542.jpg
ยิว-ฮิซบอลเลาะห์จูบปาก ตกลงหยุดยิง หลังสหรัฐ-อิหร่านหย่าศึก

ยิว-ฮิซบอลเลาะห์จูบปาก ตกลงหยุดยิง หลังสหรัฐ-อิหร่านหย่าศึก

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยิว-ฮิซบอลเลาะห์จูบปาก
ตกลงหยุดยิง
หลังสหรัฐ-อิหร่านหย่าศึก
ลูกสมุนคาเมเนอียังตั้งแง่
เปิด‘ฮอร์มุซ’ฟรีแค่60วัน

อิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ บรรลุข้อตกลงหยุดยิง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหย่าศึกหวั่นกระทบดีลใหญ่ ขณะที่ ฝ่ายอิหร่าน ตั้งแง่ประกาศเว้นเก็บค่าธรรมเนียม ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ60 วัน แล้วค่อยพิจารณาใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน 20 มิถุนายน 2569 - กองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah)ในเลบานอน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังเกิดการยกระดับความรุนแรงและปะทะกันอย่างดุเดือดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการเจรจาสันติภาพภาพรวมในภูมิภาคตะวันออกกลาง


ยิว-ฮิซบอลเลาะห์หยุดยิง

รายงานข่าวระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงรอบใหม่นี้เกิดขึ้นจากการผลักดันทางการทูตอย่างเร่งด่วนของ สหรัฐฯ, กาตาร์ และอิหร่าน หลังจากที่ความขัดแย้งในเลบานอนทวีความรุนแรงจนทำให้กำหนดการเจรจาขั้นรายละเอียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องถูกเลื่อนออกไป โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ต่อสายตรงเพื่อกดดันให้มีการหยุดยิงในเลบานอนทันทีเพื่อรักษาเสถียรภาพของกรอบความตกลงร่วมมือ (MOU) ที่สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งลงนามไปเมื่อต้นสัปดาห์

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ฝ่ายอิสราเอลให้คำมั่นว่าจะยุติการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต (Dahiyeh) และโครงสร้างพื้นฐานของเลบานอน ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ตกลงที่จะระงับการยิงจรวดและโดรนข้ามพรมแดนไปยังอิสราเอล อย่างไรก็ตาม สำนักนายกรัฐมนตรีของนายเบนจามิน เนทันยาฮูย้ำชัดเจนว่า กองทัพอิสราเอล (IDF) จะยังคงปักหลักอยู่ใน “เขตความมั่นคง(Security Zone)” ทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทางภาคเหนือของประเทศ

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ นำโดยนายมาร์โก รูบิโอ ได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี นาวาฟ ซาลาม แห่งเลบานอน โดยระบุว่า ขั้นต่อไปจะเป็นการเปิดโต๊ะเจรจาระดับทวิภาคีอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลเลบานอนและอิสราเอล ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงวันที่23-24 มิถุนายนนี้ เพื่อมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างอธิปไตยของเลบานอนและการปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธตามมติสหประชาชาติ

ยูเอ็นร่วมแสดงความยินดี

ทางด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) โดยนายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกUN แถลงแสดงความยินดีต่อพัฒนาการดังกล่าว พร้อมระบุว่า กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) กำลังประสานงานกับทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ ทว่า ในแถลงการณ์ยังคงแสดงความกังวลว่า ประชาชนผู้พลัดถิ่นจำนวนมากยังคงไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัยเนื่องจากสถานการณ์บนภาคพื้นดินยังไม่มีความแน่นอนสูง

นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ประเมินว่า ข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนครั้งนี้ถือเป็น “เงื่อนไขจำเป็น” ที่จะช่วยให้ดีลใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในการเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการเจรจาด้านนิวเคลียร์ระยะเวลา 60 วัน สามารถดำเนินต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างพร้อมที่จะกลับมาเปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงทันทีหากมีการละเมิดข้อตกลงจากอีกฝ่าย

อิหร่านงดเก็บค่าผ่านทาง6เดือน

สำนักงานกำกับดูแลช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf Strait Authority หรือ PGSA) ของอิหร่าน ประกาศว่าอิหร่านจะยกเว้นค่าธรรมเนียมที่วางแผนจะเรียกเก็บสำหรับการใช้ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเวลา 60 วัน ในช่วงระหว่างที่มีการเจรจาขั้นสุดท้ายตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้ลงนามร่วมกันในสัปดาห์นี้เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างกัน PGSA ระบุว่าสำหรับเรือที่ต้องการจะสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงที่ข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะต้องยื่นคำขอผ่านช่องแคบล่วงหน้าอย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนเดินทางมาถึง

ข่าวระบุว่า อิหร่านจะยกเว้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัย การบริการด้านสิ่งแวดล้อมและการประกันภัยที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมทั้งกำหนดให้เรือต้องประสานงานเส้นทางและเวลาในการเดินทางล่วงหน้า เนื่องจากยังมีพื้นที่บางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดและเพื่อให้มั่นใจว่าการเดินเรือจะเป็นไปอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งระบุว่าเมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจแล้ว อิหร่านจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือพาณิชย์สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในระหว่างที่มีการเจรจาขั้นสุดท้ายที่มีกำหนด 60 วัน หลังจากนั้นจึงค่อยมาพูดคุยกัน โดยเอกสารระบุด้วยว่า ในระยะยาว อิหร่านจะทำงานร่วมกับโอมานและรัฐอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซียเพื่อจัดทำข้อตกลงที่ “ครอบคลุมมากขึ้น” เกี่ยวกับวิธีการจัดการช่องแคบฮอร์มุซ

เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ระบบติดตามการเดินเรือ Marine Traffic แสดงให้เห็นเรือที่เคลื่อนตัวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่าน ได้เซ็นลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งมีเงื่อนไขต้องยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ หลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดมานาน

หน่วยงานด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ได้ลดระดับภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซลงเหลือระดับ “ปานกลาง” หลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านประกาศข้อตกลงในการเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้อีกครั้ง

ตามรายงานของ UKMTO ซึ่งเป็นองค์กรของกองทัพเรืออังกฤษที่ให้ข้อมูลด้านความมั่นคงทางทะเล ระดับภัยคุกคามในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้เคยถูกประกาศว่า “วิกฤต” มาก่อน เนื่องจากมีการปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง “ควรแจ้งให้ผู้เดินเรือทราบถึงการมีอยู่ของทุ่นระเบิดและเตรียมพร้อมสำหรับการปรากฏตัวของกองทัพเรือในขณะที่ปฏิบัติการกวาดล้างยังคงดำเนินต่อไป” พร้อมยังได้เตือนถึงความแออัดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามเส้นทางเดินเรือ แต่จะมีกองกำลังทางเรือคอยสนับสนุนการจราจรทางน้ำ

ด้าน บริษัทลอยด์ ลิสต์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารระดับโลกด้านการเดินเรือ การขนส่งทางทะเล และโลจิสติกส์ รายงานว่า บริษัทเจ้าของเรือรายใหญ่หลายแห่งเริ่มให้เรือของตัวเองเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และมีการประเมินด้วยว่า มีเรือพาณิชย์อีกราว 550 ลำ ที่ต้องเตรียมพร้อมในการเดินทางออกจากอ่าวเปอร์เซีย ในจำนวนนี้ประกอบด้วยเรือบรรทุกน้ำมัน 160 ลำ เรือบรรทุกสินค้าแห้งแบบเทกอง 200 ลำ เรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ 60 ลำ และเรือบรรทุกยานพาหนะ 10 ลำ

ทรัมป์โวน้ำมันลดแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามใน “บันทึกความเข้าใจ” (MOU) ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ในระหว่างช่วงรับประทานอาหารค่ำ กับ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอลมาครง ของฝรั่งเศส ที่พระราชวังแวร์ซายหลังจากการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลส่วนตัว ระบุว่า “น้ำมันกำลังไหลเวียน อิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ (โลกจะปลอดภัย!) ตลาดหุ้นกำลังพุ่งแรง, การจ้างงานทำสถิติสูงสุด และสินค้ากำลังลดลง (ประชาชนมีกำลังซื้อดีขึ้น) ประเทศเราแข็งแกร่ง ปลอดภัย และได้รับความเคารพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน - ยินดีด้วย! - ประธานาธิบดี DJT”

ต่อมา ทรัมป์ ได้เคลื่อนไหวต่อเนื่องว่า สหรัฐฯมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติภาพ และเราสนับสนุนให้ทุกฝ่ายในภูมิภาคตะวันออกกลางยังยึดมั่นในพันธกรณีของตนเพื่อนให้การเจรจาของเราดำเนินไปอย่างราบรื่น

ตลาดกำลังตอบรับในเชิงบวก ราคาน้ำมันลดลงอย่างมาก และตลาดหุ้นกำลังปรับตัวขึ้นอย่างมาก เราคาดหวังว่าจะมีการหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ระหว่างฮิซบอลเลาะห์และอิสราเอลด้วย - ขอบคุณที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้! - ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์

สหรัฐเลิกปิดล้อมอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศว่าได้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่างๆของอิหร่านแล้ว แต่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ จะยังคงตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่โดยรอบต่อไป

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่าวันนี้กองกำลังสหรัฐ ได้ยกเลิกการปิดล้อมการสัญจรทางทะเลทั้งหมด ทั้งที่เดินทางเข้าและออกจากท่าเรือ รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่านแล้ว ตามคำสั่งของประธานาธิบดี และกองกำลังอเมริกันไม่ได้ขัดขวางการเดินเรือของเรือพาณิชย์ไปหรือมาจากท่าเรืออิหร่านในอ่าวอาหรับและอ่าวโอมานแต่อย่างใดความพยายามทั้งหมดของกองทัพสหรัฐฯ ในการบังคับใช้มาตรการปิดล้อมได้ยุติลงแล้ว เรือรบอันยิ่งใหญ่ของเราจะยังคงอยู่ในพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกแง่มุมของข้อตกลงได้รับการปฏิบัติตาม เชื่อฟัง และมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่

ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ได้ออกมากล่าวว่า สหรัฐกำลังปฏิบัติตามพันธกรณีในส่วนแรกของข้อตกลงด้วยการยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

อิหร่านประกาศชัยชนะ

สำนักข่าวต่างประเทศได้ออกมาเผยแพร่ภาพของ ประธานาธิบดีมาซูดเปเซชเคียน ของอิหร่าน ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MOU)ผ่านระบบดิจิทัล โดย “เปเซชเคียน” ได้เซ็นดีลประวัติศาสตร์ พร้อมโชว์ลายเซ็นของทั้งสองปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนบนเอกสาร ซึ่งสิ่งนี้เป็นการยืนยันแล้วว่า ข้อตกลงยุติสงครามได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการแล้วจากทั้งสองฝ่าย

โดยต่อมา ประธานาธิบดีมาซูดเปเซชเคียน ของอิหร่าน ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทาง X โชว์เอกสารประวัติศาสตร์ พร้อมระบุข้อความว่า “นี่คือเอกสารทางประวัติศาสตร์ และสารจากอิหร่านผู้ทรงอำนาจ สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ภายใต้ร่มเงาแห่งความเคารพซึ่งกันและกัน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านมุ่งมั่นและทุ่มเทเพื่อสันติภาพโลกเสมอมา โดยการรักษาศักดิ์ศรีและเอกราช ความก้าวหน้า และความร่วมมือระดับภูมิภาค”

“ข้อความนี้สะท้อนเสียงของชาติที่ไม่ยอมแลกศักดิ์ศรีและเอกราชของตนกับภัยคุกคามหรือแรงกดดันใดๆ สิ่งที่บันทึกไว้ในวันนี้เป็นผลมาจากความเพียรพยายามของชาติ ความมีเหตุผลทางการเมือง และการทูตที่รับผิดชอบ”

‘โมจตาบา’ยึดมั่นคำสัญญา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี (Ayatollah Mojtaba Khamenei) ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกมายืนยันว่า ตัวเขาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติให้รัฐบาลลงนามใน “บันทึกความเข้าใจ” (MOU)กับสหรัฐฯ แม้ว่าเขาจะมีความเห็นที่แตกต่างออกไปต่อข้อตกลง

โดยถ้อยคำที่ อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ได้ออกมายืนยันนั้นได้ถูกเผยแพร่ผ่านทางสถานีโทรทัศน์เพื่อการกระจายเสียงแห่งรัฐของอิหร่าน (IRIB) มีการระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้แรงกดดันและมาตรการต่อรองในรูปแบบต่างๆ ด้วยความสิ้นหวังเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์นี้

“ตามหลักการแล้ว ข้าพเจ้ามีความเห็นที่แตกต่างออกไป แต่เมื่อพิจารณาถึงคำมั่นสัญญาที่ประธานาธิบดีผู้ทรงเกียรติได้ให้ไว้กับข้าพเจ้า ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ในนามของตนเองและสมาชิกคนอื่นๆ ในการปกป้องสิทธิของชนชาติอิหร่าน และแนวร่วมต่อต้าน รวมถึงการที่เขายอมรับผิดชอบในการดำเนินการดังกล่าวอย่างชัดเจน ข้าพเจ้าจึงได้อนุมัติข้อตกลงนี้”

จากนี้ไปอิหร่านจะเฝ้ารอการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ได้ระบุไว้ในข้อตกลง การเจรจาแบบเผชิญหน้ากันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่ได้หมายความถึงการยอมรับในจุดยืนของฝ่ายศัตรูแต่อย่างใด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top