วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้พบกับรุ่นพี่ ซึ่งเป็นผู้บริหารกลุ่มงานเภสัชกรรมโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในภาคอีสาน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันแล้วทำให้ทราบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ยากลุ่มหนึ่งที่มีปริมาณและมูลค่าการใช้สูงคือ ยารักษาภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูงชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
แล้วได้ทราบว่าโรงพยาบาลแห่งนั้นมีผู้ป่วยไตวายจำนวนมาก แล้วก็ยังได้รับคำตอบที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในภาคอีสานมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจำนวนมาก สถิติผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไตที่นั่นมีมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศผู้เขียนรู้สึกห่วงใยกับกรณีนี้มาก เพราะโรคไตเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก และในประเทศไทยก็มีปัญหานี้มาก จากสถิติพบว่าผู้ป่วยโรคไตในไทยมีจำนวนเพิ่มต่อเนื่อง เช่น จาก 8 ล้านคน ในปี 2563 เพิ่มเป็น 11.6 ล้านคน ในปี 2565 ในจำนวนนี้มีผู้ที่ต้องล้างไตเพิ่มจาก 8 หมื่นคน เป็น 1 แสนคน ด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้ ทำให้ไทยติดหนึ่งในห้าของประเทศที่ป่วยโรคไตมากที่สุด โดยภูมิภาคที่เป็นโรคไตมากที่สุดคือ ภาคอีสาน
ไตทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย ควบคุมสมดุลเกลือแร่ และผลิตฮอร์โมนที่สำคัญหลายอย่าง และมีบทบาทในการผลิตเม็ดเลือดแดง ควบคุมความดันโลหิตรวมถึงการสร้างและสลายของมวลกระดูก ดังนั้น เมื่อไตเสื่อมถึงขีดสุด และต้องล้างไต โดยผู้ป่วยต้องใช้ยาอื่นๆ อีกมาก เพื่อให้ดำรงชีวิตเป็นปกติ แต่ถ้าโชคดีมากพอ ก็ได้รับไตบริจาคมาปลูกถ่าย จึงไม่ต้องทนล้างไตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งอีกต่อไป ก็ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยจะกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ เพราะยังต้องกินยาอีกกำมือหนึ่งอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในยาที่สำคัญที่สุดคือ ยากดภูมิคุ้มกัน จำนวน 2-3 ตัว วันละ 1-2 มื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยปฏิเสธไตที่ได้รับเข้าไปใหม่
สาเหตุของไตเสื่อมหรือไตวายมีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากการมีภาวะโรคอื่นๆ อยู่ก่อน เช่น โรคเบาหวาน ความดัน แต่ไม่สามารถคุมสภาวะของโรคได้ พฤติกรรมต่างๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้ามาก ดื่มน้ำน้อย เป็นต้น รวมถึงการใช้ยาชุด ยาแก้ปวดแก้อักเสบพร่ำเพรื่อ ล้วนมีส่วนทำให้ไตเสื่อมได้
สาเหตุสำคัญอีกอย่างมาจากพฤติกรรมการบริโภค คือ กินเค็มเกินไป กินอาหารขบเคี้ยวที่มีโซเดียม (เกลือ) สูง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรัง คนไทยส่วนใหญ่มักชอบอาหารรสจัด รวมถึงเค็มจัด ดังนั้น จึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ แต่ก็ต้องอาศัยความตั้งใจอย่างสูงจึงจะทำได้สำเร็จ
ปัญหาการกินเค็มจัดของคนไทย โดยเฉพาะในเขตภาคอีสานนับเป็นเรื่องใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะพื้นที่คือวัฒนธรรมการกินอาหาร และการถนอมอาหารของชาวอีสานก็มักใช้เกลือปริมาณสูง ดังนั้นพบว่า ปลาร้า ปลาส้ม ไส้กรอกอีสาน อาหารหมักดองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนูเด็ดของชาวอีสานที่คนทั้งประเทศ รวมถึงผู้เขียนก็ชื่นชอบไม่น้อย เช่น ส้มตำ แจ่วบอง ต้มแซบ ฯลฯ
เห็นได้ว่ามีร้านอาหารอีสานในทุกซอกตรอกซอยในกรุงเทพฯ และยุคปัจจุบันยังพบว่าหลากหลายร้านอาหาร ไม่จำกัดแค่ร้านอาหารอีสาน ได้นำน้ำปลาร้าไปเป็นส่วนผสมในหลากหลายเมนู เช่น แกงจาก หรือยำรสเด็ด ประกอบกับคำโฆษณาที่ว่าใส่เยอะ ยิ่งอร่อยนัว จนปัจจุบันมีน้ำปลาร้าสำเร็จรูปนานายี่ห้อออกมามากมาย ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าอาหารแต่ละจานในหนึ่งมื้อถูกเติมรสเค็ม และมีของหมักดองเพิ่มเกือบทุกจาน ทำให้คนกินได้รับปริมาณเกลือมากเกินจากที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าไม่ควรเกิน 1 ช้อนชา แต่ความจริงกินมากกว่านั้นเยอะแยะ
เราอาจลืมไปว่าการรับประทานอาหารเค็มจัดคือการเพิ่มความเสี่ยงของโรคไต อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้แอนตี้น้ำปลาร้า แต่อยากเตือนให้ทุกคนที่ชื่นชอบกินเค็ม ต้องพยายามลดระดับความเค็มลงให้ได้ เพื่อให้ไตของเราได้อยู่กับเราไปนานๆ ย้ำว่าต้องลดการกินเค็มจัดๆ ให้ได้เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไตวาย และขอแนะนำให้ลดน้ำจิ้มต่างๆ ลงด้วย ลดขนมขบเคี้ยว หันไปทำอาหารกินเอง เพื่อจะได้จำกัดการใช้เกลือ อย่าลืมว่าอาหารนอกบ้านเรานั้นเราไม่สามารถคุมปริมาณเครื่องปรุง และความเค็มได้ เมื่อเราลดปริมาณโซเดียมได้แล้ว สุขภาพโดยรวม และสุขภาพไตจะดีขึ้น
รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี