วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชี้แจงกรณีกลุ่มบุคคลพยายามเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ และแสดงความคิดเห็นพาดพิง กกพ. ด้วยอคติส่วนตัวในหลายประเด็น จนอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดด้วยกัน 2 ประเด็นคือ การสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงานล่าช้า และโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน กกพ. ที่ยังไม่เสร็จสิ้น
กรณีการสรรหา กกพ. ที่ล่าช้านานกว่า 2 ปีนั้น ตามกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กกพ. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ไม่ได้เป็นต้นเหตุของความล่าช้า ในกฎหมายกำหนดให้ สำนักงาน กกพ. ทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ ซึ่งมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ให้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา กกพ. เพราะจะมี กกพ. บางส่วนครบวาระในเดือนกันยายน 2567 ต่อมารัฐมนตรีได้คัดเลือกกรรมการสรรหาครบ 8 คน และนำรายชื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ แต่กลับไม่นำรายชื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นเหตุให้คณะกรรมการสรรหา กกพ. ไม่สามารถเริ่มกระบวนการสรรหา กกพ. ได้ เท่านั้นไม่พอยังขอ ครม. คืนเรื่องกลับมาพิจารณาทบทวน แต่ก็ไม่เคยมีการทบทวนใดๆ จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อนายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีและทราบเรื่องก็เร่งดำเนินการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาชุดใหม่ใกล้แล้วเสร็จ
ส่วนการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ด้วยงบประมาณกว่า 600 ล้านบาท ที่สะดุดหยุดลงนั้น มีเหตุมาจากผู้รับเหมาหยุดก่อสร้างและยื่นฟ้องศาลปกครองกลางขอยกเลิกสัญญา มูลเหตุการณ์ฟ้องร้องที่แท้จริงไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่า มีต้นเหตุจากผู้รับเหมาไม่สามารถก่อสร้างคืบหน้าได้ตามแผนเพราะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด ซึ่ง ครม. มีมติให้ยกเว้นค่าปรับ ในประเด็นนี้สำนักงาน กกพ. ไม่ได้มีข้อขัดข้องใดๆ แต่เห็นว่า ครม. ไม่ได้ยกเว้นค่าเสียหาย ซึ่งเป็นค่าเสียหายจากการที่สำนักงาน กกพ. ต้องจ่ายค่าเช่าอาคารจัตุรัสจามจุรี ให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีละ 50 ล้านบาท ระหว่างที่ไม่สามารถย้ายไปใช้อาคารสำนักงานใหม่ สำนักงาน กกพ. เป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐ จึงไม่สามารถละเว้นค่าเสียหายได้
สำหรับข้อกล่าวหา กกพ. ขาดประสิทธิภาพ เป็นการกล่าวที่เลื่อนลอยปนอคติ เพราะ กกพ. ทุกชุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง พยายามไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซงจนเกิดความไม่พอใจหลายครั้ง ที่ผ่านมา กกพ. สามารถตรวจสอบพบมูลค่าก๊าซธรรมชาติในราคา Short fall มูลค่ารวมประมาณ 18,000 ล้านบาทที่ยังไม่ได้ส่งมาเพื่อลดค่าไฟฟ้า จึงออกคำสั่งให้ส่งราคา Short fall ได้แล้ว 4,300 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2569 นอกจากนี้ กกพ. เป็นผู้ริเริ่มขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปรับปรุงค่าไฟฟ้าโครงการ Adder และ FiT ที่ฝ่ายนโยบายเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อหน่วยละ 5 - 11 บาท ซึ่งประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงเกินจริงหน่วยละ 17 สตางค์ หรือปีละ 33,000 ล้านบาท อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพง ปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกลับปฏิเสธว่า ไม่สามารถดำเนินการได้
กระทั่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพียงไม่กี่เดือน ก็สามารถนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีมติยกเลิกสัญญาชั่วนิรันดร์ พร้อมกับปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามมาตรา 65 (1) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 จาก 11 บาทต่อหน่วย เหลือเพียง 2.15 บาทต่อหน่วย
“แม้ กกพ. ปัจจุบันจะเหลือ 4 คน ก็ยังมุ่งมั่นทำหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถรักษาเสถียรภาพราคาไฟฟ้าไม่ให้สร้างภาระให้กับประชาชน แต่กลับมีผู้ตั้งข้อกล่าวหาโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยความอคติ เพราะไม่พอใจที่ไม่สามารถครอบงำสั่งการ กกพ. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระด้านพลังงานได้” นายวรวิทย์ย้ำและกล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าไม่สาละวนยุ่งกับการยกร่างกฎหมาย ความล่าช้าและความไร้ประสิทธิภาพต่างๆ คงไม่เกิดขึ้น“
-032
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี