วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
ข้อมูลล้นมือจนเลี้ยงลูกไม่ถูก ทำพ่อแม่ยุค AI เหนื่อยกว่าเดิม? MY DADDY James EP. แรก “เจมส์ จิรายุ” ขออาสาเป็นตัวแทนคุณพ่อสายเนิร์ด พาทุกคนไปหาคำตอบว่า "ทำไมยิ่งรู้เยอะ ลูกยิ่งเลี้ยงยาก? พร้อมเจาะลึกปัญหาสุดคลาสสิกที่ตำราเล่มไหนก็ไม่มีบอก กับประสบการณ์คุณพ่อลูกสอง “หมอวิน-วรวุฒิ เชยประเสริฐ” จากเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ ที่จะมาช่วยเตือนสติเรื่องความเชื่อผิด ๆ ที่อาจทำให้พ่อแม่และลูกลำบากโดยไม่รู้ตัว! พร้อมเผยการปรับให้เหมาะกับครอบครัว
ปัญหาคลาสสิกของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มันมีอะไรบ้าง ?
หมอวิน : มีอยู่ 2 อย่างหลัก ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ 1 ก็คือเมื่อไหร่ก็ตามการเป็นคุณพ่อคุณแม่เป็นได้เลยไม่ต้องรอใบเซอร์ใด ๆ ก็คือพอลูกคลอดปุ๊บ ร้องไห้ปุ๊บ คุณเป็นคุณพ่อคุณแม่กึ่งสำเร็จรูปเรียบร้อย ปัญหาก็คือ มีเด็กคนหนึ่งซึ่งสื่อสารไม่ได้เข้ามาในบ้านของเรา วิธีการสื่อสารของเขามีแค่ร้องไห้และท่าทางของเขา บิดตัว จุ๊ปาก บิดไปมา หน้าแดง เราต้องเรียนรู้เขา เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ต้องสื่อสารกับลูก ในแบบที่ลูกกำลังสื่อสารกับเราผ่านสิ่งที่ minimal ที่สุดก็คือท่าทาง เสียงร้อง แล้วก็การหลับและการตื่น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่จึงยาก อันที่ 2 การอดหลับอดนอน เพราะว่าเด็กเล็กมักจะตื่นมากิน ทุก 2-3 ชั่วโมง เขาก็จะหลับเยอะ ตื่นมานิดหน่อย ร้องไห้ กิน ถ่าย ดังนั้นไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะหลับมาดีพอแค่ไหนก็ตาม คือนอนตุนมาแล้วก็ตาม หลังลูกเกิดจะเกิดภาวะอดหลับอดนอนแน่นอน และ 2 อย่างนี้ ที่ทำให้การเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มันยาก
ควรจะเข้าใจอย่างไรว่าลูกจะมีพฤติกรรมอะไรบ้าง ?
หมอวิน : มีหลายเรื่องเลย หลายคนถ้าเกิดอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชน ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่แบบนอนเป็นเจ้าหญิงแล้วก็แบบมีคุณพยาบาลมาจับเข้าใช่ไหม ข้าวก็มาเสิร์ฟใช่ไหม แล้วทำให้ทุกอย่างเลย พอกลับบ้านคราวนี้เป็นโลกแห่งความจริงแล้วที่ต้องเผชิญหน้ากับลูกด้วยตัวเอง ดังนั้น 3 วันนั้นไม่ใช่วันที่เรานอนพักฟื้น นั่นเป็นวันที่เราต้องเรียนรู้การกิน การนอน การดูแลลูก ให้มันเป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะไปเผชิญหน้าได้จริงในที่บ้าน เอาเรื่องการนอนก่อน เราพบว่าเด็กเล็กเขาจะหลับ อยู่ในช่วงประมาณ 2-3 ชั่วโมง ช่วงตื่นสั้นมาก บางทีอาจจะตื่นมาแค่ครึ่งชั่วโมงหรือ 45 นาที สลับกับการนอนหลับ คือตื่นมากินแล้วก็หลับ ถ้าเป็นเด็กที่เกิดครบกำหนด น้ำหนักปกติดี เขาก็จะเก็บสะสมพลังงานจากการกินน้ำนมของคุณแม่ ได้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุในช่วงแรกที่ถ้าลูกไม่ยอมตื่นหลังจาก 3-4 ชั่วโมง อาจจะมีความจำเป็นจะต้องปลุกขึ้นมากิน โดยเฉพาะถ้าน้ำหนักอยู่ในขอบล่าง ซึ่งเขาอาจจะมีไขมันสะสมมาไม่เยอะมากตอนช่วงแรกเกิด เพราะว่าไม่งั้นถ้าปล่อยนอนยาว เด็กบางคนน้ำตาลต่ำ พอน้ำตาลต่ำสิ่งที่เด็กเกิดขึ้นคือหลับต่อ และไปเจออีกทีหนึ่งก็คืออาจจะมีภาวะน้ำตาลต่ำจนเกิดอาการอันตรายอย่าง เช่น อาการชักได้ ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกจึงมีความจำเป็นว่าถ้าหลับยาวเกินไปอาจจะต้องปลุกขึ้นมากิน
เจมส์ จิรายุ : เอาประสบการณ์ของผมก่อน หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล ประมาณ 1-2 วัน ก่อนที่จะไปเจอคุณหมอเด็ก ตอนนั้นปลุกลูกตัวเอง มาทุก ๆ 3 ชั่วโมงแล้วมากิน แล้วตอนนั้นล้ามาก ๆ หมายถึงว่าทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ล้ากันสุด ๆ เลย แล้ววันที่ไปเจอกับคุณหมอเขาบอกว่า ไม่เป็นไร เอาตามไลฟ์สไตล์เราเลย ถ้าเกิดว่าลูกตื่นมาแล้วเขาจะกิน ก็คือปล่อยให้เขากิน แต่ถ้าเกิดลูกจะให้หลับ ก็คือหลับ แต่ว่าตอนนั้นคือผมกังวลว่า บางคนก็บอกว่าเราจำเป็นต้องปลุกลูกทุก ๆ 3 ชั่วโมง แต่คุณหมอบอกว่าไม่จำเป็น ก็ดูได้เลยว่าถ้าเกิดว่าเขากินได้ นอนได้ ถ่ายได้ แล้วเขาก็บอกว่าอุ้ม แล้วถ้าเกิดว่าอุ้มแล้วน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเขาก็บอกโอเคแล้ว วิธีการนี้ก็คือใช้ได้ใช่ไหมครับ
หมอวิน : ใช้ได้เหมือนกัน ทีนี้ให้ดูเด็กแต่ละคนให้เป็นตัวคน ๆ ไปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เด็กทั่ว ๆ ไปมักจะตื่นประมาณสักทุก 2-3 ชั่วโมงอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเด็กที่กินนมแม่ และนมแม่ยังผลิตไม่ได้เต็มที่ในช่วงแรก เพราะเขาก็จะหิวก็จะเข้าเต้าถี่ขึ้น เมื่อน้ำนมแม่ผลิตมาดีมากขึ้น เพียงพอกับการกิน เขาจะเริ่มหลับยาวมากขึ้น พอเริ่มหลับยาวมากขึ้นบางคนก็จะหลับเกิน 3 ชั่วโมง ดังนั้นที่บอกว่า 3 ชั่วโมง มันไม่ใช่ Magic Number ว่า 3 ต้องปลุกเป๊ะ เราอาจจะรออีกนิดหน่อย แต่ถ้าเกิน 4 ไปแล้ว จริง ๆ ถ้าไม่ตื่นเลย ในช่วงแรกแนะนำให้ปลุกขึ้นมาก่อน แต่ถ้าทุกอย่างมัน flow ดีละ เช่น น้ำนมผลิตมาดีละ น้ำหนักลูกขึ้นดีแล้ว ตัวเริ่มฟู อึเริ่มมามากขึ้นนะครับ โดยปกติในช่วง 2 เดือนแรก เราก็จะบอกว่าอึ 4 ฉี่ 8 ใช่ไหม โดยประมาณ อึ 3-4 ครั้ง ฉี่ 6-8 ครั้งต่อวัน แสดงว่าได้รับปริมาณน้ำนมที่เพียงพอ แบบนี้อาจจะไม่ต้องปลุกตามเวลาละ เพราะฉะนั้นมันจะมีช่วง gap ในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่เราอาจจะต้องมีความดูนิดหนึ่งว่า น้ำนมเรามาดีหรือยัง ลูกกินพอไหม และก็นอนหลับยาวเกินไปหรือเปล่า ถ้าหลับยาวเกินไป เกิน 3-4 ชั่วโมง อย่างที่ผมบอกก็อาจจะจำเป็นต้องปลุกขึ้นมาก่อน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยหรอก เพราะว่าเด็กก็จะหิวและก็ตื่นขึ้นมาเองก่อนอยู่แล้ว
ถ้าเกิดว่าสามารถปรับรูทีนได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ หมายความว่าระยะยาวก็อาจจะส่งผลที่ดีกว่า ?
หมอวิน : ใช่ ที่สำคัญคือเด็กแต่ละคนก็ต่างกัน เพราะว่าเด็กแต่ละคนเขาเกิดมาด้วยเนื้อตัวที่ต่างกัน เราเรียกแบบนี้ตามหลักการแพทย์ว่า "พื้นอารมณ์" ที่ต่างกัน จะสังเกตเห็นว่าเด็กบางคนเกิดมาก็ง่าย ๆ กินเป็นเวลา อึเป็นเวลา นอนเป็นเวลา และก็สามารถหลับได้ยาวเต็มที่เลยก็ไม่ตื่น ในขณะที่เด็กบางคนแค่คุณพ่อลุกขึ้นตื่นแล้ว อันนี้เขาเรียกว่าเนื้อตัวของเด็กแต่ละคนต่างกัน ดังนั้นถ้าคุณพ่อคุณแม่วางกรอบด้วย system ก็คือ กิจวัตรประจำวัน ความสม่ำเสมอ คาดเดาได้ ความเข้าใจในร่างกายเด็ก ไม่ว่าง่ายหรืออยากจะค่อย ๆ ลงล็อกในกิจวัตรที่ควรจะเป็นแล้วเขาจะง่ายขึ้นตามเวลา
คุณพ่อคุณแม่ในยุคนี้เหนื่อยกว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่มีองค์ความรู้ข้อมูลเยอะ แต่ทำไมถึงรู้สึกเหนื่อย ?
หมอวิน : ผมว่าจริง ๆ การเป็นพ่อแม่เหนื่อยอยู่แล้ว และยุคนี้มันเหนื่อยมากขึ้น เพราะว่าเอาแบบคน Gen Y ที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ตอนนี้ ผ่านอะไรมาแล้วบ้าง ผ่านมาทุกอย่างเลยครับ โควิด วิกฤตน้ำมัน สงคราม เบนซินขึ้นลง ผมว่าเราผ่านมาวิกฤตมาเยอะครับ แล้วก็ปัญหาสังคมเศรษฐกิจเราเยอะ อันนี้แค่นอกบ้านไม่เกี่ยวกับลูกนะ แค่นี้เราก็เหนื่อยแล้ว หลายคนจึงเลือกไม่มี และพอมีลูกเข้ามาอีก บางทีมันเลยทำให้ยากขึ้น ประเด็นของการเลี้ยงลูกที่ยากขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ มีอยู่ 3-4 ประเด็นที่ผมมักจะบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอ 1 เราเป็นตัวตัดวงจรการเลี้ยงลูกในอดีตที่อาจจะไม่ดีกับลูก บางคนเติบโตมาด้วยการถูกตี ถูกดุด่าว่ากล่าว ไม่เคยได้รับคำชมจากพ่อแม่เลย เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวชมจะเหลิง ตีสิ "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" เราต้องการเบรกไซเคิลนี้ แต่จิตใต้สำนึกเรา มันเติบโตมากับวิธีการเลี้ยงแบบเก่าไง ดังนั้นบางทีจะต้องทับมือตัวเองบ่อย ๆ มันน่าฟาดเหลือเกิน ไม่ ๆ เราจะไม่เลี้ยงลูกอย่างนั้น เมื่อสิ่งที่ต้องทำมันขัดแย้งกับจิตสำนึก บางทีมันยากขึ้น ถูกไหม อันดับที่ 2 ก็คือ ตอนนี้เราเลี้ยงลูกด้วยการเปรียบเทียบมากขึ้น ในอดีตเราเปรียบเทียบกับใคร ลูกป้าข้างบ้าน ลูกผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้าน เดี๋ยวนี้เปรียบเทียบทั้งประเทศ และบางทีอาจจะรวมไปทั้งโลกเลย ลูกคนนนั่นได้เหรียญ ได้โล่ห์ ลูกคนนี้มีกิจกรรมเทควันโด เดี๋ยวไปสีไวโอลิน เดี๋ยวไปขี่ม้า ดีดเปียโน หรือลูกเราจะต้องได้ หรือภาษา ลูกบ้านนั้นเรียนจีน เรียนไทย
หรือว่าเรากำลังจะเปลี่ยน generation ในการมีลูก หรือความเชื่อในการเลี้ยงลูกกันยังไง ?
หมอวิน : ผมว่าอย่างนี้ ณ ปัจจุบัน ความสำเร็จหรือการ fulfill ชีวิตมันต่างจากในอดีตเยอะ บางคนแค่ทำงานไปดูแลตัวเองได้ เป็นพี่ที่ทำงานที่ดีของน้อง ๆ ที่ทำงาน มัน fulfill แล้ว มันไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติม แต่การมีลูกมันเหมือนเป็นหมุดหมายอีกหมุดหมายหนึ่ง ซึ่งชีวิตคู่มันอิ่มเอมและเราอยากไปต่อ เราอยากเห็นใครสักคนที่มีเคล้าหน้าละม้ายคล้ายเราเกิดขึ้นมา แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากจะทิ้งอะไรบางอย่างเพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคมในอนาคต มันอาจจะอยู่ในส่วนลึก หรือบางคนอาจจะตั้งใจแบบนั้นจริง ๆ จริง ๆ การมีลูกสำคัญมาก เพราะทุกวันนี้คนมีลูกน้อยลง ประเทศหลายประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ไทยคือหนึ่งในนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้สังคมมันก็ดูแบบไม่น่าจะมีลูกเท่าไหร่ใช่ไหม
อะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่เรารู้มากับประสบการณ์จริงที่มันใช้ไม่ได้ผล หรือมันใช้ได้ผลยังไง ?
หมอวิน : อันนี้ผมเป็นหมอเด็ก เพราะฉะนั้นผมจะมีความรู้เรื่องการดูแลเด็กทั้งเด็กปกติและเด็กป่วยอยู่แล้ว เราก็คิดว่า เราโอเคแหละ เดี๋ยวลูกออกมาปุ๊บเราจะดูแลเขาได้อย่างดี ตำราใช้ไม่ได้เลย ตำราแน่นอนมันเป็น scientific base ก็คือเป็นสิ่งที่เขาดูแลกันมาแล้วทางวิทยาศาสตร์แล้วบอกว่ามันควรทำแบบนี้ แต่เวลาเราจับเอาความรู้มาใช้ แต่ละบ้านก็ใช้ได้ต่างกัน เขาเรียกว่า Family Fit มันจะ fit in ได้ในแต่ละบ้าน ต้องมีการปรับใช้ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของบ้านเรา และที่สำคัญคือฟิตในบ้านเราไม่ได้ด้วยนะ ต้องฟิตกับลูกด้วย ตัวผมเอง ในช่วงแรกต้องบอกว่ามีปัญหาเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาก ทั้ง ๆ ที่เราก็เรียนมาด้านนี้ ปรากฏว่าเวลาอยู่บ้านเป็นสามีไง เขาไม่ค่อยเชื่อเราเท่าไหร่
การมีความรู้ที่มากจะเป็นปัญหาหรือว่ามันจะเป็นประโยชน์มากกว่ากัน ?
หมอวิน : รู้ไว้ก่อนแต่ไม่ต้องปรับใช้ทั้งหมด ก็คือรู้ไว้เป็นดราฟต์แบบกว้าง ๆ และลองเอามาใช้ ถ้าใช้แล้วไม่เวิร์กก็หยุดใช้ หรือถ้าอันหนึ่งที่ผมมักจะบอกอีกอันหนึ่ง ก็คือการทำ Time-out ในอดีตที่มีการทำ Time-out คุณเจมส์รู้จัก ก็คือเหมือนแบบแยกมุมสงบสติอารมณ์ ร้องไห้ไป จัดการให้เรียบร้อยแล้วเดี๋ยวค่อยมาคุยกัน การทำ Time-out ณ สมัยก่อน ตอนผมเรียนหมอเด็ก เขายังสอนอยู่เลย ว่าเวลาเด็กร้องไห้เยอะ ๆ จับไปนั่งเก้าอี้ หรือเข้ามุมสงบ ตามอายุของเด็ก 2 ขวบ 2 นาที 3 ขวบ 3 นาที และพอเสร็จปุ๊บ ค่อยมา connect กันใหม่ มาคุยกันใหม่ ชีวิตจริงไม่ใช่แบบนั้นเลย และตอนนี้วิทยาศาสตร์การเลี้ยงลูก กลับไปทางตรงข้ามด้วยซ้ำ การ Time-out กลับกลายเป็นว่าเราละทิ้งอารมณ์ลูก ร้องไห้เหรอ ไม่คุยด้วย ไปจัดการอารมณ์ตัวเอง หม่าม๊า ปะป๊าจะอยู่ห่างจากหนู ไม่สนใจ คือไม่อยู่ปลอบด้วยนะ อยู่ข้าง ๆ แต่ไกลออกไปหน่อย ให้หนูจัดการกับอารมณ์ตัวเอง มันเหมือนคนจมน้ำอะ แล้วต้องหาวิธีขึ้นมาจากน้ำด้วยตัวเอง ตรงกันข้าม ผมเคยใช้ Time-out 1 ครั้งแล้วผมไม่ใช้เลย ผมร้องไห้แล้วก็ไปกอดลูก อาจารย์โอ๋ เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน ก็บอกว่าเหมือนกัน ก็คือมันไม่ใช่แล้ว จากนั้นผมก็ไม่เคย Time-out ลูกอีกเลย
ยังมีความเชื่อผิด ๆ ที่เรายังจำและกลับมาทำกันอีกไหม ?
หมอวิน : ไล่ไปทีละเรื่อง อันดับแรกคือขา การดัดขานะครับ เราจะพบว่าจริง ๆ สรีระของเด็กเล็กในวัยที่เริ่มหัดเดินก่อนขวบครึ่ง มันจะมีความโก่งตามธรรมชาติ ผู้เฒ่าผู้แก่เขาก็เลยบอกว่าต้องดัดขาเพื่อจะทำให้ขาตรง ขาจะได้ไม่โก่ง ซึ่งความเป็นจริงทางการแพทย์คือ ขาที่โก่งจะกลับมาตรงเองโดยธรรมชาติ ดัดหรือไม่ดัดไม่เกี่ยวกัน ดังนั้นหากถามว่าดัดได้ไหม ผมจะบอกเสมอว่าก็ดัดได้แต่เบา ๆ บางบ้านไปห้ามผู้เฒ่าผู้แก่ไม่ให้ไปยุ่งกับขาเด็กเลย บางทีเขาก็หงุดหงิดและอาจจะทะเลาะกัน ก็ขอบิณฑบาตแล้วกัน ถ้าจะดัดขอเบา ๆ เช่น ถ้าคุณยายจะนวดนิด ๆ หน่อย ๆ เหมือนเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ ทำเลย แต่ผมเจอมัดตราสัง คือเอาขามาอย่างนี้แล้วเอาผ้ามัด แต่ที่บ้านคุณแม่ผมก็บอกว่าขอดัดหน่อย ไหนคุณแม่ดัดให้ดูหน่อย แม่ผมก็แค่นวด คือถ้านวด ๆ โอเค เพราะสุดท้ายดัดหรือไม่ดัด เดี๋ยวเด็กจะขาตรงเองหลังขวบครึ่งอยู่แล้ว อันดับที่ 2 ก็คือเหมือนกันกับการดึงดั้ง ดั้งมันจะยังไม่พัฒนาเต็มที่จนกระทั่งรูปหน้าเขากว้างขึ้น และดั้งก็ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ด้วย ดังนั้นการดึงก็ไม่ได้ทำให้ดั้งเด็กคนไหนโด่งมากขึ้น แต่การดึงที่แรง บางคนทำให้กระดูกอ่อนตัวนี้อักเสบได้ และคราวนี้จมูกจะผิดรูป ดังนั้นถ้าจะนวดเหมือนกัน ก็คือนวดนิด ๆ หน่อย ๆ หมอว่าทำได้ แต่ถ้าต้องแบบ heavy แบบแรงมาก อันนี้ผมว่าเก็บตังค์แล้วไปเสริมดั้งอนาคตดีกว่าครับ อัญชันมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บ้าง ว่ามันมีสารบางตัวในนั้นที่กระตุ้นการงอกของขน แต่มันก็ไม่ได้ significant คือไม่มีนัยสำคัญขนาดนั้น ดังนั้นเหมือนกันเลยครับ ถ้าจะทาก็ได้ ทาก็ดูน่ารัก ทาเป็นแบบทั้งหัวเลยครับ อยากทาก็ทาไป แต่สุดท้ายจะดกหรือไม่ดก จริง ๆ ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ อีกเรื่องก็คือรูปกะโหลก เราต้องยอมรับว่าถ้าหากนอนท่าเดียวกันนาน ๆ คือนอนกดทับท่าเดิมนาน ๆ มันอาจจะทำให้หัวแบนได้ในช่วงแรก ย้ำนะในช่วงแรก เพราะว่าตอนช่วงหลังจาก 6 เดือนเป็นต้นไป เด็กจะไม่ได้นอนตลอดเวลาแล้ว เด็กจะเริ่มมี activity คือการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น นอนก็จะเป็นช่วงหนึ่งที่ไม่ได้เยอะมาก และเด็กก็จะเริ่มพลิกตัวได้ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ได้หลับท่าแบบเหมือนเด็กจิ๋ว เพราะฉะนั้น แบนมักจะแบนช่วงแรก ๆ ในกรณีที่นอนแบบทับท่าเดิมกันนาน ๆ แต่สุดท้ายปลายทางรูปทรงของกะโหลกถูกกำหนดไว้แล้วด้วยพันธุกรรม บางคนโมแทบตาย คือโมแล้วได้ผลด้วยนะแรก ๆ บางบ้านคือพลิก ๆ บอก เหมือนจะทุยดี สุดท้ายแบนเหมือนพ่อ ใช่ เพราะฉะนั้นให้ดูคุณพ่อคุณแม่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่หัวทุยดี หมอว่าใจเย็น ๆ ก็ไม่ต้องโมก็ได้ อาจจะแบนหน่อยช่วงแรก แต่สุดท้ายกะโหลกเด็กยังไม่หยุดการเจริญเติบโต เดี๋ยวเขาใหญ่ขึ้นมาเอง ทุยขึ้นมาเองตามพันธุกรรมครับ เพราะว่าการนอนคว่ำ เพิ่มโอกาสการเกิดไหลตายในเด็ก นี่จึงเกิดแคมเปญที่เรียกว่า "Back to Sleep" มาตั้งแต่หลายสิบปีที่ผ่านมา คือถ้าเด็กเล็กควรนอนหงายเท่านั้นในช่วง 1 ปีแรก และเครื่องนอนควรจะต้องน้อยที่สุดเท่าที่น้อยได้ โดยเฉพาะถ้า 6 เดือนแรกเด็กยังกล้ามเนื้อไม่ค่อยดีเนาะ เช่น สมมติ 3-4 เดือน พลิกคว่ำหรืออยู่ท่าคว่ำปุ๊บ บิดหน้าอัดเลย หายใจไม่ออก อาจจะไหลตายได้
การเลี้ยงลูกกับสัตว์เลี้ยงอาจจะทำให้ไม่สบายได้ จริงไหม ?
หมอวิน : มีทั้งถูกและไม่ถูกครับ ขึ้นอยู่กับว่าสัตว์เลี้ยงนั้นดูแลดีหรือเปล่า ถ้าเห็บหมัดเพียบอันนี้ป่วย เพราะฉะนั้นถ้าดูแลได้ดี คือดูแลหมา แมว หรือสัตว์เลี้ยงในบ้านได้ดี เช่น ดูแลเรื่องขนได้ดี ดูแลเรื่องเห็บหมัดได้ดี อาบน้ำสม่ำเสมอ เลี้ยงได้เลยตามปกติ และมีข้อมูลด้วยซ้ำว่าการที่มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน อาจจะทำให้ภูมิคุ้มกันของเด็กดีขึ้น เพราะเขาได้เจอเชื้อโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หลากหลาย ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น แต่อย่าเยอะเกินไปเท่านั้นเอง ดังนั้นบางบ้านก็มีอยู่ 2 ทางเลือก ก็คือเลี้ยงเหมือนเดิม น้องหมาน้องแมวมาก่อน ลูกมาทีหลังก็เป็นแค่สมาชิกใหม่ที่เข้ามาอยู่ด้วยกัน นอนเหมือนเดิม บางคนก็เอาหมาขึ้นนอนเตียงข้าง ๆ เด็ก บอกว่าถ้าสะอาดพอได้เลย แต่อย่าลืมพาไปฉีดวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ และบางบ้านก็กั้นเลย เช่น พอมีเด็กเข้ามาก็กั้นโซนของน้องหมาน้องแมวให้อยู่อีกโซนหนึ่งก่อนในช่วงแรก ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ไม่มีอะไรผิดไม่มีอะไรถูกครับ
Gen Beta ต่างจาก Gen Alpha ไหม ?
หมอวิน : ก็มีความต่าง เพราะว่าเด็ก Gen Beta เขาเรียกว่าเกิดมาพร้อม AI ถ้าเราพูดว่า Gen Alpha ติด iPad หรือเริ่มแบบไถ iPad และ Gen Beta จะต้องมีสติให้มาก เพราะมันจะสุ่มเสี่ยงมากว่าที่คุยอยู่ เรื่องจริงหรือเรื่องไม่จริง ดังนั้น หลัก ๆ Gen Beta คาดเดาไว้ว่า เพราะว่า Gen Beta ยังเบบี๋อยู่เลย เขาคาดเดาไว้ว่า Gen Beta เมื่อเติบโตขึ้นมาเขาจะโหยหาความเป็นมนุษย์มากขึ้น เขาจะกลับมาสู่ความสัมพันธ์แบบ one-on-one มากขึ้น พูดคุย สัมผัส ตาจ้องตามากขึ้น มากกว่าในอดีต เพราะเขาจะมีผู้ช่วยส่วนตัวซึ่งเป็น AI คุยกับเขาอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการคือ Human Touch ต่างจาก Gen Alpha พอสมควร Gen Alpha มีอะไรเสิร์ชใช่ไหม Gen Beta มีอะไรพร้อม คือถามเลย พร้อมอย่างเดียว ดังนั้น ถ้าจะเลี้ยง Gen Beta ก็คือจะต้องเลี้ยงเขาให้ตั้งคำถามให้เหมาะสม เพื่อที่จะทำให้ AI เป็นผู้ช่วยแล้วตอบกลับมาอย่างเหมาะสม และกรองสิ่งที่ AI พูดโดยที่อย่าไปเชื่อเขาทั้งหมดอีกทีหนึ่ง ซึ่งมันก็มีความง่ายและความยากระหว่างเจน ดังนั้นกลับมาที่วิธีการเลี้ยงจริงๆ ไม่ต่างกันเลย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี