542.jpg
ส่งบินรบไล่ถล่มอิหร่าน ทรัมป์เอาคืน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี ‘ฮอร์มุซ’ระส่ำหนักอีก

ส่งบินรบไล่ถล่มอิหร่าน ทรัมป์เอาคืน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี ‘ฮอร์มุซ’ระส่ำหนักอีก

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ส่งบินรบไล่ถล่มอิหร่าน
ทรัมป์เอาคืน
หลังเรือสินค้าถูกโจมตี
‘ฮอร์มุซ’ระส่ำหนักอีก

กองทัพสหรัฐฯส่งเครื่องบินรบโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านส่งโดรนโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโง่เขลา

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ยืนยันว่าได้ใช้เครื่องบินรบ 6 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมาย 4 แห่ง เป็นเวลา 90 นาที ประกอบด้วย คลังเก็บขีปนาวุธ คลังเก็บโดรน และสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่าน บริเวณเมืองสิริก ริมช่องแคบฮอร์มุซและเกาะเกชม์ เป็นการตอบโต้หลังจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ IRGC ส่งโดรน
พลีชีพจำนวน 4 ลำ เข้าโจมตีเรือสินค้า เอ็มวี เอเวอร์ เลิฟลี (M/V Ever Lovely) เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ติดธงสิงคโปร์ ขณะแล่นผ่านเส้นทางแนะนำนอกชายฝั่งโอมาน โดยระบบป้องกันสามารถสกัดโดรนได้ 3 ลำ แต่มี 1 ลำ หลุดรอดไปสร้างความเสียหายบนดาดฟ้าเรือ โชคดีที่ไม่มีลูกเรือได้รับบาดเจ็บ และเรือสามารถเดินทางต่อไปยังจุดหมายได้ อย่างไรก็ดี เหตุโจมตีส่งผลให้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ IMO ต้องสั่งระงับแผนอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คนที่ตกค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้รับหลักประกันความปลอดภัย


ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าการกระทำของอิหร่านถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 60 วัน อย่างโง่เขลา ด้านรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อตกลงมาโดยตลอด หากอิหร่านมีข้อขัดแย้งก็ควรใช้วิธีเจรจาแทนที่จะใช้กำลัง แต่ความรุนแรงก็ต้องตอบโต้ด้วยความรุนแรง

ด้านกองทัพ IRGC ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันควัน โดยอ้างว่าได้ยิงถล่มฐานทัพและที่ตั้งของทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงในบาห์เรนและคูเวต เพื่อเป็นการเอาคืน พร้อมเตือนว่าหากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอีก อิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงและขยายวงกว้างยิ่งขึ้น ส่วนประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน วิจารณ์สหรัฐฯ ว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในระหว่างที่การเจรจายังไม่สิ้นสุด

ความขัดแย้งนี้ปะทุขึ้นหลังจากอิหร่านพยายามประกาศจัดเก็บ“ค่าธรรมเนียมบริการ” หรือค่าผ่านทางกับเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ร่วมกันแถลงปฏิเสธและประณามว่าขัดต่อกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ

ก่อนหน้านี้สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดเหตุเรือสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตี ส่งผลให้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ต้องระงับภารกิจอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คน แม้สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งลงนามข้อตกลงเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือและลดความตึงเครียดในภูมิภาคไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 องค์การทางทะเลระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (IMO) ประกาศระงับแผนอพยพลูกเรือมากกว่า 11,000 คนที่ติดค้างอยู่ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว หลังเรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีในอ่าวโอมาน ส่งผลให้สถานการณ์ความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่องค์การทางทะเลฯเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เริ่มดำเนินแผนอพยพลูกเรือและเรือสินค้าประมาณ 600 ลำ ที่ติดค้างอยู่จากเหตุสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน แต่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน เกิดเหตุเรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งได้รับความเสียหายจากวัตถุไม่ทราบชนิด ที่พุ่งเข้าใส่บริเวณนอกชายฝั่งประเทศโอมานในอ่าวโอมาน ทำให้ IMO ตัดสินใจระงับปฏิบัติการอพยพเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านความปลอดภัยใหม่

อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการIMO กล่าวว่า การระงับแผนอพยพครั้งนี้ เป้าหมายเพื่อยืนยันว่ามาตรการคุ้มครองความปลอดภัยสำหรับเรือทุกลำในพื้นที่ยังมีประสิทธิภาพ ก่อนเดินหน้าปฏิบัติการต่อไป

ทั้งนี้ IMO ยืนยันว่า เรือที่ถูกโจมตีไม่ได้อยู่ในขบวนอพยพที่องค์กรกำลังดำเนินการ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 23 มิถุนายน

ด้านหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ (UKMTO) รายงานว่า เรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด แต่คาดว่าเป็นโดรนพลีชีพ บริเวณ 7.5 ไมล์ทะเล ทางตะวันออกเฉียงใต้ของท่าเรือดาฮิต ประเทศโอมาน โดยบริษัทบริหารความเสี่ยงทางทะเล Vanguard ระบุว่าเรือดังกล่าวคือเรือ “เอเวอร์ เลิฟลี” (Ever Lovely)ซึ่งจดทะเบียนและติดธงสัญชาติสิงคโปร์ โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และตัวเรือสามารถแล่นผ่านช่องแคบต่อไปได้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือพิเศษ

ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเรือเดินสมุทร MarineTrafficยืนยันว่า เรือเอเวอร์ เลิฟลี แล่นเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ โดยใช้เส้นทางตอนใต้ช่วงเช้าวันพฤหัสบดี และแล่นออกทางฝั่งตะวันออกในเวลาต่อมา

ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เหตุโจมตีครั้งนี้เป็นฝีมือของกองทัพอิหร่าน สอดคล้องกับแถลงการณ์ของ “สำนักงานจัดการช่องแคบเปอร์เซีย” (PGSA) หน่วยงานที่อิหร่านตั้งขึ้นเพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือ โดยระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เรือลำใดก็ตามที่แล่นนอกเส้นทางที่ทางการกำหนด จะไม่ได้รับการรับประกันความปลอดภัย และผลกระทบใดๆที่เกิดขึ้นจากการใช้เส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของเรือ ผู้ประกอบการ และกัปตันเรือลำนั้นแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้มีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติการอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เข้าแทรกแซงและสั่งให้เรือติดธงปานามา 2 ลำ เปลี่ยนเส้นทางเดินเรือในวันเดียวกันด้วย

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Kpler ระบุว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีเรือเดินสมุทรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 70 ลำ แต่ปริมาณการเดินเรือยังอยู่ครึ่งหนึ่งของระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นทันที 2% หลังมีข่าวโจมตีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติสิงคโปร์ เนื่องจากนักวิเคราะห์กังวลว่าการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งควบคุมสัดส่วน 1 ใน 5ของปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก ต้องใช้เวลานานกว่าเดิมในการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ไม่กี่ชั่วโมงนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียและอยู่ที่บาห์เรน กล่าวเตือนอิหร่านอย่างรุนแรงว่า สหรัฐฯจะไม่ยอมรับหากอิหร่านพยายามขัดขวาง
หรือจัดเก็บค่าผ่านทาง ในช่องแคบฮอร์มุซโดยย้ำว่าคือ เส้นทางเดินเรือสากล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเตหะรานยังแสดงเจตนาแข็งกร้าว ที่จะอ้างสิทธิ์เหนือควบคุมช่องแคบนี้ โดยระบุว่าจะจัดเก็บสิ่งที่เรียกว่า “ค่าบริการทางทะเล” ไม่ใช่ค่าผ่านทาง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top