วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
UN Women UK องค์กรส่งเสริมความเสมอภาคของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ ออกมาระบุผลการสำรวจของ YouGov (บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบนอินเตอร์เนตระหว่างประเทศ) จากผู้หญิงกว่า 1,000 คนทั่วสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา (2564) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 70 ให้ข้อมูลว่า พวกเธอเคยถูกคุกคามทางเพศในที่สาธารณะ และตัวเลขดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 94ในกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปีผลการสำรวจยังชี้ด้วยว่า ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ค่อยเชื่อมั่นในการจัดการต่อสถานการณ์ดังกล่าวของหน่วยงานรัฐ
ก่อนหน้านี้ กระแส #MeToo ได้ทำให้ประเด็นเรื่องการออกมาแสดงตัวของผู้หญิงที่เคยถูกคุกคามทางเพศกลายเป็นความสนใจของสังคมโลก บุคคลในวงการต่างๆ ทั่วโลก ทั้งที่มีชื่อเสียง และเป็นบุคคลธรรมดา ต่างเล่าถึงความหวาดกลัวจากการถูกกระทำอันเนื่องมาจากผู้ชาย และสถานะอันเหนือกว่า (ชายเป็นใหญ่) ทั้งในด้านกำลัง โอกาส และอำนาจ ส่งผลให้เกิดการรณรงค์หยุดการคุกคามทางเพศ และร่วมกันประณามบุคคลที่ใช้อำนาจความเป็นชายในการทำร้ายผู้หญิง หรือเพศที่อ่อนแอกว่า ไปจนถึงการเรียกร้องความคุ้มครองทางกฎหมายในอัตราโทษอันเข้มข้น
นิตยสารระดับโลกอย่าง Time ก็ร่วมขับเน้นประเด็นนี้ รวมไปถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของทางอเมริกาผ่านหนังและละครชุดหลายเรื่อง อาทิ Bombshell (2019) หรือ The MorningShow (2019) ของ Apple TV นอกจากนี้ กระแสดังกล่าวยังไปขยายโอกาสทางวัฒนธรรมของผู้หญิงในทวีปเอเชียหลายประเทศ ทั้งที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการออกมายอมรับจากหลายองค์กรว่า เคยพยายามปฏิเสธผู้หญิงในการมาเข้าร่วมองค์กรของตนด้วยเหตุผลเรื่องเพศ (ไม่ฉลาด แรงน้อย ควรเป็นแม่บ้าน) และพยายามเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมากขึ้น หรือที่เกาหลีใต้ ที่ทางฝ่ายนิติบัญญัติได้พยายามออกกฎหมายในการคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงานให้มีโทษหนัก รวมไปถึงกระแสไม่แต่งงานที่กลายเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเมือง
แต่กระแส และความเคลื่อนไหวดังกล่าว ก็ไม่อาจทำให้กรณีการคุกคาม และการล่วงละเมิด รวมไปถึงความรุนแรงต่อผู้หญิง กลายเป็นศูนย์ หรืออย่างน้อยเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจ และอาชญากรรมอันอุกอาจต่อผู้หญิง ก็ไม่ควรจะปรากฏขึ้น ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า ไม่มีทางเป็นไปได้
ล่าสุด ที่สหราชอาณาจักร เกิดการฆาตกรรมหญิงสาววัย 33 ปี “ซาราห์ เอเวอราร์ด” จากเมืองลอนดอน แล้วนำไปทิ้งไว้ที่ป่าแอชฟอร์ด ในเมืองเคนท์ โดยที่ชิ้นส่วนร่างกายของเธอถูกแยกส่วนเพื่ออำพราง แต่ทางเจ้าหน้าที่สืบสวนก็สามารถยืนยันตัวตนได้ด้วยหลักฐานทางทันตกรรม ซึ่งพบตรงบริเวณที่เกิดเหตุนั้น หลังจากมีการแจ้งความไปกว่า 1 สัปดาห์ ความน่าสะเทือนใจก็คือ เธอแค่กำลังจะกลับบ้านแล้วโชคร้าย นี่เองที่ทำให้ #Text me when you get home กลายเป็นเทรนด์บนสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของประเทศอังกฤษ เพื่อสื่อสารถึงความเป็นผู้หญิงที่มีโอกาสพบกับอันตรายได้ตลอดเวลา แม้แต่ทางกลับบ้าน ดังนั้น จึงต้องคอยบอกให้เพื่อน (ที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน) ส่งข้อความมาบอกหน่อยเมื่อกลับถึงบ้าน
“จากนี้ไปเมื่อคุณต้องเดินบนท้องถนนในเวลากลางคืน มือคุณต้องกำกุญแจให้แน่น และภาวนาต่อพระเจ้าไม่ให้โดนลักพาตัว หรือฉุดไปข่มขืน”นี่เป็นข้อความที่หนังสือพิมพ์ The Guardianใช้นำเสนอเกี่ยวกับความรู้สึกของคนทั่วไปต่อเหตุการณ์นี้
ที่น่ากังวลไปกว่านั้นก็คือ ฆาตกรที่พบกลายเป็นตำรวจ และไม่เคยมีประวัติอาชญกรรมมาก่อน ผู้ต้องสงสัยคนนั้น คือ “เวย์น เคาเซนส์” วัย 48 ปี เขาเป็นตำรวจที่ดูแลความปลอดภัย ณ รัฐสภา และแน่นอนว่า ด้วยความเป็นผู้ชาย และเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ ทำผิดกฎหมาย และทำร้ายผู้หญิงอย่างโหดเหี้ยม ประชาชนคนอังกฤษจากทุกพื้นที่จึงฝ่ามาตรการควบคุมโควิด-19 แล้วออกมารวมตัวเพื่อแสดงออกถึงความโกรธและไม่พอใจในการกระทำอันเลวร้ายของผู้ชายคนนั้น ในทุกพื้นที่ของลอนดอน ส่งผลให้ประเด็นความปลอดภัยของผู้หญิงในที่สาธารณะ ได้รับการพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง จนเกิดการตั้งคำถามถึงประเทศ หรือย่านที่อยู่อาศัยของผู้หญิงแต่ละคนบนโลกใบนี้ ว่ามีความปลอดภัยต่อชีวิตของตัวเองดีพอหรือไม่ เพราะขนาดลอนดอนที่มีทั้งไฟส่องสว่างและกล้องวงจรปิดมากมาย สุดท้ายผู้หญิงก็ยังกลายเป็นเหยื่อของการถูกคุกคามทางเพศ แล้วประสาอะไรกับประเทศหรือพื้นที่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยต่ำกว่าสหราชอาณาจักร
อีกประเทศที่ก็มีการรวมตัวกันของประชาชนในเรื่องการต่อต้านการคุกคามทางเพศเช่นกัน นั่นก็คือออสเตรเลีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 มีนาคม 2021) มีการรวมตัวกันของผู้คนใน 43 แห่งทั่วประเทศ และมีคนเข้าร่วมการเดินขบวนไปยังหน้ารัฐสภาถึง 85,000 คนจากทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี “สกอตต์มอร์ริสสัน” สั่งการสอบสวนพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศของเจ้าหน้าที่ในรัฐสภาหลังจากที่ “บริตตานี ฮิกกินส์” อดีตที่ปรึกษาทางการเมืองของพรรคลิเบอรัล ออกมาเปิดเผยว่า เคยถูกเพื่อนร่วมงานข่มขืนในห้องทำงานของรัฐมนตรีเมื่อปี 2019 จนกลายเป็นเหตุให้มีคนออกมาเปิดโปงเหตุการณ์ในรูปแบบเดียวกันนี้อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการกล่าวหา “คริสเตียนพอร์เตอร์” อัยการสูงสุดของออสเตรเลียถึงเรื่องราวในอดีตว่า เคยข่มขืนเด็กหญิงอายุ 16 ปี เมื่อปี 1988
“โซเฟีย เบกาโตรู” อดีตนักกีฬาเรือใบทีมชาติกรีซ (44 ปี) ก็เป็นอีกคนที่ถูกความเป็นชาย และอำนาจที่เหนือกว่าทำร้าย เธอเปิดใจถึงความหลังอันน่าขมขื่นว่า ในปี 1998 เธอถูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหพันธ์กีฬาเรือใบเฮลเลนิครายหนึ่ง (ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อในเวลานี้) ล่อลวงด้วยการขอนัดประชุมในห้องพัก เพื่อเตรียมแผนการสำหรับทีม และถูกกระทำอย่างต่อเนื่องอีกเป็นเวลา 2 ปี ก่อนถึงการแข่งขันที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2000
“เขาบอกว่า เขาจะหยุดถ้าฉันไม่ต้องการ แต่เขาไม่หยุด ไม่ว่าฉันจะพยายามบอกเขาแค่ไหน ฉันอับอายและร้องไห้ออกมาจากห้อง ในตอนที่เขาทำสำเร็จแล้ว”
นี่เป็นอีกระลอกของการต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมอันเกิดขึ้นจากอำนาจของเพศสภาพ และสถานะที่เหนือกว่า หลังจากกระแส #MeTooเป็นตัวจุดชนวนมาให้ก่อนหน้านี้ กระนั้น ก็อย่างที่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่าการให้เกียรติและเคารพในเพศสภาพซึ่งกันและกัน มันจะกลายเป็นวัฒนธรรมหรือความเชื่อได้จริงหรือ โอกาสในการประทุษร้าย คุกคาม ลวนลาม หรือกระทั่งหยอกล้อของผู้ชายต่อผู้หญิง หรือต่อเพศสภาพที่อ่อนแอกว่า จะกลายเป็นการกระทำอันน่ารังเกียจและเต็มไปด้วยความละอายของทุกคนได้ใช่หรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นคำถามที่ผู้หญิงทั่วโลกยังคงถาม ถาม และถาม ภายใต้ความพยายามที่จะไม่กลายเป็นเหยื่ออีกต่อไป

นึกว่าสาวเกาหลี นุ่น วรนุช สวมฮันบกท่ามกลางหิมะ สดใสท้าลมหนาว
กู้ภัยแจ้งเบาะแสเด็กหาย พบร่างหนูน้อยวัย 3-4 ขวบ กลางป่าสระบุรี
ยอดขายถล่มทลาย ม้า อรนภา ห่อหมกหมดในพริบตาหลังโดนร้องเรียน
‘เซ็นทรัลพัฒนา’นิวไฮ 3 ปีซ้อน ‘รายได้-กำไรสุทธิ-ปันผล-ทราฟฟิก’ปี68โตสูงสุดเป็นประวัติการณ์
แสงเหนือเป็นเหตุ สรยุทธโพสต์ภาพเลียนแบบ ผู้กองธรรมนัส ทำโซเชียลแห่แซวยับ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี