วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569
คดีทุจริตสุดอื้อฉาวและเลวร้ายที่สุดคดีหนึ่งก็คือคดีขบวนการโกงเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้และคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์(พม.) ซึ่งจากการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พบมีการทุจริตในแทบทุกจังหวัดของประเทศ อันสะท้อนให้เห็นถึงขบวนการทุจริตที่จะต้องมีผู้มีอำนาจในระดับประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งล่าสุดมีการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 สั่งย้ายข้าราชการ พม.ระดับปลัดและรองปลัดกระทรวงและล่าสุดมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อสอบสวนความผิดทางวินัย ขณะที่มีการเตรียมดำเนินคดีกับข้าราชการจำนวนมากที่ร่วมขบวนการทุจริตสุดอื้อฉาวครั้งนี้
จุดเริ่มต้นของขบวนการทุจริตสุดอื้อฉาวระดับชาติครั้งนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญเมื่อ น.ส.ปณิตา ยศปัญญา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ไปฝึกงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น และ น.ส.ณัฐกานต์ หมื่นพล อดีตเจ้หน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่นพบการทุจริตตำตาจึงทนไม่ได้กับพฤติกรรมโกงแม้แต่งบช่วยเหลือคนยากไร้จึงร่วมกันแจ้งข้อมูลมายังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เท่านั้นเองมีคำสั่งจากทำเนียบรัฐบาลให้ตรวจสอบการทุจริตเรื่องนี้อย่างจริงจังจนเรื่องบานปลายอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้
หลังป.ป.ท.เข้าตรวจสอบพบขบวนการการทุจริตระดับชาติ กระทรวงพม.ก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงคู่ขนาน แต่ผลการสอบสวนของกระทรวงพม.กลับถูกตั้งข้อสังเกตและพบพิรุธที่ถูกตั้งคำถามว่าส่อไปในทางช่วยเหลือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตบางรายหรือไม่ โดยเฉพาะผู้บริหารศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจ.ขอ นแก่น โดยก่อนหน้านี้เฟซบุ๊ค”ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน”เผยแพร่ข้อมูลพร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีการย้ายหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคมของศูนย์คนไร้ที่พึ่งจ.ขอนแก่นซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาพัวพันทุจริตโดยตรงให้มาช่วยราชการที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ(พส.) เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นวันที่ 25 ม.ค. กลับมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น และมีสิทธิเข้าไปใช้งานระบบ “ KTB Corporate Online” ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติงานด้านการรับจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ได้ตำแหน่งสูงขึ้นเท่านั้น ยังเป็นการแต่งตั้งข้ามสายงานจากเดิมที่เป็นพยาบาลมาเป็นเจ้าพนักงานการเงิน
จากข้อสังเกตในประเด็นร้อนดังกล่าวของ “ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน” ทำให้นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ(พส.) ต้องออกมาชี้แจงว่า ก่อนที่จะเกิดกรณีทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้และผู้มีรายได้น้อย พส.มีการจัดเตรียมระบบ KTB Corporate Online เพื่อใช้ในการจ่ายและรับเงิน ซึ่งเป็นระบบที่โปร่งใสที่สุด โดยจะเปิดใช้บริการในวันที่ 1 พ.ค. ซึ่งหลายศูนย์ในสังกัด พส.ได้คัดเลือกและส่งรายชื่อคนที่เหมาะสมมีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวมาให้ ซึ่งกรมก็รวบรวมรายชื่อทั้งหมดไว้เพื่อดำเนินการต่อ ต่อมาเมื่อมีเหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้นและมีการสอบสวนพบว่า ผอ.ศูนย์และหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการศูนย์คนไร้ที่พึ่งจ.ขอนแก่นมีมูลความผิด ตนจึงได้สั่งย้ายบุคคลทั้ง 2 เข้ามาช่วยราชการส่วนกลาง โดยเซ็นคำสั่งเมื่อวันที่ 24 ม.ค. แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเวลาที่ใกล้เคียงกัน ในวันที่ 25 ม.ค.ที่มีคำสั่งดังกล่าวออกไป เจ้าหน้าที่พส.อาจจะไม่ได้ดูในรายละเอียดรายชื่อและได้นำรายชื่อเดิมที่ส่งเข้ามาเซ็นคำสั่งเพื่อดำเนินการ ซึ่งมีชื่อหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการฯคนดังกล่าวพ่วงเข้าไปด้วย ทั้งนี้อาจเกิดจากการรีบดำเนินการเปิดระบบอย่างรวดเร็ว แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนรายชื่อบุคคลที่มาจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่นเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากวันที่ 24 ม.ค. ตนได้มีคำสั่งย้ายเข้ามาช่วยราชการที่ส่วนกลาง ดังนั้นคำสั่งวันที่ 25 ม.ค.จึงไม่มีผล รวมทั้งยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ เพราะระบบดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการ และยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเจตนาที่จะช่วยเหลือแต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้ กรมพส.ตกเป็นข่าวอื้อฉาวถูกตั้งข้อสังเกตุกรณีที่ นางนภา ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 9 ก.พ.2561 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย”ไม่ร้ายแรง” เจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น 3 รายจากการพัวพันการทุจริต จนมีการตั้งคำถามว่า ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจ.ขอนแก่นเป็นจุดเริ่มต้นที่พบการทุจริตและปรากฏหลักฐานชัดเจนจน น.ส.ปณิตา เปิดโปงแจ้งเบาะแสต่อคสช.จนเรื่องบานปลายและนำไปสู่ขบวนการทุจริตในระดับชาติ ถึงขนาดทำให้ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงพม.และนายณรงค์ คงคำ รองปลัดกระทรวงพม. ตลอดจนผู้ตรวจราชการอีก 1 รายถูกตั้งคณะกรรมการสอบ “วินัยร้ายแรง” และถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่เจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจ.ขอนแก่นโดยเฉพาะ นางพวงพะยอม จิตรคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตชัดเจนและเป็นจุดต้นเรื่องกลับถูกสอบทางวินัย “ไม่ร้ายแรง”
จากคำสั่งสอบวินัย “ไม่ร้ายแรง” ซี่งมีโทษแค่ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือนจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ทำให้เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา นางนภา กลับลำออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นางพวงพะยอม อาจมีความิดทางวินัยร้ายแรงทั้งๆที่ตัวเองเพิ่งมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบทางวินัย “ไม่ร้ายแรง
จากพิรุธการตรวจสอบขบวนการทุจริตระดับชาติโดยกระทรวงพม.ที่เกิดขี้นทำให้มีการตั้งข้อสังเกตและให้จับตา เพราะอาจจะมีการทุจริตซ้อนทุจริตด้วยการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อตัดตอนลบชื่อผู้ที่พัวพันการทุจริตบางคนออกนอกสารระบบหรือพยายามฟอกขาวย้อมแมวย้ายคนที่พัวพันทุจริตเพื่อช่วยพวกเดียวกันเอง

พล อ รังษี นำทีม ลงกันทนลักษ ชู นโยบายตัดเส้นทางเงิน ฮุนเซ็น
'โต้คลื่น'วางเป้าคว้าเหรียญรอบ 12 ปี
ไชยาขอพิสูจน์ฝีมือ! ลั่นหนองบัวลำภูต้องพ้นความจน เล็งตั้งธนาคารประชาชน กู้ซากเกษตรกร
โซเชียลแห่แชร์ภาพ อนุทิน ร่วมเฟรมอดีตนายก รับวันเด็กแห่งชาติ
ลุยตรวจร้านอาหารคลองดำเนินสะดวก ไข่เจียว 400 ข้าวผัดไข่ 1400

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี