วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569
ยิว-อิหร่านสู้กันเดือด
ถล่มแหล่งก๊าซ
‘กาตาร์’อ่วมโดนหนัก
ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน
ทรัมป์ขู่โจมตีเตหะราน
สงครามตอ.กลางเดือดจัด อิหร่านโจมตีแหล่งพลังงานทั่วอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงศูนย์กลางก๊าซสำคัญของกาตาร์ เอาคืนอิสราเอลเปิดฉากโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติ “เซาท์พาร์ส” ใหญ่สุดของอิหร่านส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วน ราคาน้ำมันดิบ-ก๊าซพุ่งทันที ด้านทรัมป์เดือดจัด ซัดอิหร่านไร้เหตุผลไปถล่มรง.ก๊าซในกาตาร์สั่งให้หยุด ถ้าฝืนสหรัฐพร้อมตอบโต้รุนแรงอย่างที่อิหร่านไม่เคยเห็นด้าน 12 ชาติอาหรับและอิสลามแถลงการณ์ร่วมประณามอิหร่านโจมตีเพื่อนบ้านพร้อมให้ยุติทันที พร้อมตำหนิอิสราเอลที่รุกรานเลบานอน
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม สำนักข่าวต่างประเทศยังเกาะติดรายงานสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง ยกระดับสู่สงครามพลังงานโลกเต็มรูปแบบ หลังกองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเซาท์พาร์ส (South Pars) แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอิหร่านช่วงกลางดึกวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงและต้องหยุดผลิตในหลายส่วน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ทันควันด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มนิคมอุตสาหกรรมก๊าซในกาตาร์
ทั้งนี้ อิสราเอลแจ้งรัฐบาลสหรัฐฯล่วงหน้า ก่อนส่งโดรนและขีปนาวุธเข้าโจมตีโรงแยกก๊าซในเขตอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) หัวใจหลักของแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ส่งผลให้โรงแยกก๊าซในเฟส 3, 4 และ 6 เสียหายหนักและต้องระงับการทำงานชั่วคราวเพื่อควบคุมเพลิง นักวิเคราะห์มองว่าการโจมตีดังกล่าว เป็นการกดดันให้อิหร่านยุติการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยพุ่งเป้าไปที่โรงแยกก๊าซเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานที่เลี้ยงคนทั้งประเทศอิหร่านถึง 70%
อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ชั่วโมงหลังการถูกโจมตี อิหร่านประกาศว่าแหล่งพลังงานของชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียถือเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมที่อิหร่านจะโจมตีขีปนาวุธของอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีไปที่นิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน (RasLaffan)ในกาตาร์ เสียหายเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ อิหร่านระบุรายชื่อสถานที่สำคัญด้านน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคหลายแห่งที่ถือเป็นเป้าหมายโดยตรงและชอบธรรมทั้งหมดตั้งอยู่ในประเทศใกล้เคียงที่มีฐานทัพสหรัฐ ได้แก่ โรงกลั่นซัมเรฟและโรงงานปิโตรเคมีจูไบล์ของซาอุดีอาระเบีย แหล่งก๊าซอัลฮอสน์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโรงงานปิโตรเคมีเมไซอีด บริษัทเมไซอีดโฮลดิ้ง และราสลาฟฟานของกาตาร์ทั้งนี้ อิหร่านออกมาเตือนว่าควรอพยพคนงานออกจากพื้นที่เหล่านี้ทันที ก่อนที่ขีปนาวุธจะตกลงมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดศึกโจมตีแหล่งพลังงานดังกล่าว ส่งผลรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นทันที 5-6% แตะระดับ110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปดีดตัวขึ้นกว่า 7% เนื่องจากความกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงานระยะยาว
มีการคาดการณ์ผลกระทบจากนี้ว่า อิหร่านจะพบวิกฤตพลังงาน จากการสูญเสียกำลังการผลิตจาก แหล่งก๊าซSouth Pars ทำให้เกิดไฟฟ้าดับและขาดแคลนก๊าซหุงต้มในอิหร่านอย่างรุนแรง อาจกลายเป็นชนวนความไม่พอใจในหมู่ประชาชนนอกจากนี้ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกด้วย เพราะกาตาร์เป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลกเริ่มได้รับผลกระทบ หากการสู้รบยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ท่าทีของสหรัฐ แม้ไม่ได้ร่วมโจมตีโดยตรงครั้งนี้ แต่การให้ไฟเขียวแก่อิสราเอลสะท้อนนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้นของทรัมป์ต่ออิหร่าน
ด้านโดนัลด์ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุถึงการโจมตีโรงงานก๊าซในกาตาร์เป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลและขาดความชอบธรรมพร้อมย้ำว่าสหรัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการโจมตีคลังน้ำมันทางตอนใต้ของอิหร่านที่ South Pars Gas Fieldและกาตาร์ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกันทรัมป์ยังระบุ การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ของอิหร่านต่ออิสราเอล แต่สหรัฐขอเรียกร้องให้อิหร่านยุติใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะการโจมตีที่กระทบพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
“หากอิหร่านยังเดินหน้าโจมตีโรงงานก๊าซ LNG ของกาตาร์อีก สหรัฐจะไม่ลังเลในการตอบโต้ โดยอาจใช้กำลังทางทหารโจมตีพื้นที่ South Pars Gas Field อย่างรุนแรง ด้วยพลังอำนาจที่อิหร่านไม่เคยเห็นมาก่อน ผมไม่ต้องการให้เกิดการโจมตีดังกล่าว เนื่องจากตระหนักถึงผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจและอนาคตของอิหร่าน หากแหล่งพลังงานสำคัญถูกทำลาย แต่หากโรงงานก๊าซ LNG ของกาตาร์ถูกโจมตีจากอิหร่านอีก ก็จะไม่ลังเลใจในการตอบโต้ทันที”ผู้นำสหรัฐฯเตือน
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศอ่าวอาหรับออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อประณามการโจมตีอย่างเจตนาของอิหร่านที่พุ่งเป้าพื้นที่พลเรือนทั่วตะวันออกกลาง หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีทั่วภูมิภาค หลังอิสราเอลทำการโจมตีเซาท์พาร์ส แหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่อิหร่านใช้ร่วมกับอิสราเอล เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ทั้งนี้ รัฐอาหรับจัดประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย วันนี้ (19 มีนาคม) โดยมีผู้แทนจากประเทศกาตาร์ อาเซอร์ไบจาน บาห์เรน จอร์แดน รัฐคูเวต เลบานอน ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ถ้อยแถลงร่วมมีเนื้อหาประณามการโจมตีอย่างจงใจของอิหร่านต่อพื้นที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน และเขตที่ตั้งทางการทูต ซึ่งการโจมตีเหล่านี้ไม่มีความชอบธรรมไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามนอกจากนั้น รัฐอาหรับยังเน้นย้ำถึงสิทธิป้องกันตัวตามที่ระบุในกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรที่ 51 และเรียกร้องให้อิหร่านหยุดการโจมตี เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เช่นเดียวกับงดเว้นใช้มาตรการหรือข่มขู่ถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยถ้อยแถลงร่วมของรัฐอ่าวอาหรับยังประณามอิสราเอลที่รุกรานเลบานอนด้วย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี