วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569
อิหร่านตั้งผู้นำคนใหม่สู้สงคราม
แก้แค้นสหรัฐฯ
‘ลูกชายคาเมเนอี’สืบทอด
ทรัมป์เดือดแตกหักสเปน
สั่งสะบั้นสัมพันธ์การค้า
ฉุนขาดไม่ให้ใช้ฐานทัพ
กองทัพสหรัฐฯเผย โจมตีเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 1,700 จุด ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,097 ศพ ด้าน ปธน.ทรัมป์แจงเหตุเปิดฉากถล่มเตหะรานก่อน เพราะเชื่อว่าอิหร่านเตรียมบุกโจมตีวอชิงตัน พร้อมประกาศส่งกองทัพเรืออเมริกาคุ้มกันเรือน้ำมันลั่นไม่ยอมให้ใครจับโลกเป็นตัวประกัน พร้อมกันนี้ทรัมป์ยังขู่ตัดสัมพันธ์การค้ากับสเปน หลังออกมาปฏิเสธให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพ ส่วนอิหร่านตั้ง “โมจตาบา”ลูกชายคนที่สองของ “คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯจับมืออิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีกลางกรุงเตหะราน ของอิหร่านแบบสายฟ้าแลบ
ทัพมะกันถล่มอิหร่านแล้ว1.7พันจุด
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ หรือ เซ็นต์คอม(CENTCOM) เผยแพร่เอกสารสรุปปฏิบัติการ “เอพิก ฟิวรี” (Epic Fury) เพื่อต่อต้านอิหร่าน ที่เริ่มวันแรกวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า กองทัพสหรัฐฯโจมตีเป้าหมายในอิหร่านเพิ่มอีกอย่างน้อย 700 แห่งนับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เป้าหมายที่ถูกโจมตีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,700 แห่ง พร้อมทั้งนำเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เข้ามาเสริมในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย เป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วยฐานยิงขีปนาวุธ เรือรบ เรือดำน้ำและศูนย์บัญชาการต่างๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามอันดับแรก
ยอดตายในอิหร่านเพิ่มเป็น1,097คน
ก่อนหน้านี้ สมาคมสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน ระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล 5 วันที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1,097 ราย ในจำนวนนี้รวมถึงนักเรียนหญิง 176 ราย ที่เสียชีวิตจากกรณีสหรัฐโจมตีโรงเรียนในเมืองมินาบ รวมถึงโรงพยาบาล 9 แห่งในอิหร่านถูกโจมตี ขณะที่กองทัพอิสราเอลออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีโรงพยาบาลคานธีในกรุงเตหะราน
ทำลายระบบป้องกันภัยอิหร่านพังราบ
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า ทุกอย่างในอิหร่านถูกทำลายราบคาบแล้ว ทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 และ S-400 ฐานยิงขีปนาวุธพิสัยไกล และโรงงานผลิตโดรนส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกทำลายโดยสมบูรณ์จากการโจมตีระลอกใหญ่ช่วง 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา สอดคล้องกับรายงานจากสถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ ที่ระบุว่าโรงงานนิวเคลียร์ในเมืองนาทันซ์ถูกโจมตีจนใช้งานไม่ได้ ซึ่งทรัมป์ย้ำว่า จะไม่มีวันได้เห็นอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านอีกต่อไป
ส่งทร.คุ้มกันเรือน้ำมันผ่านฮอร์มุซ
ในส่วนผลกระทบจากเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมส่งเรือทำลายล้างและเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะไม่ยอมให้ใครจับโลกเป็นตัวประกันด้วยการปิดเส้นทางเดินเรือ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ U.S. International Development Finance Corporation (DFC) จัดทำมาตรการ “การประกันภัยและการค้ำประกัน” สำหรับเรือที่เดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงทางทะเลที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมส่งสัญญาณว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ อาจเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าจำเป็น
ทรัมป์ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สหรัฐฯรับรองพลังงานจะไหลเวียนสู่โลกได้อย่างเสรี แสนยานุภาพทางเศรษฐกิจและทางการทหารของสหรัฐฯ นั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และจะดำเนินการตามมาอีก
คำประกาศนี้เกิดขึ้นหลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน หรือไออาร์จีซี (IRGC) ประกาศจะยิงและเผาเรือทุกลำที่พยายามผ่านช่องแคบนี้เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ทำให้การสัญจรทางเรือในพื้นที่เกือบหยุดชะงักลง เรือบรรทุกน้ำมันหลายสิบลำจอดทอดสมออยู่ด้านนอก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทะลุ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว เนื่องจากช่องแคบนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันกว่าร้อยละ 20 ของโลก แต่ทรัมป์ยังเชื่อว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงเมื่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯในอิหร่านสิ้นสุด แม้ยอมรับว่าราคาพลังงานในระยะสั้นอาจพุ่งขึ้น
ยิวยิงถล่มฮิซบอลเลาะห์วันที่ 2
ขณะเดียวกัน อิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ยังคงยิงขีปนาวุธตอบโต้กันต่อเนื่องเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักในพื้นที่ชานเมืองทางใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฮิซบอลเลาะห์ และพื้นที่อื่นๆทั่วเลบานอนเมื่อวันจันทร์ เพื่อตอบโต้ที่ฮิซบอลเลาะห์เปิดฉากยิงใส่อิสราเอล อ้างว่าเป็นการล้างแค้นต่อการสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน การปะทะของทั้งสองฝ่ายส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 50 ราย ประชาชนอย่างน้อย 30,000 คนต้องพลัดถิ่นในเลบานอน
ทรัมป์แจงเหตุผลโจมตีอิหร่าน
นายทรัมป์ยังกล่าวระหว่างหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีฟรีดิซ แมร์ซ ของเยอรมนี ชี้แจงถึงปฏิบัติการโจมตีอิหร่านว่า ตัวของทรัมป์เชื่อว่าอิหร่านเตรียมเปิดฉากโจมตีสหรัฐก่อน ถ้าสหรัฐฯไม่ชิงลงมือครั้งนี้จะถูกฝ่ายตรงข้ามเริ่มโจมตีทันที แล้วสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับตัวเลขความสูญเสียที่สูงกว่านี้มาก ส่วนกรอบเวลาการทำสงครามนั้น
ล่าสุดทรัมป์เผยว่า ปฏิบัติการอาจยืดเยื้อต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 4-5 สัปดาห์ และย้ำว่าการรบครั้งนี้จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลเตหะรานปฏิเสธมาตลอด รวมถึงเพื่อยับยั้งโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านด้วย
ผู้นำสหรัฐฯยืนยันว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านที่ครอบครองขีปนาวุธพิสัยไกลและอาวุธนิวเคลียร์ จะกลายเป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจยอมรับได้ ทั้งต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและต่อชาวอเมริกัน
ขู่หยุดการค้ากับสเปนไม่ให้ตั้งฐานทัพ
ส่วนสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่าง สหรัฐ และสเปน ทวีความตึงเครียด หลังทรัมป์ ประกาศกร้าว เตรียมหยุดทำการค้าทั้งหมดกับสเปน กรณีปฏิเสธให้กองทัพสหรัฐฯใช้ฐานทัพในประเทศเพื่อปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยทรัมป์แถลงข่าวแสดงความไม่พอใจรุนแรง หลังรัฐบาลสเปนไม่อนุญาตให้สหรัฐฯใช้ Naval
Station Rota และ MorÓn Air Base เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดยระบุว่า สเปนเป็นประเทศที่แย่มาก และย้ำว่าเราไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับสเปน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อจำกัดหรือระงับการค้าระหว่างสองประเทศ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
สเปนโต้ทรัมป์หยุดจับโลกเป็นตัวประกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังคำแถลงของทรัมป์ที่จะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน แถลงตอบโต้ทันที ย้ำจุดยืนคัดค้านปฏิบัติการโจมตีอิหร่านโดยกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลพร้อมเตือนว่าความขัดแย้งครั้งนี้เสี่ยงเปรียบเสมือนการเล่นเกม รัสเซียนรูเล็ตต์ ที่เอาชีวิตมนุษย์นับล้านคนมาเป็นเดิมพัน พร้อมชี้ว่ามหันตภัยครั้งใหญ่ของมนุษยชาติมักมีจุดเริ่มต้นลักษณะนี้และไม่ควรมีใครนำโชคชะตาของคนจำนวนมหาศาลมาล้อเล่นกับความเสี่ยงที่รุนแรงเช่นนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายซานเชซออกมาประณามการทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯและอิสราเอลว่า เป็นการกระทำที่ขาดความยั้งคิดและผิดกฎหมาย พร้อมสั่งห้ามเครื่องบินรบของสหรัฐฯใช้ฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศทางตอนใต้ของสเปนเพื่อปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน
นายกฯซานเชซระบุ โลกไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการทิ้งระเบิด พร้อมทั้งย้ำว่าจุดยืนของรัฐบาลสเปนสรุปสั้นๆ ได้สี่คำคือ“ไม่เอาสงคราม” (No to the war) และไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำสิ่งที่เป็นผลเสียต่อประชาคมโลก และผลกระทบจากการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ จะสร้างความเสียหายที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ และไม่นำไปสู่การจัดระเบียบโลกที่ยุติธรรมขึ้นแต่อย่างใด
เปิดชื่อ4ทหารพลีชีพที่คูเวต
ขณะที่ศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ (United States Central Command) รายงานยืนยันแล้วว่า ทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้ว 6 นาย จากการโจมตีของอิหร่านต่อฐานทัพในคูเวต หลังพบมีผู้เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ เพิ่มเติมอีก 1 ราย และพบศพอีก2 รายใต้ซากปรักหักพัง ต่อมากองทัพ สหรัฐฯเปิดเผยชื่อทหาร 4 นาย ที่เสียชีวิตโดยทั้งหมดเป็นทหารกองหนุนคือ 1.ร้อยเอกโคดี้ คอร์ก (Cody A. Khork ) อายุ 35 ปี 2.จ่าโนอาห์ เทียตเจนส์ (Noah L. Tietjens) อายุ 42 ปี 3.จ่านิโคล อามอร์ (Nicole M. Amor) อายุ 39 ปี 4. จ่าเดคลัน โคดี้(Declan J. Coady) อายุ 20 ปี การเสียชีวิตของทหารทั้ง 6 นายในสงครามครั้งนี้ ถือเป็นความสูญเสียกลุ่มเดียวที่กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันเป็นทางการ นับตั้งแต่เปิดฉากสงครามรอบใหม่กับอิหร่านร่วมกับอิสราเอล
ตั้ง‘โมจตาบา’นั่งผู้นำสูงสุดคนใหม่
วันเดียวกัน เว็บไซต์ต่างประเทศ Iran International รายงานอ้างแหล่งข่าวเชื่อถือแจ้งว่า สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านเลือก โมจตาบา ฮอสเซนี คาเมเนอี นักการเมืองและนักบวชชาวอิหร่าน ซึ่งเป็นบุตรชายของอาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เป็นผู้นำคนต่อไป ภายใต้แรงกดดันจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากกองพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงและการเมืองภายในประเทศ ซึ่งตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นอำนาจสูงสุดทางการเมืองและศาสนา ทั้งนี้ สภาผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้มีการยืนยันผลอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานประวัตินายโมจตาบา คาเมเนอี วัย 56 ปี บุตรชายคนรองของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อนที่ถูกสังหารในการโจมตีร่วมของสหรัฐและอิสราเอล เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศ ซึ่งถูกจับตาจากสื่อหลายสำนักว่า
นายโมจตาบา คาเมเนอี เกิดในครอบครัวนักบวชที่มีบทบาททางการเมืองสูง ช่วงวัยเด็ก บิดาของเขาเป็นแกนนำต่อต้านชาห์แห่งอิหร่าน และถูกตำรวจลับของระบอบกษัตริย์ขณะนั้นจับกุมหลายครั้ง
หลังปฏิวัติอิสลามปี 1979 ครอบครัวคาเมเนอีย้ายสู่กรุงเตหะราน โมจตาบาเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมอาลาวีอันมีชื่อเสียง และสำเร็จการศึกษา ปี 1987 ก่อนเข้าร่วม Islamic Revolutionary Guard Corps ช่วงสงครามอิหร่าน–อิรัก ประจำการในกองพันฮาบิบ จุดเปลี่ยนของโมจตาบา เมื่อบิดาของเขาขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และ โมจตาบา ได้ศึกษาด้านศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์อิสลาม ช่วยเสริมสร้างสถานะของเขาในหมู่ชนชั้นนำทางศาสนา แม้ว่าตำแหน่งทางศาสนาของเขาจะยังไม่อยู่ในระดับสูงสุดก็ตาม หากการแต่งตั้งครั้งนี้ได้รับการยืนยันเป็นทางการ เขาจะกลายเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ที่สืบทอดอำนาจโดยสายเลือด อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างอำนาจของอิหร่านยุคปัจจุบัน
อิหร่านจัดพิธีอำลาผู้นำสูงสุดครั้งสุดท้าย
ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยผ่านสื่อรัฐบาลว่า ช่วงค่ำวันพุธที่ 4 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น ชาวอิหร่านเข้าร่วมพิธีอำลาศพของอยาตอลเลาะห์์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับ ที่กรุงเตหะรานโดยนายฮอจญ์ญะตุลอิสลาม มาห์มูดี ประธานสภาประสานงานการเผยแผ่ศาสนาอิสลามแห่งอิหร่าน เผยว่า พิธีอำลาดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน ส่วนกำหนดการขบวนแห่พิธีศพจะประกาศให้ทราบในภายหลัง โดยทางการจะเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะร่างของผู้นำสูงสุด ที่อาคารละหมาดอิหม่ามโคไมนี (Imam Khomeini Prayer Hall) ตั้งแต่เวลา 22.00น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 01.30 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนร่วมไว้อาลัย และแสดงพลังความศรัทธาอีกครั้งหนึ่ง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี