว ส่วนประเทศอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นม้ามืดในอันดับ 3 ถือครองสิทธิบัตร 9.3% แซงหน้ามหาอำนาจทางเทคโนโลยีเดิมอย่างเกาหลีใต้และเยอรมนี

​นางอรมน กล่าวว่า เทคโนโลยีสิทธิบัตร AI โลกในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเทคโนโลยีย่อย ได้แก่
​1) กลุ่มเทคโนโลยีความปลอดภัยและธรรมาภิบาล AI (AI Safety & Governance Tech) เป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน มีจำนวน 5,907 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นสัดส่วน 35% ของสิทธิบัตรด้าน AI ครอบคลุมเทคโนโลยีที่มุ่งสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของระบบ AI โดยเทคโนโลยีที่น่าสนใจ

2) กลุ่มเอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์และการประสานการทำงาน (AI Agents & Orchestration) มีจำนวน 5,492 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นสัดส่วน 32.5% ของสิทธิบัตรด้าน AI ครอบคลุมเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ วางแผน และดำเนินงานแทนมนุษย์ในองค์กรได้อย่างอัตโนมัติ


3) กลุ่มการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI (Human-AI Collaboration) มีจำนวน 5,489 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นสัดส่วน 32.5% ของสิทธิบัตรด้าน AI ครอบคลุมเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์และ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

​นางอรมน กล่าวว่า จากสถิติพบว่า สิทธิบัตร AI ทั่วโลกส่วนใหญ่ยังคงมีสัดส่วนการยื่นจดทะเบียนระหว่างประเทศในระดับต่ำเพียง 15.5% ซึ่งหมายความว่าผู้พัฒนายักษ์ใหญ่ในต่างประเทศยังคงเน้นการคุ้มครองในตลาดประเทศตนเองเป็นหลัก สะท้อนช่องว่างและความแตกต่างในด้านภาษา รวมถึงข้อกำหนดทางกฎหมายของแต่ละท้องถิ่น ที่ยังเป็นกำแพงที่ผู้เล่นระดับโลกก้าวข้ามได้ยาก แต่เป็นพื้นที่ให้ผู้พัฒนาระดับท้องถิ่นสามารถสร้างความได้เปรียบได้จริง

สำหรับประเทศไทยมีโอกาสอันดีที่จะนำเทคโนโลยีแกนหลักระดับโลกมาพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับบริบทไทย โดยเฉพาะใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนา AI Agent ท้องถิ่น (Local Agent) หรือการสร้างเอเจนต์อัจฉริยะที่เข้าใจภาษาไทย ภาษาเฉพาะกลุ่ม และวัฒนธรรมการทำงานในไทยอย่างลึกซึ้ง เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและการบริการภายในประเทศ ทั้งในภาคการเงิน ท่องเที่ยว สุขภาพ และการบริการ 2) โอกาสในกลุ่มเทคโนโลยีที่ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (RegTech) และ AI Safety & Governanceด้วยประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่เข้มแข็ง รวมถึงภาคการเงินและการบริการที่ได้มาตรฐานสูง จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทย และกลุ่มสตาร์ทอัพสาย RegTech หรือ Cybersecurity ในการพัฒนาเครื่องมือการบริหารจัดการและตรวจสอบระบบธรรมาภิบาล AI (AI Governance Platform) เพื่อตอบโจทย์ความปลอดภัย และสอดคล้องกับหลักกฎหมายให้กับธุรกิจทั้งในไทยและขยายผลสู่ตลาดภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว

​ทั้งนี้ สถิติคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564–2569) ประมาณ 3,393 คำขอ แบ่งเป็น คำขอคนไทย 1,289 คำขอ ต่างชาติ 2,104 คำขอ มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของนวัตกรรม AI โดยเฉพาะในด้านการแพทย์และชีวภาพ (AI in Medical and Biological Fields) ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการยื่นขอจดทะเบียนมากที่สุดจากนักประดิษฐ์ชาวไทย 312 คำขอ (สิทธิบัตร 11 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 301 คำขอ) สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพ (HealthTech)ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์แม่นยำได้ ในขณะที่บริษัทข้ามชาติมุ่งเน้นการยื่นสิทธิบัตรในกลุ่มเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูล (Data Processing) รวม 73 คำขอ (สิทธิบัตร 68 คำขออนุสิทธิบัตร 5 คำขอ) ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล

​สำหรับผู้นำด้านนวัตกรรม AI ของไทย ได้แก่ หน่วยงานด้านการวิจัยและภาคการศึกษา นำโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่มีการพัฒนานวัตกรรม AI อย่างโดดเด่น มีจำนวนคำขอสิทธิบัตร 154 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 146 คำขอ รวมทั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันงานวิจัย AI ออกสู่ระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สิทธิบัตร 37 คำขอ อนุสิทธิบัตร 44 คำขอ) มหาวิทยาลัยมหิดล (สิทธิบัตร 20 คำขอ อนุสิทธิบัตร 45 คำขอ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (สิทธิบัตร 20 คำขอ อนุสิทธิบัตร 36 คำขอ) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (สิทธิบัตร 14 คำขอ อนุสิทธิบัตร 57 คำขอ) ขณะที่บริษัทต่างชาติที่ยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในไทย นำโดย บริษัท แอดวานซ์ นิว เทคโนโลยีส์ ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและยานยนต์ระดับโลก (สิทธิบัตร 226 คำขอ) ตามมาด้วย บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด (สิทธิบัตร 222 คำขอ) และบริษัทโตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา (สิทธิบัตร 138 คำขอ)​

​นางอรมน กล่าวว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีโลกอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยแพร่บทวิเคราะห์สิทธิบัตรในสาขาเทคโนโลยีสำคัญ เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนภาคธุรกิจ นักวิจัย และผู้ประกอบการไทยในการวางแผนวิจัย พัฒนา และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top