LIFE & HEALTH : เรียนรู้ PM2.5 ฝุ่นจิ๋วทำลายสุขภาพและคุณภาพการใช้ชีวิต

LIFE & HEALTH : เรียนรู้ PM2.5 ฝุ่นจิ๋วทำลายสุขภาพและคุณภาพการใช้ชีวิต

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.57 น.
Tag : LIFE&HEALTH

ช่วงหน้าหนาวมักมี PM2.5 สูงขึ้น เพราะอากาศนิ่งและเกิดชั้นอุณหภูมิผกผัน ทำให้ฝุ่นสะสมใกล้พื้นดินมากขึ้น รวมทั้งการเผาในที่โล่ง การใช้ยานพาหนะและการผลิตพลังงานยังคงดำเนินต่อไป แต่เมื่ออากาศไม่ถ่ายเท ฝุ่นจึงสะสมมากขึ้น


 

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลายเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่หลายพื้นที่ในประเทศไทยต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันค่าฝุ่นในหลายพื้นที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้นจนเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคภูมิแพ้และเยื่อบุจมูกอักเสบที่อาจมีอาการกำเริบได้ ซึ่งฝุ่นพิษส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ จาม คันจมูก น้ำมูกไหล เสมหะลงคอ และในบางรายอาจเกิดอาการเยื่อบุจมูกอักเสบจนเกิดแผล ทำให้มีเลือดกำเดาไหล นอกจากนี้ ฝุ่น PM2.5 ยังส่งผลกระทบรุนแรงกับผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้เรื้อรังหรือภาวะคัดจมูกเรื้อรังอีกด้วย

นพ.บรรณวัชร ตันติคุณ โสต ศอ นาสิกแพทย์ชำนาญการด้านโรคจมูกและภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล

ข้อมูลจาก นพ.บรรณวัชร ตันติคุณ โสต ศอ นาสิกแพทย์ชำนาญการด้านโรคจมูกและภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เปิดเผยว่า ฝุ่น PM2.5 มลพิษทางอากาศชนิดนี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

ผลกระทบในระยะสั้น

  • ก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณดวงตา จมูก คอ และทางเดินหายใจ ผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรเข้ารับการตรวจประเมินระบบทางเดินหายใจร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไป เพื่อประเมินความรุนแรงของอาการ
  • ทำให้เกิดอาการแสบตา ไอ จาม น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก หรือหอบเหนื่อย ในบางรายอาจแนะนำให้ตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Test) เพื่อประเมินการทำงานของปอดอย่างละเอียด
  • อาจส่งผลให้สมรรถภาพปอดแย่ลง จึงอาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) หรือการตรวจการทำงานของปอด ตามดุลยพินิจของแพทย์
  • กระตุ้นให้โรคประจำตัวกำเริบ เช่น โรคหอบหืด หรือโรคหัวใจ ในกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้อาจมีการตรวจประเมินทั้งระบบทางเดินหายใจและระบบหัวใจ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรืออัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography)

ผลกระทบในระยะยาว

  • อาจนำไปสู่โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง แนะนำให้ตรวจติดตามสุขภาพปอดอย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจสมรรถภาพปอด หรือเอกซเรย์ปอด
  • สมรรถภาพปอดลดลง ซึ่งอาจต้องตรวจการทำงานของปอดเชิงลึกเพื่อประเมินความผิดปกติ
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอด เนื่องจากฝุ่นขนาดเล็กจัดเป็นสารก่อมะเร็ง ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วย Low-dose CT Scan ซึ่งช่วยตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ขณะเดียวกันฝุ่น PM 2.5 ยังเป็นตัวกระตุ้นให้อาการของผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคภูมิแพ้เรื้อรังหรือภาวะคัดจมูกเรื้อรัง กำเริบขึ้นได้ ซึ่งการดูแลสุขภาพในสถานการณ์ PM2.5 กลุ่มคนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้เรื้อรังอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ ควรล้างจมูกเพื่อชะล้างฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนผนังจมูกออกไป และใช้ยารักษาภูมิแพ้ที่รักษาอยู่เดิมอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก หรือการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นทางปากสำหรับโรคหอบหืด เป็นต้น

 

หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาหรือมีอาการคัดจมูกที่เกิดจากเยื่อบุจมูกส่วนล่างโต ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า “RF (Radiofrequency) หรือ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ” โดยแพทย์จะใช้เข็มลักษณะพิเศษใส่เข้าไปในเยื่อบุโพรงจมูกของผู้ป่วย จากนั้นคลื่นวิทยุจะเปลี่ยนเป็นความร้อน จนเยื่อบุโพรงจมูกมีการหดตัวลง ส่งผลให้ช่องขนาดโพรงจมูกกลับมามีพื้นที่ว่างมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้โล่งและสะดวกยิ่งขึ้น

ซึ่งข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือสามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 10-15 นาที เห็นผลการรักษาภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนกรณีที่ผู้ป่วยเกิดอาการคัดจมูกเนื่องจากเยื่อบุจมูกบวมโตอีกครั้ง สามารถรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวซ้ำได้

การเตรียมตัวก่อนการรักษาด้วยคลื่นวิทยุ RF ผู้ป่วยควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนการรักษา สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน หรือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนล่วงหน้า 7-10 วัน

 

ทั้งนี้หลังทำ RF ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก แนะนำให้หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา หรือกระทบกระเทือนบริเวณจมูก งดออกกำลังกายหักโหม ยกของหนัก หรือการออกแรงมาก เพราะอาจทำให้มีเลือดออก หากมีเลือดออกให้นอนศีรษะสูง อมและประคบน้ำแข็งจนกระทั่งเลือดหยุด หากเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ขอเชิญช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ ไว้ในพระอุปถัมภ์จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 25 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ นับว่ามีคุณูปการอันสูงยิ่งต่อวงการแพทย์ นอกจากช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ยากไร้แล้ว ยังถือเป็นกองทุนตั้งต้น สำหรับงานศึกษาวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางการรักษาต่อไปในอนาคต

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมช่วยสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/  

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top