วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ปิดล้อมอิหร่านระยะยาว
ทรัมป์บีบหนัก
ตัดรายได้ขายน้ำมัน
พุ่งเป้าหันโจมตีศก.
ปธน.ทรัมป์เปลี่ยนแผน สั่งฝ่ายความมั่นคงเตรียม “ปิดล้อมทางเรืออิหร่านระยะยาว” หวังตัดรายได้จากพลังงาน รวมถึงพุ่งเป้าทำลายภาคศก.ที่หนุนรบ.เตหะราน เป็นเครื่องมือกดดันอิหร่านยอมถอยปมนิวเคลียร์ แทนการใช้กำลังกลับไปทิ้งระเบิด แม้จะทำให้สงครามยืดเยื้อ-ตลาดพลังงานป่วนระยะยาว ส่งผลราคาน้ำมันพุ่งทันที 111 ดอลลาร์
เมื่อวันที่ 29 เมษายน The Wall Street Journal รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาสั่งให้ทีมที่ปรึกษาเตรียมพร้อมสำหรับการปิดล้อมทางเรือระยะยาว ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยเป็นเครื่องมือกดดันเตหะรานแทนการกลับไปทิ้งระเบิด หวังตัดรายได้จากน้ำมันและบีบให้อิหร่านยอมถอย
ในการประชุมกับที่ปรึกษาระดับสูง ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเดินหน้ากดดันความสามารถของอิหร่านในการส่งออกน้ำมันต่อไป ด้วยการสกัดเรือทุกลำที่มุ่งหน้าเข้า-ออกท่าเรือของอิหร่าน โดยทรัมป์เห็นว่า วิธีนี้เป็นทางเลือกที่เสี่ยงน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการกลับไปทิ้งระเบิดอีกครั้ง หรือการถอนสหรัฐออกจากความขัดแย้งทั้งหมด
การตัดสินใจนี้สะท้อนว่า สหรัฐกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะยืดเยื้อ เพราะการสู้รบหยุดลงชั่วคราว แต่ไม่มีข้อยุติถาวร และสถานการณ์เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐกำลังสกัดเรือที่เดินทางเข้า-ออกท่าเรืออิหร่าน เพื่อบีบรายได้จากการส่งออกน้ำมัน ขณะที่อิหร่านยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ให้เรือเกือบทุกประเภทแล่นผ่าน
ก่อนหน้านี้ วันอังคารทรัมป์เผยว่า อิหร่านร้องขอให้สหรัฐยกเลิกปิดล้อมทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจายุติสงคราม จากนั้นทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า เตหะรานต้องการให้เส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญแห่งนี้กลับมาเปิดใช้งานเร็วที่สุด พร้อมระบุอิหร่านอยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย
ด้านอิหร่านส่งสัญญาณว่า อาจยอมรับข้อตกลงชั่วคราว เพื่อเปิดช่องแคบอีกครั้ง แลกกับการที่วอชิงตัน
ยุติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน และเลื่อนการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ออกไปไม่มีกำหนด อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังยืนยันว่าต้องมีอำนาจควบคุมบางส่วนเหนือการเดินเรือผ่านช่องแคบ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สหรัฐแทบไม่มีทางยอมรับ และทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยมองเป็นสัญญาณว่า อิหร่านไม่ได้เจรจาอย่างจริงใจ
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า ข้อเสนอของอิหร่านในการยุติสงครามว่าทำเนียบขาวยังมีข้อสงสัย ผู้ที่ยื่นข้อเสนอดังกล่าว มีอำนาจตัดสินใจจริงหรือไม่ สะท้อนมุมมองเดิมของสหรัฐว่า ผู้นำอิหร่านยังมีความเห็นแตกแยกเกี่ยวกับแนวทางการเจรจา
สำนักข่าววอลล์สตรีทเจอร์นัลด์รายงานว่า หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐสั่งเตรียมการขยายการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน และจะพุ่งเป้าเล่นงานภาคเศรษฐกิจและน้ำมันของอิหร่านด้วยการปิดล้อมไม่ให้อิหร่านใช้ท่าเรือของตัวเอง ส่งผลให้ราคาซื้อขายน้ำมันดิบพุ่งขึ้นในวันนี้ (29 เมษายน) ส่งผลกระทบต่อการส่งออกพลังงานในตะวันออกกลางให้ลากยาวออกไปกว่าเดิม
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งขึ้น 3.68% อยู่ที่ 99.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ดีดตัวขึ้น 2.68% อยู่ที่ 111.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเพิ่มขึ้น 0.57% ขึ้นมาเป็น 100.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังดีดตัวขึ้นถึง 3.7% ในช่วงการซื้อขายก่อนหน้านี้ ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 7 ในรอบ 8 วันที่ผ่านมา
ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังของสหรัฐฯโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า กระทรวงการคลังเพิ่มแรงกดดันทางการเงินต่ออิหร่าน และดำเนินการเพื่อทำลายเครือข่ายที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของอิหร่าน การปิดล้อมจะบีบให้อิหร่านต้องลดการผลิตน้ำมันในไม่ช้า
“ปฏิบัติการ Economic Fury ของกระทรวงการคลัง กำหนดเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานการธนาคารเงาระหว่างประเทศของอิหร่าน การเข้าถึงคริปโตเคอร์เรนซี กองเรือเงา และเครือข่ายจัดหาอาวุธ” มาตรการเหล่านี้ ยังโจมตีแหล่งเงินทุนสำหรับกลุ่มตัวแทนของอิหร่านในภูมิภาค หรือโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กและขนาดกลางของเอกชนในจีน โรงกลั่นน้ำมันอิสระของจีนเหล่านี้สนับสนุนการค้าน้ำมันของอิหร่าน
การกระทำเหล่านี้สกัดกั้นรายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์ ที่จะนำไปใช้สนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และค่าเงินของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ทางการเมืองของโดนัลด์ ทรัมป์ด้วยว่า ส่อเค้าตึงเครียด หลังผลสำรวจล่าสุดชี้คะแนนนิยมลดลงเหลือเพียง 34% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกัน 1,014 คน ที่จัดทำระหว่างวันที่ 24-27 เมษายนพบว่า คะแนนสนับสนุนทรัมป์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเด็นหลักที่ฉุดความนิยมคือ ปัญหาค่าครองชีพ มีเพียง 22% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่พอใจการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ขณะเดียวกัน สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบภาวะเงินเฟ้อและเพิ่มภาระให้ครัวเรือนอเมริกันอย่างหนัก
นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Associated Press ร่วมกับ NORC เมื่อสัปดาห์ก่อน ยังตอกย้ำแนวโน้มขาลง โดยพบว่าคะแนนนิยมโดยรวมของทรัมป์อยู่ที่ 33% และคะแนนด้านเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียง 30%
รายงานข่าวระบุว่า การลดลงของคะแนนนิยมเกิดขึ้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯที่จะมีขึ้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพรรครีพับลิกันต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักในการรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารประเทศในปัจจุบัน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่3 แห่งสหราชอาณาจักรทรงแถลงต่อรัฐสภาสหรัฐฯในวันอังคารตามเวลาท้องถิ่นว่า แม้ในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอนและความขัดแย้งในยุโรปและตะวันออกกลางสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯจะยังคงเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยเสมอซึ่งการย้ำจุดยืนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรเก่าแก่กำลังเผชิญกับความเห็นต่างอย่างรุนแรงเกี่ยวกับสงครามกับอิหร่าน
“ยืนยันว่าไม่ว่าทั้งสองประเทศจะมีความแตกต่างหรือความเห็นไม่ลงรอยกันเรื่องใดก็ตาม ทั้งสองชาติยังคงมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการเชิดชูประชาธิปไตย การปกป้องประชาชนให้พ้นจากอันตราย และการยกย่องความกล้าหาญของผู้ที่ยอมเสียสละเสี่ยงชีวิต เพื่อรับใช้ชาติในทุกวัน”สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงกล่าว
สื่อทางการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานว่า ยูเออีประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และ OPEC+ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนแนวทางด้านพลังงาน รวมถึงการเร่งลงทุนภาคการผลิตพลังงานภายในประเทศ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี